ตอนที่5 ใจร้าย
“ฉันบอกว่าไม่เกินสามวันเธอแบกมาอยู่สามปีหรือไง” เพลิงกัลป์พูดขึ้นหลังจากเห็นหนูหลินลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ของตัวเองมาที่ห้องของเขาหลังจากหายไปสักพักใหญ่จนพอใจทำงานบ้านเสร็จและไปนานแล้ว
“หนูบอกแล้วว่าอยู่ได้นานกว่านั้นแน่นอน” หนูหลินพูดขึ้นอย่างมั่นใจในตัวเองไม่น้อย
“ถ้าอยู่ไม่ได้ก็อย่าลืมแบกของเธอกลับไปคืนให้หมดล่ะ...”
“แล้วก็เอามาเองก็ยกขึ้นไปเอง” เพลิงกัลป์พูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะเดินนำเธอขึ้นไปชั้นสองเพื่อพาเธอไปห้องพักที่เขาให้พอใจเตรียมไว้ให้เธอ
“ใจร้าย!” คำต่อว่าที่ไม่ดังไม่เบาออกจากปากของหนูหลินทันทีเมื่อเขาไม่สนใจเธอเลยสักนิด สุดท้ายเธอก็ต้องลากกระเป๋าของตัวเองขึ้นบันไดทีละขั้นด้วยความยากลำบากด้วยตัวเอง
แต่ที่กระเป๋าใหญ่ของเยอะแบบนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องระยะเวลาอย่างเดียวหรอกนะ มันเกี่ยวกับผู้หญิงอย่างเธอเองนี่แหละที่ไม่ว่าจะไปไหนทำอะไรทุกอย่างต้องพร้อมและจัดเต็ม ก็อารมณ์ประมาณไปเที่ยวหนึ่งคืนสองวันแต่สามารถเปลี่ยนชุดลงได้ครึ่งเดือนอ่ะ
ทำยังไงได้ ผู้หญิงแบบเรามีแต่ไม่ได้ใช้ดีกว่าจะใช้แล้วไม่มีไม่ใช่เหรอ แล้วต่อให้ห้องของเธอจะอยู่ข้างล่างแต่ก็ใช่ว่าเธอจะขยันวิ่งเข้าวิ่งออกไปเอาสักหน่อย ไม่ว่าอะไรก็ต้องเตรียมพร้อมไว้ดีที่สุดแล้ว
สุดท้ายเธอก็สามาถฝ่าฟันขั้นบันไดหลายสิบขั้นขึ้นมาได้อย่างหอบเหนื่อยก่อนจะเห็นร่างสูงที่หล่อเหลายืนกอดอกพิงกรอบประตูห้องๆ หนึ่งรอเธออย่างน่าหมั่นไส้จนหนูหลินอดเบ้ปากไม่ได้
หล่อและหล่อมากด้วย แต่นิสัยไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยนะ
“นี่ห้องของเธอ” เพลิงกัลป์พยักเพยิดหน้าบอกเธอ
“แล้วห้องคุณละคะ” แล้วหนูหลินก็ถามขึ้นด้วยความอยากรู้ทันที
“.....” เพลิงกัลป์มองเธอนิ่งไม่ได้ตอบ
“ไม่ต้องมองหนูแบบนั้นหรอกค่ะ หนูแค่อยากรู้ว่าคุณพักห้องไหน ไม่ได้จะเข้าไปทำมิดีมิร้ายคุณหรอก...หากคุณไม่สมยอม” หนูหลินพูดขึ้นราวกับเดาความคิดเขาได้แม้สีหน้าของเขาไม่ได้แสดงออกว่าคิดอะไรก็ตาม แต่การไม่พูดก็ต้องแก้ต่างให้ตัวเองก่อน เพียงแต่ประโยคหลังของเธอที่เบากว่าประโยคอื่นกลับทำให้เธอไม่น่าไว้ใจเลยสักนิด
บ้า! ถึงเธอจะเป็นคนกล้าได้กล้าเสียแต่เธอก็ไม่คิดบังคับขืนใจผู้ชายที่เขาไม่เต็มใจหรอกนะ(หรือเปล่า)
“เข้าไปได้แล้ว แล้วถ้าไม่จำเป็นก็อย่ารบกวนเวลาพักของฉัน” เพลิงกัลป์พูดขึ้นก่อนจะเดินออกจากหน้าห้องของเธอกลับห้องของตัวเองไป ซึ่งมันก็ทำให้หนูหลินรู้แล้วว่าห้องนอนของเขาอยู่ตรงไหน
หนูหลินยกยิ้มขึ้นอย่างคนมีความคิดชั่วร้ายคนหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ลากกระเป๋าเข้าห้องพักของตัวเองโดยไม่ลืมปิดประตู แต่แน่นอนว่าเธอไม่ล็อคห้องหรอก มันเสียเวลาหากเขาอยากมาหา...บ้าบอ! ใครเขาเป็นแบบนั้นกัน ที่นี่แค่ปลอดภัยมากจนไม่ต้องล็อคก็แค่นั้นเอง
หนูหลินเข้ามาในห้องที่ตกแต่งเป็นสไตล์เดียวกับข้างล่างคือเน้นสีดำตัดด้วยสีขาวเบาๆ มันเข้ากันอย่างมาก ดูเรียบแต่กลับหรูและสบายตามาก เธอไม่ได้ชื่นชมนานนักเพราะรู้ว่าต้องอยู่ที่นี่อีกนานสุดท้ายก็เลือกจะเอาของเข้าที่เพราะนี่ก็มืดค่ำแล้วกว่าจะเรียบร้อยก็คงดึกและได้เวลานอนพอดี และวันนี้เธอก็ไม่คิดก่อกวนเขาแล้วเช่นกัน ขอเวลาพักผ่อนหน่อยแล้วพรุ่งนี้ค่อยเจอกัน
ไม่รู้ว่าเพราะแปลกที่หรือเพราะมานอนบ้านผู้ชายครั้งแรกมันเลยทำให้หนูหลินตื่นเช้ากว่าปกติทั้งที่วันนี้เธอมีเรียนตอนบ่ายโมงแท้ๆ แต่เมื่อตื่นมาแล้วเธอก็จะทำหน้าที่แม่บ้านแม่เรือนให้เขาเห็นว่าเธอเหมาะที่จะเป็นภรรยาของเขาได้อย่างไม่ต้องคิดแน่นอน
หนูหลินล้างหน้าล้างตาและออกจากห้องลงไปชั้นล่างเพื่อทำอาหารเช้าง่ายๆ สำหรับเขาและเธอทันที แน่นอนว่างานบ้านเดียวที่หนูหลินทำเป็นก็คืออาหารและเบเกอรี่ที่เธอสนใจเท่านั้น ส่วนงานบ้านอื่นเธอไม่เคยทำและไม่คิดจะทำเลย แต่ก็โชคดีไปที่ห้องนี้มีเครื่องล้างจานทำให้เธอสามารถหยิบจับใช้ถ้วยจานได้อย่างไม่ต้องกังวล
หลังจากเปิดตู้เย็นไปแล้วก็แทบไม่เห็นของสดเลยสักนิดและความคิดของเธอก็คือเย็นนี้จะต้องแวะซื้อของสดเข้ามาไว้เป็นแน่ ยังดีที่มีไข่เหลือหลายฟองและมีขนมปังอยู่ด้วยเธอเลยเลือกเมนูง่ายๆ อย่างขนมปังไข่โดยการตัดด้านในของขนมปังให้เป็นสี่เหลี่ยมเอาลงกระทะแล้วตอกไข่ลงไปก่อนจะเอาแผ่นขนมปังที่เอาออกตอนแรกโป๊ะทับลงไปกินกับซอสง่ายๆ แต่ทำให้อิ่มได้ ซึ่งเธอก็ทำสองชิ้นสำหรับเขาและเธอคนละชิ้นโดยไม่ลืมชงกาแฟไว้ให้เขาด้วย คนเข้มๆ อย่างเขาเธอเดาได้ว่าคงไม่พ้นกาแฟดำเป็นแน่
“จะไปทำงานแล้วเหรอคะ หนูทำอาหารเช้าไว้ให้กินก่อนสิ” หนูหลินได้ยินเสียงส้นรองเท้าสลิปเปอร์สัมผัสกับพื้นเลยชะโงกหัวไปดูเห็นเพลิงกัลป์ลงมาพร้อมกับชุดที่พร้อมออกไปทำงานแล้วจึงพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“.....” เพลิงกัลป์มองหญิงสาวที่พูดด้วยรอยยิ้มให้เขาโดยไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรแต่ก็เดินไปนั่งที่โต๊ะกินข้าวเพราะปกติเขาจะดื่มกาแฟก่อนออกไปถ้ายังไม่สาย
“ในตู้เย็นไม่มีอะไรให้ทำหนูเลยทำเท่าที่มี แต่กินได้อิ่มท้องอร่อยแน่นอน” หนูหลินถือจานสองใบมาที่โต๊ะกินข้าวพร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้มบางๆ และแน่นอนว่าชุดที่เธอใส่คือชุดนอนผ้าซาตินติดจะเซ็กซ์ซี่(ไม่น้อยเลย)
แต่ต้องออกตัวก่อนว่าเธอไม่ได้ตั้งใจใส่มาอ่อยเขาหรือใส่ให้เขาดูหรอกนะ ชุดนอนมันก็คือแฟชั่นอย่างหนึ่ง และเธอก็ชอบชุดนอนแบบนี้(และหากเธอคิดจะใส่เพื่อยั่วยวนเขาเธอคงหาซื้อไม่ทันหรอกเพราะทุกอย่างมันปุบปับเกินไป) ซึ่งมันก็เหมือนชุดชั้นในที่แม้จะใส่อยู่ข้างในแต่เรายังต้องเลือกแบบเลือกสีเลยใช่ไหมล่ะ ถ้าเรื่องแบบนี้มันไม่สำคัญก็คงไม่มีดีไซส์เนอร์ชุดนอนชุดชั้นในหรอกจริงไหม
ซึ่งเธอใส่แบบนี้จนชินและแทบจะมีแต่ชุดนอนแบบนี้หมดทำให้เธอไม่ได้คิดอะไรกับการใส่ลงมาและเผชิญหน้ากับเขา
แต่เธอกลับไม่รู้เลยว่าการกระทำของเธอทำให้เพลิงกัลป์คิดไปแล้ว
“คุณดื่มกาแฟอะไรคะ หนูเดาว่าน่าจะเป็นกาแฟดำเลยชงไว้ให้ เปลี่ยนไหม” หนูหลินวางจานลงและกลับไปหยิบแก้วน้ำเปล่าและแก้วกาแฟของเขาออกมาพร้อมกับพูดไปด้วย
“.....” เพลิงกัลป์มองตามหญิงสาวตลอดเวลาโดยไม่ได้พูดอะไร แต่เรื่องกาแฟเธอเดาไม่ผิดหรอก ปกติเขาก็ดื่มกาแฟดำนี่แหละ ถือว่ารู้จักประเมินคนและวิเคราะห์เรื่องง่ายๆ ได้ไม่เลว
“กินสิคะ ถึงหนูจะทำงานบ้านไม่เก่งแต่หนูทำอาหารอร่อยนะ” หนูหลินวางกาแฟตรงหน้าเขาที่ไม่ได้ตอบอะไรก็พูดขึ้นเมื่อเห็นว่าเขาไม่แตะขนมปังที่เธอทำให้พร้อมกับเธอที่นั่งลงตรงข้ามเขาหยิบซอสพริกมาราดและหยิบขนมปังด้วยมือมากินอย่างเอร็ดอร่อย
เมื่อเธอกัดขนมปังเข้าไปเต็มปากและเคี้ยวตุ้ยๆ ก็ช้อนสายตาขึ้นมองเพลิงกัลป์ที่ยกแค่กาแฟดื่มพร้อมกับส่งสัญญาณให้เขากินขนมปังด้วย ซึ่งจานของเขามีส้อมและมีดให้เพื่อไม่ต้องเลอะมือก่อนออกไปทำงานนั่นเอง
เพลิงกัลป์เห็นแบบนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรและยอมจับส้อมกับมืดตัดขนมปังตรงหน้าชิ้นพอดีคำก่อนจะเอาเข้าปากไปอย่างพอเป็นพิธีและก็วางส้อมลงเพราะปกติเขาไม่กินข้าวเช้า
“ไม่อร่อยเหรอคะ” หนูหลินเห็นเขาวางส้อมลงก็ถามขึ้นอย่างผิดหวังทั้งที่เธอคิดว่ามันรสชาติดีไม่น้อยเลย
“ฉันไม่กินข้าวเช้า” เพลิงกัลป์ตอบกลับอย่างไม่ได้ปิดบังและยกกาแฟดื่มแทน
“แต่คุณต้องออกไปทำงานอาหารมันสำคัญนะ” ขนาดเธอไปเรียนแบบไม่ได้ตั้งใจแท้ๆ หากท้องหิวก็แทบไม่มีสมาธิเลย
“.....” เพลิงกัลป์ไม่ได้พูดอะไรดื่มกาแฟเกือบหมดแก้วก็ลุกขึ้นหยิบสูทเพื่อออกไปทำงาน
“ไปแล้วเหรอคะ เดี๋ยวหนูไปส่ง” หนูหลินเห็นเขาลุกพร้อมกับสูทก็รีบลุกขึ้นตามแล้วเดินตามเขาออกที่ประตูบานใหญ่เพื่อส่งเขาราวกับภรรยาตัวน้อย
แต่น่าเสียดายที่ว่าที่สามีกลับไม่หันมาหอมแก้มว่าที่ภรรยาอย่างเธอเลยสักนิด คำบอกลาก็ไม่มีแม้แต่คำเดียว
ก็ได้ ไม่อยากพูดก็เรื่องของเขา เดี๋ยวเธอพูดเองก็ได้
“รีบกลับนะคะว่าที่สามี”
