ตอนที่ 4 ริมฝีปากของเธอนุ่มมาก
“คุณเซี่ยเป็นอะไรไปคะ?” ตอนนี้เจียงหลีมั่นใจเต็มร้อยแล้วว่า เซี่ยหวยชู "กลัวหมา"
นั่นทำให้เธอรู้สึกสนุกขึ้นมาทันที แววตาฉายความเจ้าเล่ห์ “ไม่สบายเหรอคะ? ทำไมหน้าซีดขนาดนั้นล่ะ”
“หมางกั่ว ลองเข้าไปดูคุณเซี่ยหน่อยสิ เขาจะเป็นไข้หรือเปล่านะ?”
“บรู๊ววว...” หมางกั่วส่งเสียงครางต่ำในลำคอ พลางเดินเข้าไปหาเซี่ยหวยชูอย่างมีน้ำใจ
“คุณ...หยุด..1เจียงหลี อย่าให้มันเข้ามานะ!”
เซี่ยหวยชูเริ่มลนลาน เขารีบขยับหลบไปด้านข้าง มือทั้งสองข้างคว้าไม้ไผ่ที่พิงอยู่กับกำแพงไว้แน่น หลับตาปี๋ด้วยความประหม่า แม้แต่ลมหายใจก็เริ่มหอบกระชั้น
เซี่ยเจิ้นกั๋วยืนแอบหัวเราะอยู่ข้างๆ ดูท่าทางหลานชายคนโตกับแม่หนูคนนี้มีลุ้นแน่นอน ฝันที่จะได้อุ้มเหลนตัวน้อยของเขาใกล้ความจริงเข้าไปทุกทีแล้ว
“อ้าว คุณเซี่ยกลัวหมาเหรอคะ?” เจียงหลีกลั้นขำสุดชีวิต เธอฉุดหมางกั่วให้ถอยออกมาเล็กน้อย เมื่อแน่ใจว่ามันจะไม่เข้าใกล้จนคุกคามความปลอดภัยของเขา เธอจึงผูกสายจูงไว้กับแท่งเหล็กแถวนั้น
เธอค่อยๆ ย่องเข้าไปหาเขาเงียบๆ แต่ก็ไม่วายเย้าแหย่ต่อ
“แต่หมามันน่ารักออกนะคะ ทำไมคุณถึงกลัวล่ะ”
“มันทั้งว่าง่าย ทั้งแสนรู้ คุณแน่ใจนะว่าไม่อยากลองลูบมันดูสักหน่อย?”
“เจียงหลี...” เซี่ยหวยชูกลัวจนไม่กล้าลืมตา เขาไม่รู้เลยว่าเจียงหลีตั้งใจแกล้ง เขาขบกรามแน่นเรียกชื่อเธอ ร่างกายเกร็งไปทุกสัดส่วน มือที่กำไม้ไผ่เพิ่มแรงบีบจนเส้นเลือดหลังมือปูดนูน ดูเซ็กซี่อย่างบอกไม่ถูก
เจียงหลีมองด้วยความเพลิดเพลิน จนอดใจไม่ไหวที่จะยื่นมือไปสัมผัสเบาๆ
“อา!” เขาสะดุ้งสุดตัวเมื่อรู้สึกว่ามีบางอย่างแตะที่มือ เซี่ยหวยชูอุทานออกมาแม้จะพยายามกดเสียงให้ต่ำ แต่ก็ยังฟังออกถึงความตื่นตระหนก
“หงิง...” จังหวะนั้นเอง หมางกั่วดันส่งเสียงครางต่ำออกมาพอดี
นั่นทำให้ขนหัวของเซี่ยหวยชูลุกตั้งชันไปทั้งตัว
“เจียงหลี!” เขาพยายามสะกดกลั้นความกลัวเรียกชื่อเธออีกครั้ง ลิ้นเริ่มจะพันกันจนพูดติดขัด
“คะ?” เจียงหลียืนอยู่ข้างกายเขา ชื่นชม ‘มือมังงะ’ ของเขาอย่างสบายอารมณ์
“เอาไอ้หมานั่นไปให้ห่างจากผมที” เซี่ยหวยชูใช้น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย แต่ยังคงไว้ซึ่งความเย็นชาที่ขัดขืนไม่ได้
“แต่หมางกั่วชอบคุณมากเลยนะคะ” เจียงหลีเห็นท่าทางเขาก็ยิ่งอารมณ์ดี แกล้งแหย่ต่อไม่หยุด
ทว่าในวินาทีต่อมา...
คงเป็นเพราะเธอร่าเริงบนความทุกข์ของคนอื่นมากเกินไปจนสวรรค์หมั่นไส้ เท้าเจ้ากรรมดันไปเหยียบเข้ากับท่อนไม้ไผ่ จนร่างทั้งร่างถลาล้มไปข้างหน้าทันที!
เซี่ยหวยชูถูกเธอพุ่งล้มทับลงบนพื้นโดยไม่ทันตั้งตัว
ริมฝีปากของเจียงหลีประทับลงบน "ลูกกระเดือก" ของเขาเข้าอย่างจัง!
สัมผัสนั้นซ่านสยิวเหมือนปอยผมที่เขี่ยผ่านจุดอ่อนไหวจนใจสั่นสะท้าน
เซี่ยหวยชูลืมตาขึ้นทันทีที่เจียงหลีล้มลงมา ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นเจ้าหมางกั่วและตั้งท่าจะผลักออกสุดแรง แต่พอพบว่าเป็นเจียงหลี เขาจึงรีบยั้งมือแล้วโอบเอวบางของเธอไว้ขณะที่ล้มลงไปพร้อมกัน
ในตอนที่ริมฝีปากของเจียงหลีจูบลงบนลูกกระเดือก หัวใจของเซี่ยหวยชูก็พลันเต้นรัวกระหน่ำ ใบหูร้อนฉ่าจนแดงก่ำไปหมด
พอเจียงหลีตั้งสติได้ เธอก็รีบลุกพรวดขึ้นมาจากตัวเขา หัวใจเต้นโครมคราม หน้าตาตื่นตระหนก สายตาลอกแลก ไม่กล้าแม้แต่จะชายตามองเซี่ยหวยชูอีก
เธอแค่กะจะแกล้งเขาเล่นๆ ใครจะไปนึกว่าดันพลาดท่าเสียทีเองแบบนี้!
“แม่หนูเจียง เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”
เซี่ยเจิ้นกั๋วเดินหัวเราะร่าเข้ามาพลางเก็บโทรศัพท์มือถือเข้ากระเป๋า เมื่อครู่เขาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด แถมยังแอบถ่ายวิดีโอบันทึกช่วงเวลาอันงดงามนี้ไว้เรียบร้อยแล้วด้วย
เจียงหลีส่ายหน้าพัลวัน “คุณปู่เซี่ยคะ เย็นมากแล้ว ฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ คุณปู่ดูแลสุขภาพด้วยค่ะ”
พูดจบเธอก็รีบวิ่งไปแก้สายจูงหมางกั่ว แล้วโกยแนบหนีไปจากพื้นที่อันตรายทันที
เซี่ยหวยชูมองตามแผ่นหลังของเด็กสาวที่ลับสายตาไป เขาเผลอยกมือขึ้นแตะลูกกระเดือกของตัวเอง ในหัววนเวียนอยู่กับภาพที่เธอพุ่งเข้ามาหา
ร่างกายของเธอนุ่มนวลมาก มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของไม้กฤษณาที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย แต่ที่ร้ายกาจกว่าคือ... ริมฝีปากของเธอนุ่มยิ่งกว่า นุ่มจนทำให้ภายในใจของเขาเกิดความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้
เมื่อเจียงหลีกลับถึง "ห้องสมุดปี้สุ่ยหวย" คุณยายหลินกุ้ยฟังก็เพิ่งจะก้าวเข้าบ้านพอดี
“อาหลีน้อยของยาย ไปไหนมาจ๊ะลูก?” เมื่อเห็นเจียงหลีหอบของพะรุงพะรัง หลินกุ้ยฟังก็รีบเข้ามาช่วย “มา ยายช่วยถือถุงหนึ่ง”
เจียงหลีส่งถุงเล็กๆ ให้ถุงหนึ่ง “วัตถุดิบในตู้เย็นหมดน่ะค่ะ เลยไปซูเปอร์มาร์เก็ตมา แล้วก็ซื้อของกินให้หมางกั่วด้วย”
เห็นคุณยายเดินไว เจียงหลีจึงอดไม่ได้ที่จะกำชับ “คุณยายขา เดินช้าๆ หน่อยค่ะ”
“ไม่เป็นไรจ้ะ” หลินกุ้ยฟังโบกมืออย่างไม่ถือสา เดินเข้าครัวไปเปิดตู้เย็นแล้วเก็บของเข้าที่ “ยายยังแข็งแรงดีอยู่นะ เย็นนี้อยากกินอะไรล่ะ เดี๋ยวยายทำให้กิน” หญิงชราในชุดผ้าฝ้ายสวมใส่สบาย หันไปหยิบผ้ากันเปื้อนลงมาจากผนัง
“คุณยายไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ เดี๋ยวเย็นนี้หนูทำเอง”
เจียงหลีรับผ้ากันเปื้อนมา แล้วประคองคุณยายไปที่ห้องนั่งเล่น “คุณยายไปนั่งพักผ่อนตรงนี้นะคะ หนูทำแป๊บเดียวก็เสร็จค่ะ”
เมื่อเห็นหลานสาวดึงดัน หลินกุ้ยฟังจึงไม่ขัดศรัทธา เธอมองร่างที่ง่วนอยู่ในครัวด้วยแววตาเปี่ยมรักและภูมิใจ
ไม่นานนัก เจียงหลีก็จัดเตรียมมื้อค่ำจนเสร็จ มีกับข้าวสองอย่าง พร้อมโจ๊กข้าวฟ่างร้อนๆ และเธอยังทำแผ่นแป้งม้วน เป็นพิเศษด้วย ทั้งสองคนนั่งทานมื้อค่ำด้วยกันอย่างมีความสุข
หลังอาหาร เจียงหลีเก็บล้างจานชามและทำความสะอาดครัวจนเอี่ยมอ่อง ก่อนจะมานั่งเป็นเพื่อนหลินกุ้ยฟังที่ศาลาหลังบ้านเพื่อดูพระจันทร์ วันนี้เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ พระจันทร์จึงกลมโตและสว่างไสวเป็นพิเศษ
เจียงหลีหยิบเสื้อคลุมมาห่มให้คุณยาย พร้อมส่งถ้วยน้ำชาดอกไม้ให้ “คุณยายคะ ทัวร์ผู้สูงอายุเขาจัดอาทิตย์นึงไม่ใช่เหรอคะ ทำไมกลับมาเร็วจัง?” เจียงหลีถามพลางหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้โยกข้างๆ
หลินกุ้ยฟังจิบชาสองสามอึก แล้วมองเจียงหลีด้วยความสงสารและเอ็นดูยิ่งกว่าเดิม
“อาหลีน้อยของยายอยู่บ้านคนเดียว ยายไม่สบายใจน่ะจ้ะ เลยขอเขากลับก่อน”
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ความจริงคือหลินกุ้ยฟังเป็นห่วงความรู้สึกของเจียงหลี ทัวร์นี้เจียงหลีเป็นคนสมัครให้เพราะอยากให้คุณยายได้ออกไปเที่ยวเปิดหูเปิดตา ปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น หลังจากที่พวก ‘หมาป่าตาขาว’ (คนทรยศ) กลุ่มนั้นโผล่มาสร้างเรื่องจนคุณยายโกรธจัดเมื่อช่วงก่อน เจียงหลีกลัวว่าคุณยายจะเสียสุขภาพจึงส่งไปพักผ่อน
เด็กคนนี้มีความคิดละเอียดอ่อนมาตั้งแต่เด็ก บ่อยครั้งที่ทำตัวเป็นผู้ใหญ่จนน่าสงสาร แม้เธอจะเลี้ยงดูหลานคนนี้มากับมือ แต่เจียงหลีก็เป็นเด็กที่ขยันและเก่งมาก จัดการทุกอย่างในบ้านได้อย่างเรียบร้อย การเรียนก็ดีเยี่ยมจนได้ทุนการศึกษาทุกปี
เดิมทีนิสัยของเธอควรจะสดใสขี้เล่น ถ้าไม่เกิด "เรื่องนั้น" ขึ้นเสียก่อน เธอคงจะได้มีวัยเด็กที่ไร้เดียงสาเหมือนเด็กสาวทั่วไป ถึงแม้ตอนนี้ชีวิตจะมีความสุข หน้าที่การงานรุ่งเรือง แต่หลินกุ้ยฟังรู้ดีว่าในใจของเจียงหลียังมี "กำแพง" ที่ข้ามไปไม่ได้อยู่
“คุณยายขา หนูไม่ใช่เด็กสามขวบแล้วนะคะ ดูแลตัวเองได้ค่ะ” เจียงหลียิ้มหวาน พลางเอียงศีรษะซบลงบนไหล่ของคุณยาย
“โถ่ เจ้าเด็กคนนี้...” หลินกุ้ยฟังลูบผมยาวของหลานสาวด้วยความรัก “เพิ่งจะอายุยี่สิบสามเอง ทำไมถึงทำตัวเป็นผู้ใหญ่เคร่งขรึมขนาดนี้นะ”
เจียงหลีเงยหน้าขึ้นมองคุณยาย แล้วตอบด้วยท่าทางจริงจัง “คุณยายขา พูดแบบนั้นไม่ได้นะ ดูสาวๆ สมัยโบราณสิคะ สิบกว่าขวบเขาก็แต่งงานมีลูกกันแล้ว หนูอายุเท่านี้ถือว่า 'สาวเทื้อ' แล้วนะคะ ไม่ใช่เด็กๆ แล้ว”
“ถ้าพูดแบบนี้... หรือว่าอาหลีน้อยของยายจะมีเด็กหนุ่มที่ชอบแล้วจ๊ะ?” หลินกุ้ยฟังเย้าถามอย่างอารมณ์ดี
เจียงหลีซบลงที่ไหล่คุณยายอีกครั้ง พลางถูแขนอ้อนอย่างใกล้ชิด “ไม่มีหรอกค่ะ หนูจะอยู่เป็นเพื่อนคุณยายไปตลอดชีวิตเลย”
“ยัยเด็กคนนี้นี่น้า...”
