ชีวิตใหม่
เมื่อความจริงทุกอย่างปรากฎ นิสาบอกตัวเองว่าเธอจะสู้และจะไม่ยอมแพ้ในโชคชะตานี้
รดามองเพื่อนที่นั่งอยู่เบาะคนขับก็อดเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้ถึงแม้จะไม่เห็นน้ำตาของเพื่อนก็ตามแต่ดูสภาพเพื่อนที่มีแต่ความเหนื่อยและอ่อนล้ากับเหตุการณ์เมื่อครู่“นิสาแกไหวหรือเปล่า ให้ขับรถไปรับลูกขวัญแทนแกดีกว่า”
“ฉันไหว…” นิสาบอกเพื่อนขณะขับรถออกมาแล้ววนรถไปส่งเพื่อนเมื่อส่งเพื่อนเสร็จ เธอกลับหัวรถตรงดึงไปบ้านพ่อกับแม่ทันที
รถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นขับเข้าไปจอดที่ลานหน้าบ้านปูนสองชั้นสีขาว ทันทีที่ลูกขวัญเห็นรถ เด็กน้อยจำได้ดีว่ารถใคร เสียงใสตะโกนขึ้นเสียงดังด้วยความดีใจพร้อมวิ่งออกมาหาแม่ที่รถ “แม่มาแล้ว” คุณตาคุณยายเห็นหลานวิ่งออกมาทั้งสองรีบวิ่งตามและมาหยุดที่รถของลูกสาวเช่นกัน
“ธุระเรียบร้อยแล้วเหรอลูก"เป็นแม่ที่ถามลูกสาว ขณะคนเป็นพ่อที่ตามหลังแม่มาติด ๆ เมื่อมาหยุดยืนต่อหน้าลูกสาว
สายตาของพ่อสำรวจใบหน้าลูกสาวที่ซีดเซียวคราวนี้พ่อเลื่อนสายตาดูลูกสาวอย่างระเอียดพบว่าวันนี้ร่างกายดูอ่อนล้าไม่กระชับกระเฉิงเหมือนเก่าเหมือนลูกพบเจอปัญหาที่หนักหนาเขาจึงเอ่ยถามลูกด้วยความเป็นห่วง “เหนื่อยเหรอลูกไม่สบายหรือมีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า”
แค่ได้ยินเสียงพ่อเท่านั้นแหละน้ำตาที่เก็บไว้ก่อนหน้าก็ไหลพร่ำพรูออกมาอย่างไม่ขาดสาย ลูกขวัญที่เห็นแม่ร้องไห้มือน้อยกอดเอวแม่ไว้เพื่อปลอบใจทันที
“เป็นอะไรลูกร้องไห้ทำไม”คุณแม่ที่ยืนตกใจอยู่พอได้สติมือบางที่เหี่ยวย่นดึงลูกสาวเข้ามากอดพลางลูกหัวเพื่อปลอบและ ยิ่งแม่เอ่ยปลอบนิสาก็ยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิมเธอบอกแม่ด้วยเสียงที่แผ่วเบาและสั่นเครือ
“ฮือ…ฮือ…นิสาไม่ไหวแล้วคะ”
“มีเรื่องอะไรไปคุยกันในบ้าน”คุณแม่บอกก่อนพาลูกสาวเข้าบ้านโดยมีคุณพ่อที่อุ้มหลานสาวอย่างน้องลูกขวัญเดินตามหลังมา
นิสาบอกเล่าเรื่องทุกอย่างให้พ่อและแม่ฟังอย่างละเอียดด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้นตลอดเวลา ทั้งสองได้ฟังรู้สึกโกรธ พ่อของนิสาประกาศกร้าวว่าต่อไปนี้เจอหน้าไม่ทักทาย ตายก็ไม่เผาผี… ยังไม่จบแค่นั้นคนร้องไห้ยังบอกต่ออีกว่าอยากย้ายไปทำงานที่กรุงเทพไม่อยากอยู่ที่นี่ ที่ที่มีแต่ความทรงจำเก่า ๆ
ทั้งสองที่ได้ยินรีบเอ่ยค้านทันทีและเป็นแม่ที่พูดขึ้นมาก่อนและเป็นพ่อที่พูดเสริม“ขายบ้านแล้วย้ายกลับมาอยู่กับพ่อกับแม่ก็ได้หลานคนเดียวพ่อแม่เลี้ยงได้จะหมดเงินสักเท่าไหร่กัน”
“จริงลูกพ่อไม่อยากให้ไปอยู่ไกลเพื่อเป็นอะไรขึ้นมาใครจะช่วยดูแล ถ้าอยู่ที่นี่ยังมีพ่อแม่ที่ช่วยดูแลได้”
“ให้สาไปนะคะพ่อ แม่อยู่ที่นี่ก็มีแต่ความทรงจำเก่า ๆ และที่นี่ก็เป็นจังหวัดเล็ก ๆ ไม่แน่อาจเดินเจอกันสักวันก็ได้ สาไม่อยากเห็นหน้าหรือรับรู้เรื่องของคนคนนั้นอีกต่อไปแล้ว”นิสายังยืนยันคำเดิม
พ่อแม่ได้ฟังแล้วคิดตาม ลมหายใจถูพ่นออกมาก่อนที่คนเป็นพ่อจะพูดบอกลูกสาว “ถ้างั้นก็ไปเถอะถ้าจะทำให้สาสบายใจ ไปอยู่ที่ไหนก็บอกพ่อกับแม่ด้วยเพื่อวันไหนพ่อกับแม่อยากไปเที่ยวหาจะได้ไปถูก”
“คุณพ่อ…ขอบคุณพ่อกับแม่นะคะที่ยอมให้นิสาไป”
“นอนนี่แล้วกันนะพ่อแม่เป็นห่วงสากับหลาน”แม่เสนอความคิดทันทีนิสาก็ตอบรับทันทีเช่นกัน “คะ”
ภายในห้องนอนนิสา ร่างบางกอดลูกสาวไว้แนบอก แขนน้อยกอดเอวแม่ไว้ไม่ยอมปล่อยใบหน้าน้อยซบลงอกแม่ถึงไม่รู้ว่าแม่ร้องไห้เพราะอะไรเด็กน้อยไร้เดียงสา กอดแม่ไว้เพื่อปลอบเช่นกัน เวลานี้ลูกขวัญหลับไปแล้ว ขณะที่นิสาที่ร้องไห้จนดวงตาบอบซ้ำไม่สามารถปิดลงได้ นิสานอนคิดเหตุการณ์ตอนที่พาลูกพาเข้าในห้อง เด็กน้อยที่ไม่รู้เรื่องถามเธอ “ทำไมเราต้องนอนบ้านตากับยายด้วย…แล้วถ้าพ่อกลับมาพ่อก็ไม่เจอเราสิคะ”
เธออึ้งกับคำถามลูกก่อนจะคิดหาคำพูดที่ไม่ทำให้ลูกรู้สึกเจ็บหรือน้อยใจเธอพูดอย่างอ่อนโยนพลางลูบหัวลูกไปด้วย“พ่อไม่ได้กลับมานอนบ้านคะลูก”
“คุณพ่อไปไหนคะแม่ ทำไมไม่กลับมานอนบ้าน” ลมหายใจสูดเข้าลึกก่อนที่ร่างบางจะย่อตัวลงในระดับเดียวกับลูกพลางเอ่ยบอกลูกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน"คุณพ่อเขามีบ้านใหม่ที่ต้องไปดูแลค่ะ เหมือนในนิทานที่บางทีพระราชากับพระราชินีต้องแยกเมืองกันอยู่ แต่เมืองของแม่ลูกขวัญจะมีแม่ มีคุณยาย คุณตา และมีความรักให้ลูกขวัญเต็มไปหมดเลยนะคะ เราสองคนจะไปผจญภัยในเมืองใหญ่ด้วยกัน ดีไหมลูก?" มือบางดึงลูกสาวมากอดไว้แนบอกขณะลูกขวัญยื่นแขนเล็กกอดแม่เพื่อหาไออุ่น และนี่แหละ -อ้อมกอดของลูกสาวตัวน้อยคือพละกำลังเดียวที่ทำให้เธอไม่ล้มลง-
ดวงตาใสมองคนเป็นแม่ด้วยความสงสัย แต่ด้วยความอบอุ่นจากอ้อมกอดของแม่ทำให้ลูกขวัญพยักหน้ายอมรับในที่สุด
ในวันที่นัดหย่า นิสาสวมชุดสีขาวเรียบหรู ดูสง่าและไร้ร่องรอยของคนพ่ายแพ้ เธอเดินเข้าไปในที่ว่าการอำเภอพร้อมรดาและทนายความ เจนนั่งรออยู่ก่อนแล้วพร้อมกับเมย์ที่พยายามแสดงตัวเป็นเจ้าของด้วยการควงแขนเขาไว้แน่น
เจนเงยหน้ามองนิสา แววตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดเมื่อเห็นความเด็ดเดี่ยวของภรรยาเก่า "สา... เรื่องบ้าน เรื่องเงิน..."เสียงเปล่งออกมาอย่างติดขัด
"ทนายจัดการไว้หมดแล้วเจน ฉันไม่ต้องการความสงสาร ฉันต้องการแค่สิ่งที่ฉันและลูกสมควรได้รับ" นิสาเซ็นชื่อลงในเอกสารอย่างไม่ลังเล วินาทีที่จรดปากกา เธอรู้สึกเหมือนโซ่ตรวนที่ล่ามเธอไว้กับคนทรยศได้ขาดสะบั้นลง
……………………………………………………
หลังจากวันนั้น นิสาตัดสินใจขายบ้านหลังที่เคยเต็มไปด้วยความทรงจำทั้งรักและแค้น เธอไม่ต้องการเห็นมุมห้องที่เขาเคยนั่ง หรือโต๊ะอาหารที่เขาขอหย่า ทุกอย่างที่เกี่ยวกับเจนถูกเปลี่ยนเป็นทุนเพื่อชีวิตใหม่
เธอเก็บกระเป๋า พาน้องลูกขวัญ เดินทางมุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ เมืองที่เต็มไปด้วยแสงสีและการแข่งขัน แต่มันคือที่ที่ไม่มีใครรู้จักเธอในฐานะ "ผู้หญิงที่ถูกทิ้ง"
บนรถที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวง ลูกขวัญหลับอยู่เบาะหลัง นิสามองออกไปนอกหน้าต่าง ดูตึกสูงที่เรียงรายอยู่เบื้องหน้า เธอรู้ว่าหนทางข้างหน้าในฐานะแม่เลี้ยงเดี่ยวอาจจะไม่พ้นขวากหนาม แต่ความเย็นชาในดวงตาเมื่อวานถูกแทนที่ด้วยประกายแห่งความหวัง
"ลาก่อนความเจ็บปวด... ต่อจากนี้จะมีแค่นิสากับลูกขวัญ และชีวิตที่ดีกว่าเดิม"
เธอกระชับมือน้อยๆ ของลูกสาวไว้แน่น พร้อมที่จะเปิดฉากชีวิตบทใหม่ในเมืองใหญ่ด้วยตัวเอง
ชีวิตในกรุงเทพฯ เริ่มต้นขึ้นด้วยจังหวะที่รวดเร็ว แต่นิสากลับรู้สึกมีอิสระอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เธอเลือกเช่าคอนโดมิเนียมย่านสุขุมวิทที่เน้นระบบรักษาความปลอดภัยเป็นเลิศและอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า เพื่อให้การเดินทางสะดวกที่สุดสำหรับเธอและลูกสาว
คอนโดชั้น 22 มองเห็นวิวเมืองกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา นิสาตกแต่งห้องด้วยโทนสีพาสเทลที่ลูกสาวชอบ "ห้องนอนใหม่ของหนูสวยไหมลูก?" "สวยมากค่ะแม่! มีดวงดาวบนเพดานด้วย" เด็กหญิงวัย 5 ขวบกระโดดโลดเต้นบนเตียงหลังใหม่ ความเศร้าจากการย้ายบ้านเริ่มจางหายไปแทนที่ด้วยความตื่นเต้น
นิสาจัดการหาโรงเรียนอนุบาลเอกชนที่อยู่ห่างจากคอนโดเพียงไม่กี่กิโลเมตร เพื่อให้เธอสามารถไปรับไปส่งลูกได้ด้วยตัวเองทุกวันโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการจราจร
หลังจากจัดแจงเรื่องโรงเรียนให้ลูกลงตัว นิสาก็เริ่มใช้พรสวรรค์ด้านการตลาดออนไลน์ที่เธอมีอยู่เดิม สร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กขึ้นมา เธอเริ่มจากการคัดสรรอุปกรณ์เสริมทักษะและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเด็กสูตรออร์แกนิก
เธอใช้ชื่อแบรนด์ว่า “ N&L” หรือชื่อเต็มว่า “Nisa Lukkwan” โดยให้ลูกขวัญเป็นนางแบบตัวน้อยในการรีวิวสินค้า
จากวันแรกที่มีผู้ติดตามและคนดูหลักสิบจนวันนี้มีผู้ติดตามหลักแสน เพราะนิสาไม่ได้แค่ขายของ แต่เธอ "ขายไลฟ์สไตล์แม่เลี้ยงเดี่ยวสายสตรอง" เธอแชร์เรื่องราวการเล่านิทาน การทำอาหารเช้าให้ลูก และการเลือกใช้ของดีๆ ทำให้คุณแม่คนอื่นๆ ในโลกโซเชียลต่างพากันกดติดตามด้วยความชื่นชม
เพียงไม่กี่เดือน ยอดสั่งซื้อถล่มทลายจนมุมหนึ่งของห้องนั่งเล่นในคอนโดกลายเป็นสต็อกสินค้าขนาดย่อม
คืนหนึ่ง หลังจากแพ็กของส่งลูกค้าเสร็จและส่งลูกขวัญเข้านอนแล้ว นิสานั่งจิบชาอยู่ที่ระเบียง มองดูแสงไฟจากตึกระฟ้า เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเห็นข่าวคราวของ "คนทางโน้น" ผ่านโซเชียลแวบหนึ่งว่ากำลังประสบปัญหาการเงินและมีปากเสียงกับเมียใหม่บ่อยครั้ง
นิสายิ้มบางๆ แล้วกดปิดหน้าจอไปอย่างไม่ใยดี
"ขอบคุณนะเจนที่ทิ้งกันในวันนั้น... ถ้าไม่มีวันนั้น ฉันคงไม่รู้ว่าตัวเองเก่งขนาดนี้"
ความสุขในตอนนี้ไม่ใช่การได้ล้างแค้น แต่คือการที่เธอสามารถสร้าง "โลกที่สมบูรณ์แบบ" ให้กับลูกสาวได้ด้วยมือของเธอเองเพียงคนเดียว
