11 แก้ตัวไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น
ณิชาภาหยิบอัลบั้มรูปขึ้นมาเปิดดู เธอจำได้ว่างานกีฬาสีตอนเธออยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีเด็กผู้ชายจากสีอื่นมาช่วยตีกลองแต่เธอก็ไม่แน่ใจว่าจะใช้ฉัตรกล้าคนนี้จริงๆ หรือเปล่า
หญิงสาวเปิดรูปที่เพื่อนถ่ายให้ตั้งแต่เธอเป็นดรัมเมเยอร์เรียงลำดับมาจนถึงวันสุดท้ายที่มีการประกวดกองเชียร์แล้วเธอก็ยิ้มเมื่อเห็นว่าคนที่ยืนตีกลองอยู่ด้านข้างกองเชียร์นั้นน่าจะเป็นฉัตรกล้าจริงๆ
นอกจากจะมีรูปที่เขาตีกลองข้างสแตนเชียร์แล้วยังมีรูปที่เขาถ่ายรวมกลุ่มกับกองเชียร์อีกด้วย ฉัตรกล้าในวันนั้นตัวสูงผอมและยังตัดผมทรงนักเรียนต่างจากในวันนี้ที่ดูโตขึ้นกว่าเดิมมาก เขาตัวสูงร่างกายบึกบึนกว่าเดิม อีกทั้งใบหน้าก็เกลี้ยงเกลาดูรวมแล้วก็จะเรียกได้ว่าจากเด็กชายในวันนั้นกลายเป็นในชายหนุ่มที่หล่อมากขึ้นจนเธอจำไม่ได้เลยทีเดียว
การได้คุยกับเด็กที่มาจากโรงเรียนเดิมก็เหมือนกันได้คุยกับเพื่อนเก่า ณิชาภาเรียนอยู่โรงเรียนประจำอำเภอจากนั้นก็ไปเรียนที่กรุงเทพก่อนจะกลับมาดูแลกิจการแทนบิดามารดาในตัวจังหวัด นานๆ ครั้งถึงจะกลับไปตัวอำเภอเสียทีเธอเลยไม่ค่อยมีเพื่อนที่นี่เลย
การมีฉัตรกล้ามาคุยด้วยก็เลยทำให้เธอนึกถึงเรื่องราวในอดีตซึ่งมีทั้งความสุขและความทุกข์ปนกันเต็ม
ณิชาภานอนนึกถึงเรื่องราวในอดีตจนกระทั่งเผลอหลับไปรู้ตัวอีกทีก็เป็นเวลาเช้าหญิงสาวอาบน้ำแต่งตัวจากนั้นก็ลงมาที่ร้านทำผม ซึ่งเวลาเปิดร้านปกติก็อยู่ที่ประมาณ 10 โมงเช้าแต่ณิชาภาจะลงมาตั้งแต่เช้า เพื่อจะดูบัญชีของเมื่อวาน จากนั้นหญิงสาวก็ไปทานอาหารที่ร้านอาหารตามสั่งที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม
ชีวิตประจำวันของณิชาภาไม่มีอะไรมากเลย ตื่นเช้ามาทำงานที่ร้านทำผม ตกเย็นก็ปิดร้านข้าวทานและกลับขึ้นห้องตามลำพังจะว่าเหงาก็ไม่เชิงแต่จะหาใครมาอยู่ด้วยก็ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์มันซ้ำรอยอีกแล้วเธอยังติดกับคำว่าผู้หญิงกินผัวและไม่รู้จะลบคำนี้ออกจากตัวเธอได้ยังไง
ถึงแม้ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปแล้วแต่คนบางคนก็ยังเชื่อเรื่องนี้อยู่และเธอก็ห้ามความคิดของใครไม่ได้ ณิชาภาเลยตัดสินใจว่าจากนี้ตนเองจะไม่คบผู้ชายคนไหนอีก ถึงแม้จะมีคนมาจีบแต่หญิงสาวให้ได้มากที่สุดก็แค่สถานะเพื่อนเท่านั้น เพราะไม่อยากมีปัญหาและไม่อยากให้ครอบครัวของใครคือการสูญเสียอีก
ทุกครั้งที่สูญเสียพวกเขาก็โทษว่าเป็นความผิดของเธอโดยไม่ได้ถามเลยว่าจริงๆ แล้วเรื่องมันเป็นยังไงอย่างกรณีอาร์ตแฟนคนแรก เขาก็เป็นคนขับรถเร็วและใจร้อนอยู่แล้ว การที่เขาเกิดอุบัติเหตุขณะกลับจากการมาหาเธอมันก็เกิดจากความประมาทของเขาเพราะเธอเตือนเขาให้ใส่หมวกกันน็อก แต่เขาบอกว่าใส่แล้วมันไม่เท่และผมจะเสียทรง เมื่อเกิดอุบัติเหตุเขาก็เลยเจ็บหนักและสุดท้ายก็เสียชีวิต
บิดามารดาของเขาโทษว่าเป็นความผิดของเธอเพราะถ้าลูกชายเขาไม่มาหาเธอก็คงจะไม่เกิดอันตรายแบบนี้ ณิชาภาเลือกที่จะเงียบและปล่อยให้เขาโทษว่าเป็นความผิดของเธอแบบนั้นเพราะเถียงไปมันก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรอาร์ตก็ไม่ได้ฟื้นขึ้นมา เธอเสียใจที่เสียรักและใช้เวลาเกือบสามปีกว่าจะทำได้ใจ
ส่วนคนรักคนที่สองที่เป็นลูกเจ้านายของเธอ เธอคบกับเข้าได้หนึ่งปีและตกลงหมั้นกัน ในวันที่เกิดอุบัติเหตุ เขามาส่งเธอที่บ้าน และประสบอุบัติเหตุหลังจากมาส่งเธอที่บ้านและขับรถกลับคนเดียว บิดามารดาของชายคนนั้นก็โทษว่าเป็นความผิดของณิชาภา เมื่อไม่มีคู่หมั้นและครอบครัวของเขาก็รังเกียจเธอ หญิงสาวก็เลยลาออกจากที่ทำงานและกลับมาช่วยงานบิดามารดาที่บ้าน
จนถึงตอนนี้เธอก็รับผิดชอบงานที่หอพักมาเกือบห้าปีเต็มแล้วเนื่องจากบิดามารดาเสียชีวิตไปเมื่อสองปีก่อน หญิงสาวก็รับผิดชอบทุกอย่างและอยู่คนเดียวตามลำพัง
เรื่องราวในอดีตมันทำให้เธอไม่อยากจะรับใครเข้ามาในชีวิตอีกถึงแม้จะรู้ว่าทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นมันไม่ใช่ความผิดของเธอเลยก็ตาม
หลังจากคู่หมั้นเสียชีวิตได้สามเดือนณิชาภาก็มารู้ความจริงว่าวันนั้นหลังจากที่เขาส่งเธอที่บ้านแล้วเขาก็แวะไปหาผู้หญิงคนอื่นและต้องรีบขับรถกลับบ้านให้ตรงเวลาที่นัดกับมารดาไว้ มันเลยทำให้เขาขับรถเร็วกว่าเดิมจนเกิดอุบัติเหตุ
ถ้าหากว่าเขาซื่อสัตย์กับเธอไม่แวะหาผู้หญิงอื่นระหว่างทางเขาก็คงไม่รีบร้อนแบบนั้นแต่ณิชาภาก็ไม่ได้บอกเรื่องนี้กับใครเพราะมันก็เหมือนกับกรณีของอาร์ตที่บอกไปอีกฝ่ายก็ไม่ได้ฟื้นขึ้นมาเธอยอมให้คนอื่นมองว่าเธอเป็นผู้หญิงกินผัวดีกว่าจะไปอธิบายให้คนที่ไม่คิดจะฟังเธอตั้งแต่แรก
และคนสุดท้ายเธอกับเขาเพิ่งจะเริ่มคุยกัน เขาเป็นลูกเจ้าของร้านทองในตลาดที่ประสบอุบัติเหตุ หญิงสาวรู้ว่าเขามีนิสัยชอบเล่นโทรศัพท์ขณะเดินและวันนั้นก็คงจะเล่นเพลินไปหน่อยเลยทำให้ถูกรถเฉี่ยว แต่ทางบ้านของฝ่ายชายก็ยังมาโทษว่าเป็นความผิดของเธอทั้งที่เธอไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้เลย
ณิชาภาเข็ดแล้วที่จะคบกับผู้ชายคนไหนการอยู่คนเดียวมันจะเหงาแต่มันก็ไม่สบายใจ
“พี่ณิชา” เสียงใสของพนักงานสาวทำให้ณิชาภาที่กำลังเดินกลับมาที่ร้านออกจากความภวังค์ความคิดของตัวเอง
“ว่าไงอ้อมาแต่เช้าเลย ยังไม่ถึงเวลาเปิดร้านเลยนะ”
“หนูตื่นมาส่งแฟนไปทำธุระต่างจังหวัดแต่เช้าค่ะ พอส่งเขาเสร็จหนูก็เลยมาทำงาน พี่ณิชามีอะไรให้หนูช่วยไหมคะ”
“ช่วยพี่เช็กของหน่อยแล้วกันนะว่ามีอะไรต้องซื้อเข้าร้านบ้าง”
“ได้ค่ะ” อ้อเดินมารับสมุดสต๊อกสินค้าจากนั้นก็เช็กของที่จำเป็นด้วยความคล่องแคล่ว ไม่นานนักหญิงสาวก็เอาสมุดมาส่งให้กับณิชาภา
“เสร็จแล้วค่ะพี่ณิชา มีหลายอย่างเลยที่ขาด พี่จะสั่งเองหรือให้อ้อสั่งคะ”
“อ้อสั่งเองได้ไหมพอดีพี่มีงานแปลตรงนี้นิดหน่อย”
นอกจากเป็นเจ้าของหอพักและทำร้านทำผมแล้วณิชาภายังใช้เวลาว่างรับแปลเอกสารเพราะเธอเป็นคนที่ใช้ภาษาอังกฤษค่อนข้างเก่งและถ้าเกิดไม่ได้ทำงานด้านนี้ก็กลัวว่าวิชาความรู้ที่เรียนมามันจะหายไปโดยเปล่าประโยชน์
“พี่ณิชาน่าจะรับสอนพิเศษภาษาอังกฤษด้วยนะคะ”
“พี่สอนใครไม่เป็นหรอกนะอ้อ”
“ก็แต่พี่แปลเก่งมากเลยนะคะ”
“การแปลกับการสอนมันต่างกันจ้ะอ้อ การสอนต้องใจเย็นและมีความรู้แน่นจริงๆ ส่วนการแปลถ้าคำไหนเราไม่เข้าใจเราก็เปิดดิกชันนารีได้มันง่ายกว่ากันเยอะเลย”
“แล้วตอนนี้พี่ณิชาแปลอะไรอยู่คะ”
“นิยายภาษาอังกฤษจ้ะ พอดีเพื่อนที่เขาทำงานอยู่สำนักพิมพ์ส่งมาให้พี่ช่วยแปล”
“โอ้โห เล่มหนาจังเลยนะคะ แล้วแบบนี้เมื่อไหร่จะเสร็จ”
“ก็คงใช้เวลาค่อนข้างนานนั่นแหละ เพราะภาษานิยายกับภาษาทางราชการไม่เหมือนกัน”
“พี่ณิชาก็ต้องอ่านนิยายเยอะๆ สิคะจะได้แปลเก่งๆ”
“นั้นสินะ สงสัยว่าต้องหานิยายมาอ่านบ้างแล้ว”
“ฟังดูมันยุ่งยากจังเลยนะคะ อ่านไม่ออกแต่ก็อยากจะรู้”
“อะไรที่มันยากคนเราก็ชอบทั้งนั้นแหละจ้ะ อย่างนิยายเล่มนี้ก็มีคนมาจ้างให้สำนักพิมพ์แปลอีกที”
“พี่ณิชาทำงานเหมือนเป็นหนี้เลยนะคะ ทั้งที่มีเงินตั้งเยอะ”
“ก็พี่ตัวคนเดียวไง พี่ต้องเก็บเงินไว้ให้เยอะที่สุด”
“แล้วเมื่อไหร่พี่จะมีแฟนล่ะคะ”
“พี่คงไม่มีแฟนแล้วแหละ”
“เพราะคำนินทาพวกนั้นเหรอคะ”
ที่อ้อพูดมันก็ตรงกับที่เธออยู่เพราะคำพูดพวกนั้นทำให้ณิชาภาไม่คิดอยากจะรับใครเข้ามาในชีวิตอีก