1. ตัวประกัน
ณ คฤหาสน์หลังหนึ่งในเมืองไทย
“คุณหมอก เก็บของเรียบร้อยหรือยังคะ ช้ากว่านี้มันจะไม่ทันเครื่องนะคะ” เสียงสาวใช้ที่ดูแลกันมาตั้งแต่เกิดร้องเตือน เพราะเจ้านายยังคงนั่งเหม่อไม่ยอมขยับ และไม่ยอมพูดอะไร
ม่านหมอก หรือ ฐณิชา เธอคือสาวสวยวัยสิบเก้าปี และเพิ่งเข้าเรียนปีหนึ่งได้แค่เทอมเดียว ทว่าวันนี้เธอกลับต้องย้ายไปอยู่ต่างประเทศลำพัง เพราะพ่อแม่ถูกฟ้องล้มละลาย เธอจึงถูกส่งให้ไปอยู่เมืองนอกกับเพื่อนของแม่ที่ประเทศจีน
แต่ถ้าจะให้พูดตามจริง ม่านหมอกถูกส่งไปใช้หนี้มากกว่า เพราะเพื่อนแม่ที่ว่า คือเจ้าหนี้รายใหญ่ของครอบครัว หากเธอไม่ไป ตระกูลวรารินก็ไม่มีทางฟื้นฟูขึ้นมาได้อีก เพราะแม่เธอ ไม่สามารถหาเงินทุนมาสนับสนุนพี่ชายได้แล้ว
ม่านหมอกเลยต้องเสียสละตัวเอง ไปเป็นตัวประกันอยู่ที่ต่างแดน เพื่อให้ครอบครัวได้รับทุนสนับสนุนก้อนนี้
เพราะธุรกิจของพี่ชายยังต้องเดินหน้าต่อ ไม่อย่างนั้น อนาคตตระกูลวรารินเป็นได้จบสิ้นลงในรุ่นนี้แน่ ๆ
“คุณหมอก” ปิ่นพยายามดึงสติเจ้านายอีกครั้ง
“เรียบร้อยแล้วค่ะพี่ปิ่น” เสียงเครือเอ่ยตอบกลับมา ก่อนจะลุกยืนแล้วหมุนตัวเดินออกไปจากห้องโดยไม่หันหลังกลับ
กระทั่งมาถึงด้านล่าง ม่านหมอกก็ตรงขึ้นรถเลย เธอไม่แม้แต่จะล่ำลาคนในครอบครัวที่ยืนรอส่งเธออยู่ด้านหน้า
“ออกรถเลยค่ะ” เธอสั่งคนขับโดยไม่สนใจเสียงร้องเรียกจากด้านนอกสักนิด เพราะม่านหมอกยังคงโกรธเรื่องที่พ่อแม่ขายเธอให้กับใครก็ไม่รู้ และมันยังอยู่ไกลถึงต่างประเทศด้วย
แต่ถึงจะโกรธ ทว่าม่านหมอกกลับไม่คิดจะหนี ถึงยังไงเธอก็ยังนึกถึงคนข้างหลังอยู่ หากเธอทำอย่างที่ใจคิด แน่นอนว่าพ่อแม่พี่และน้อง ๆ จะต้องพบกับความลำบาก
แต่ถ้าจะไม่ให้เธอมีอารมณ์ มันก็คงเป็นไปไม่ได้
ฉะนั้น จากกันทั้งอย่างนี้มันน่าจะดีกว่า
หลังจากเดินทางมาร่วมหกชั่วโมง ม่านหมอกก็มาถึงจุดหมาย และตอนนี้เธอก็ถูกพามาพักที่อพาร์ทเม้นท์สุดหรู ที่อยู่บนตึกสูงสามสิบชั้น และด้านบนคือเพ้นเฮาร์ที่มีความหรูหรามาก
“นี่เพื่อนแม่รวยขนาดนี้เลยเหรอ” ม่านหมอกพึมพำแผ่วเบา พร้อมกับใช้สายตามองสำรวจไปทั่วห้อง
“มาครับ ผมจะพาไปห้องพัก” ชายหนุ่มหน้าตาดีพูดกับเธอเป็นภาษาอังกฤษ เพราะคิดว่าม่านหมอกคงพูดจีนไม่ได้
“ขอบคุณนะคะ” แต่เธอตอบกลับเขาเป็นภาษาที่นี่
“เอ๋! คุณพูดจีนได้เหรอครับ”
“ได้ค่ะ ฉันลงเรียนเป็นภาษาหลัก หัดมาตั้งสามปี ไม่คิดว่าจะได้ใช้ประโยชน์เหมือนกัน” เธอบอกอาย ๆ
“ดีเลยครับ จะได้คุยกับท่านประธานรู้เรื่อง” อีกฝ่ายตอบก่อนจะยิ้มอ่อนให้เธอจากนั้นเขาก็เดินนำไปที่ห้อง
“ประธานที่ว่า ใช่คุณป้าหลี่ไหมคะ แล้วนี่คุณป้าไปไหนคะ” ได้โอกาส ม่านหมอกก็รีบถามทันที ทว่าคำตอบกลับทำเธอชะงัก
“คุณผู้หญิงไปดูแลคุณผู้ชายที่อิตาลีครับ ไม่รู้จะกลับมาเมื่อไหร่ ที่นี่…มีแค่ประธานฉือกับประธานเฉิงพักครับ แต่คุณหมอกไม่ต้องห่วงนะครับ สองคนนี้ไม่ค่อยกลับบ้าน คุณหมอกสามารถพักได้อย่างสบายใจเลย” เลขาหนุ่มบอกกล่าวให้เบาใจ
“เออ…แล้วมันจะดีเหรอคะ ที่ให้ฉันอยู่ที่นี่ อีกอย่างเรื่องที่ฉันมา ประธานสองคนนั้นรู้เรื่องไหมคะ ฉันกลัวว่า ถ้าเขามาพบฉันเข้า เขาอาจจะไล่ตะเพิดฉันก็ได้” เธอรีบบอกในสิ่งที่เป็นกังวล
“ไม่อยู่ที่นี่จะไปอยู่ที่ไหนล่ะครับ คุณต้องเรียนมหาลัยที่เมืองนี้ไม่ใช่เหรอ ถ้าจะไปอยู่ที่บ้านคุณท่าน คุณต้องเดินทางไปกลับวันละห้าชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ ส่วนเรื่องท่านประธานทั้งสอง คุณไม่ต้องห่วงนะครับ พวกเขาทราบเรื่องแล้ว ไม่งั้นคงไม่ให้คนมาขนเอาชุดไปให้แน่” ชายหนุ่มพูดแล้วก็ยิ้มเอ็นดู
“ขนของ นี่ฉันมารบกวนความเป็นอยู่ของพวกเขาหรือเปล่าคะ อันที่จริงหาห้องเล็ก ๆ ให้ฉันอยู่ก็ได้ หรือว่าคุณป้ากลัวฉันหนี เลยต้องให้อยู่ที่นี่” เธอแสร้งถาม สำหรับม่านหมอก ทุกอย่างมันต้องเคลียร์จริง ๆ ไม่งั้นวันหน้าเธออาจจะลำบาก
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ ปกติสองคนนี้ไม่ค่อยกลับมาค้างที่นี่อยู่แล้ว มาแค่อาทิตย์ละครั้ง บางครั้งก็สองอาทิตย์ค่อยโผล่มา ฉะนั้น คุณหมอกไม่ต้องกังวลนะครับ อีกอย่างคุณผู้หญิงก็สั่งไว้แล้วว่า ให้ดูแลคุณเหมือนลูกสาวของท่าน ห้ามใครรังแกเด็ดขาด คุณหมอกอยู่ที่นี่ได้อย่างสบายใจเลยครับ”
‘นี่เขาไม่ได้ให้เรามาทำงานใช้หนี้จริง ๆ เหรอ ดีจัง’ นึกในใจอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเดินตามคนตัวโตไปยังห้องนอน ซึ่งมันอยู่ด้านล้างทางปีกซ้าย และมันต้องผ่านเคาน์เตอร์บาร์ด้วย
“หรูหราหมาเห่ามาก อยู่บ้านเราก็ว่าตัวเองมีฐานะนะ แต่พอมาเทียบกับตระกูลฟางแล้ว บ้านเราเหมือนรังหนูเลยแฮะ”
ม่านหมอกเดินพึมพำจนกระทั่งถึงห้องนอนของตัวเอง และเมื่อเธอเดินเข้ามาก็ต้องตะลึงงัน เพราะนึกไม่ถึงว่ามันจะน่าอยู่ขนาดนี้ ทว่าเธอต้องเก็บอาการเอาไว้
“ขอบคุณมากนะคะ ที่อุตส่าห์เป็นธุระไปรับและแนะนำทุกอย่าง เอาไว้วันหน้าหมอกทำอาหารให้พี่ทานนะคะ”
“คุณทำอาหารได้ด้วยเหรอครับ”
“ได้ค่ะ แต่เป็นอาหารไทยนะคะ”
“ดีครับ ผมชอบอาหารไทย” ชายหนุ่มรีบบอก ก่อนที่เสียงมือถือจะดังขึ้นมาขัดจังหวะ “เชิญคุณหมอกพักผ่อนตามสบายนะครับ หากต้องการอะไรก็โทรหาผมได้เลย แต่ว่าตอนนี้ขอตัวไปรับสายท่านประธานก่อน เอาไว้ค่ำ ๆ ผมจะแวะมาใหม่ครับ” พูดจบ ร่างสูงก็หมุนตัวออกไปทันที คนที่ยืนอยู่เลยได้แต่ยกมือค้าง
“ขอบคุณค่ะ” ม่านหมอกได้แต่พึมพำตามแผ่นหลังกว้าง ก่อนจะหันมากวาดตามองไปรอบห้อง
“ชีวิตใหม่ที่ดูหรูหรา แต่รู้ไหมว่าฉันไม่ได้ปรารถนามันเลย” ร่างเล็กเดินตรงไปหยุดที่มุมหน้าต่าง ซึ่งมันมีโซฟาสีชมพูอ่อนตั้งอยู่ ก่อนจะหย่อนตัวนั่งลง แม้สัมผัสได้ถึงความนุ่มของมัน ถึงอย่างนั้น ม่านหมอกกลับไม่ได้รู้สึกเป็นสุข เพราะตอนนี้เธอกำลังนึกถึงใครบางคนที่ต้องจากกันโดยไม่ได้ลา
“ป่านนี้พี่เชนคงรู้แล้วสินะว่าเราไม่ได้อยู่ในไทยแล้ว” เสียงเธอแผ่วเบาไม่ต่างจากสายลมที่พัดผ่านมา ทว่าจู่ ๆ เธอก็ส่งเสียงโอดครวญออกมา “ฮื่อ ๆ รักแรกของฉัน ยังไม่ได้สารภาพกับเขาเลยนะ ทำไมสวรรค์ใจร้ายแบบนี้ล่ะ ให้ฉันบอกความในใจกับเขาก่อน แล้วค่อยส่งฉันมาที่นี่ไม่ได้เหรอ”
จากนั้นม่านหมอกก็ทิ้งตัวลงนอนอย่างคนหมดอาลัย ในที่สุดความเหนื่อยล้าจากการเดินทางก็ทำให้เธอหลับไปจนได้
