ตอนที่6 ของเล่น
“พนักงานคนนี้กูหวง คงปล่อยให้นั่งด้วยไม่ได้หรอก” น้ำเสียงเรียบนิ่งของ ปราบ หรือ ป้องปราบ เอ่ยขึ้นกับคนที่เขารู้จักตรงหน้า
“ไม่คิดว่ามึงจะหวงพนักงานขนาดนี้” นัทนัทเอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าป้องปราบจะปกป้องพนักงานมากกว่าคนรู้จักอย่างเขา
“พนักงานกูกูก็ต้องหวงเป็นธรรมดา...”
“ไปทำงานเถอะ” ป้องปราบตอบกับนัทนัทก่อนจะหันมาพูดกับนารินขึ้นอย่างอบอุ่น
“ค่ะ” นารินรับคำก่อนจะเดินออกไปทำหน้าที่ตัวเองต่อ และแน่นอนว่าเธอคงไม่มาโต๊ะนี้แล้วแน่นอน
และการทำงานของนารินก็ดำเนินไปได้ด้วยดีอย่างไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นอีก หลังจากเธอทำงานสักพักก็เลี่ยงไปเข้าห้องน้ำเพราะอยากถ่ายเบา แต่เพราะห้องน้ำพนักงานไม่ว่างทำให้เธอเลือกไปเข้าห้องน้ำลูกค้าที่ไม่ได้มีกฎห้ามอะไร
และ...
“เสียดายที่เจ้าของคลับนั่นดันปกป้องมัน!” น้ำเสียงไม่พอใจหนึ่งดังขึ้นจากโซนล้างมือของห้องน้ำ
“แกไม่ต้องห่วงหรอก รอหลังคลับปิดฉันให้พี่นัทรอมันอยู่แล้ว คนอย่างมันโดนอีกสักคนสองคนน่าจะลดท่าทางหยิ่งๆ นั่นได้บ้าง” และเสียงที่พูดออกมานั้นทำให้นารินที่อยู่ในห้องน้ำและไม่ได้สนใอจะไรในตอนแรกชะงักนิ่งอย่างตั้งใจฟัง เพราะเสียงนี้ก็คือเสียงของกมลตาที่เธอจำได้
“ใช่ฉันเกลียดท่าทางหยิ่งๆ ของนางมาก ทำตัวเหมือนสูงส่งทั้งที่เป็นแค่เด็กใจง่าย...”
“พอคนหล่อๆ รวยๆ มาขอคบก็รีบเสนอตัวให้เขา” เสียงเดิมเอ่ยขึ้นอย่างเกลียดชังทั้งที่นารินเองยังคิดไม่ออกเลยว่าเคยไปทำอะไรให้เธอ ซึ่งคนที่พูดนารินก็พอจะเดาได้ว่าคงเป็นเพื่อนสนิทของกมลตาที่มาด้วยกันและนั่งอยู่ข้างๆ กมลตาที่โต๊ะก่อนหน้านี้
“แล้วยังไง สุดท้ายก็เป็นได้แค่ของเล่นไม่ว่าจะกับจิณหรือพี่นัท สุดท้ายแล้วก็แค่หวังร่างกายของมันเท่านั้น” น้ำเสียงเย้ยหยันแต่แฝงความเกลียดชังของกมลตาดังขึ้นก่อนเสียงรองเท้าจะดังขึ้นแล้วก็เงียบไป
“.....” นารินที่เห็นแบบนั้นก็รู้แล้วว่าผู้หญิงสองคนนั้นออกไปแล้ว และรู้แล้วด้วยว่าคนที่พวกเธอพูดถึงก็หมายถึงตัวเธอ คนที่คนพวกนั้นกำลังเห็นเป็นของเล่นที่จะทำอะไรก็ได้ถึงขนาดบอกให้ดักรอเธอหลังคลับปิดเลยอย่างนั้นสินะ
พวกคนรวยส่วนใหญ่เขามีนิสัยแย่ๆ กันแบบนี้เองเหรอ มีเงินแล้วคิดว่าทำอะไรก็ได้อย่างนั้นสินะ
“หึ!”
นารินออกจากห้องน้ำกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเดิมไม่เปลี่ยนจนกระทั่งถึงเวลาคลับปิด และแน่นอนว่าการไปได้ยินอะไรแบบนั้นมันทำให้เธอได้ระวังตัวเองมากขึ้น อย่างน้อยตอนนี้เธอก็เลือกจะพากชอรเดินอ้อมคลับไปอีกทางเพื่อไม่ออกไปทางหน้าคลับแต่อ้อมไปอีกฝั่งที่มีทางออกเหมือนกันเพื่อไม่ให้เจอกับคนพวกนั้นที่วางแผนกันอย่างดี และนั่นก็ทำให้สุดท้ายนารินรอดตัวไปอย่างถือเป็นความโชคดี
อุปสรรคในการใช้ชีวิตของนารินก็ไม่ได้มีอะไรมากมายการไปเรียนของเธอก็ได้เจอกับกลุ่มผู้หญิงพวกนั้นที่เอาแต่พูดโดยไม่ได้เข้ามาล้ำเส้นอะไรเธอมากซึ่งมันก็ไม่ได้ทำให้เธอตอบโต้กลับไป ส่วนการทำงานของเธอก็เจอกลุ่มนั้นที่มาเป็นลูกค้าบ่อยๆ แต่ก็ไม่ใช่ทุกวันแต่เธอก็ไม่ได้เป็นคนไปรับผิดชอบโต๊ะที่พวกเขานั่งจึงเป็นการหลีกเลี่ยงได้อย่างดีอีกทั้งตอนเลิกงานเธอก็ใช้วิธีเดิมจนทุกอย่างผ่านไปได้ด้วย ผ่านไปจนกระทั่งหมดไปอีกเทอม สิ้นสุดชีวิตนักศึกษาปีสองของเธอ
และความโชคดีหนึ่งจากการปิดภาคเรียนครั้งนี้ก็คือจิณณะก็จบออกไปแล้ว เธอไม่ต้องเจอกับเขาอีกแล้ว และการไม่ได้เจอก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับการตัดให้ขาด
เพียงในความโชคดีก็มีเรื่องราวบางอย่างเกิดขึ้นในชีวิตเธอ เกิดขึ้นโดยที่เธอไม่รู้ตัวและไม่ได้ตั้งรับ อีกทั้งเป็นเรื่องที่ทั้งน่ายินดีและเจ็บปวดไปพร้อมๆ กัน
หลายปีต่อมา
“ยินดีด้วยนะครับว่าที่ประธาน” เสียงแห่งความยินดีเอ่ยขึ้นให้กับว่าที่ประธานคนใหม่หลังจากพิสูจน์ตัวเองมาเป็นเวลาหลายปีจนในที่สุดก็ได้รับความไว้วางใจจากประธานคนปัจจุบันหรือพ่อของเขาที่ยกตำแหน่งนี้ให้กับลูกชายตัวเองพร้อมกับตัวเองที่จะเกษียณออกไป
“ขอบคุณทุกคนมากครับ” จิณณะเอ่ยขึ้นอย่างขอบคุณกับบรรดาบอร์ดบริหารที่แสดงความยินดีให้กับเขาอย่างถ้วนหน้า ซึ่งคนเหล่านี้ก็คือคนสำคัญที่ยอมรับในตัวเขาเช่นกัน เพราะหากไม่ยอมรับพ่อเขาก็คงไม่ไว้ใจยกตำแหน่งนี้ให้เร็วขนาดนี้
แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่จิณณะจะทำให้ทุกคนยอมรับได้ภายในระยะเวลาแค่ไม่กี่ปี เพราะปกติเขาได้เรียนรู้และช่วยเหลืองานพ่อมาตลอดตั้งแต่เรียน ตอนฝึกงานก็เข้ามาฝึกงานที่นี่มันเลยไม่ยากกับการทำงานเต็มตัวหลังจากเรียนจบในระดับปริญญาตรีและเรียนต่อปริญญาโทอีกใบแต่เขาก็ทุ่มเทเวลาและความสามารถทุกอย่างให้ทุกคนเห็นด้วยตา นั่นเลยทำให้เขาใช้เวลาแค่สี่ปีก็สามารถขึ้นรับตำแหน่งประธานต่อจากพ่อตัวเองได้
“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” จิณณะพูดขึ้นก่อนจะเดินออกจากห้องประชุมไปเพื่อไปส่งพ่อของเขาข้างล่าง
“พ่อเชื่อมั่นในตัวแก คนอื่นๆ เขาก็เชื่อมั่นในตัวแก อย่าทำให้พ่อและคนอื่นๆ ผิดหวังล่ะ” คุณจิรกรพูดกับลูกชายขึ้นระหว่างลงลิฟต์มา
“ผมเคยทำให้พ่อผิดหวังเหรอ” จิณณะพูดขึ้นอย่างไม่ถ่อมตัว แต่เขาก็ไม่เคยทำให้พ่อเขาผิดหวังจริงๆ แม้ว่าเขาจะเป็นคนธรรมดาที่มีช่วงเวลาลองผิดลองถูก แต่กับเรื่องงานและความรับผิดชอบเขานั้นถือว่าดีมาก
“เรื่องงานเรียบร้อยแล้วเรื่องหมั้นหมายแกอยากทำอะไรก็ตามใจ” คุณจิรกรพูดขึ้นอีกครั้งหลังจากลูกชายโตขึ้นอีกก้าวหนึ่งแล้ว
“ขอบคุณครับ” จิณณะเอ่ยขึ้นอย่างดีใจที่ตอนนี้เหมือนชีวิตเขาจะโชคดีไปหมด เรื่องงานก็ผ่านไปได้ด้วยดี เรื่องความรักครอบครัวก็เห็นดีเห็นงามด้วย
และว่าที่คู่หมั้นเขาเป็นใครไปไม่ได้นอกจากกมลตา ผู้หญิงที่เขาคบหาตั้งแต่เรียนจนถึงตอนนี้
ฟังดูเหมือนตลกที่คนเจ้าชู้อย่างเขาจะคบคนได้นานขนาดนี้และเป็นความจริงจังที่ถึงขั้นจะหมั้นหมายกันแล้ว เขาเองก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าทุกอย่างจะมาถึงจุดนี้ แต่ทั้งหมดก็เป็นเรื่องของครอบครัวเข้ามาเกี่ยวด้วย เพราะด้วยฐานะของครอบครัว การรู้จักเป็นการส่วนตัวของพ่อทั้งสองฝ่ายทำให้ผู้ใหญ่มีความหวังในการจะได้ดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน นั่นจึงเป็นเหมือนสิ่งผูกมัดหนึ่งที่ทำให้จิณณะกับกมลตาคบหากันมาเรื่อยๆ
จิณณะเดินมาส่งพ่อขึ้นรถก่อนจะหมุนตัวเพื่อกลับขึ้นไปชั้นทำงานของเขาเพื่อจะโทรหากมลตาถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ใครจะไปคิดว่าหลังจากเขามาถึงหน้าลิฟต์ร่างกายที่เคยตื่นเต้นจนเนื้อเต้นไปหมดทุกส่วนจะกลายเป็นความนิ่งงันแม้กระทั่งลมหายใจก็ยังลืมหายใจออกมาด้วยซ้ำ
หนึ่งร่างสูงกับหนึ่งร่างบางหยุดนิ่งอย่างไม่ได้นัดหมายก่อนตาสองคู่จะมองสบประสานกันอย่างห้ามไม่ได้ แต่เพียงไม่กี่วินาทีกลับเป็นนารินที่ดึงสติกลับมาได้ก่อนและก้าวเข้าลิฟต์ขึ้นไปราวกับการเจอกันครั้งนี้ไม่ใช่คนรู้จักกัน
ประตูลิฟต์ค่อยๆ ปิดลงเรื่อยๆ จนเกือบสนิทแต่สุดท้ายมันก็เปิดขึ้นอีกครั้งพร้อมกับร่างสูงของจิณณะที่ก้าวเข้าไป นั่นทำให้นารินขยับไปชิดอีกฝั่งของลิฟต์
“ทำงานที่นี่เหรอ” หลังประตูลิฟต์ปิดก็เป็นจิณณะที่ทนไม่ไหวถามออกไป
“ค่ะ” นารินตอบออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งตามหน้าที่ เพราะเธอรู้แล้วว่าเขาคือผู้บริหารระดับสูงและได้ยินมาว่าเขาพึ่งได้เลื่อนตำแหน่งเป็นประธานคนใหม่
แต่ที่เธอรู้ไม่ใช่ว่ารู้ตั้งแต่แรกเลยเข้ามาทำงานที่นี่หรอกนะ ตอนที่เธอเรียนใกล้จบทางมหาวิทยาลัยได้เปิดให้บริษัทต่างๆ เข้าไปเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ ซึ่งนารินก็ได้ทิ้งใบสมัครไว้สองสามบริษัท และนักศึกษาใกล้จะจบอย่างเธอสิ่งที่เป็นตัววัดก็ไม่พ้นเกรดเฉลี่ย กิจกรรมต่างๆ ที่เคยร่วมทำกับทางมหาวิทยาลัย นั่นก็เลยทำให้เธอได้รับการติดต่อจากบริษัทที่สมัครไว้สองที่ และหนึ่งในนั้นก็คือบริษัทแห่งนี้
บริษัทใหญ่โตเงินเริ่มต้นดี สวัสดิการดี ตำแหน่งงานมั่นคงเพราะไม่ค่อยมีคนอยากออกแต่เป็นบริษัทเปิดกว้างไม่กีดกันนักศึกษาจบใหม่ เธอย่อมเลือกที่นี่อยู่แล้ว ถ้านับเวลาไปแล้วหลังจากเธอเรียนจบเธอก็ทำงานที่นี่ได้ประมาณหนึ่งปีแล้ว และที่ผ่านมาเธอก็ไม่เคยรู้เลยว่าที่นี่เป็นบริษัทที่ครอบครัวจิณณะถือหุ้นใหญ่ในมือ เธอพึ่งรู้ตอนที่เริ่มมีข่าวถึงการจะเปลี่ยนประธานใหม่และคนก็พูดกันต่างๆ นานา ว่าว่าที่ประธานคนใหม่ทั้งหนุ่มและหล่อมาก เธอที่ตอนแรกได้แต่ฟังไม่ได้สนใจแต่ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่งเธอจะได้เห็นเขาและเพื่อนร่วมงานก็ชี้ให้ดูว่านี่แหละคือว่าที่ประธานคนใหม่
นารินยอมรับเลยว่าเธอตกใจมากที่ไม่คิดว่าจะเจอเขาอีกครั้ง เพียงแต่การเจอกันครั้งนี้มันได้ผ่านเวลาไปถึงสี่ปีกว่าแล้ว เรื่องราวที่เกิดขึ้นแม้ว่าเธอจะยังจำมันได้ทุกอย่าง แต่มันก็ไม่ได้ทำอะไรต่อความรู้สึกของเธอได้อีกแล้ว เพราะฉะนั้นเธอไม่ได้เอาเรื่องที่เขาทำงานที่นี่มาเป็นปัญหากับการทำงานของตัวเองและทำมันต่อมาจนกระทั่งได้เผชิญหน้ากับเขาอีกครั้งในรอบสี่ปี
