บทที่ 9 ตัวร้ายธงดำ
ชิงเหอรีบเข้ามาประคองเซี่ยหราน สีหน้าซีดเผือดจนแทบไร้เลือด
“ฮูหยินบาดเจ็บหรือไม่เจ้าคะ!”
เซี่ยหรานก้มมองตัวเองครู่หนึ่ง ก่อนยกแขนหมุนไปมา “ข้าไม่เป็นไร” นางถอนหายใจ “แค่เกือบได้ล้างหน้าด้วยไข่ดิบกลางตลาดเท่านั้น”
ชิงเหอไม่รู้ว่าควรโล่งใจหรือร้องไห้ก่อนดี
อีกด้านหนึ่ง ชายที่ปาไข่ถูกผู้ติดตามชุดดำสองคนกดลงกับพื้นเรียบร้อยแล้ว เขาแทบไม่ดิ้น แต่กลับเงยหน้าจ้องเซี่ยหราน ดวงตาแดงก่ำราวกับสัตว์บาดเจ็บ
“ปล่อยข้า! นางสมควรโดนมากกว่านี้!” เขาตะโกนเสียงดังจนเสียงแหบ
ผู้คนรอบตลาดค่อยๆ ถอยออกไป ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ เพราะคนที่ยืนอยู่กลางวง ไม่ใช่เพียงฮูหยินแม่ทัพ แต่ยังมีบุรุษชุดดำอีกคน
ชายผู้นั้นปรายตามองผู้ติดตามเพียงครั้งเดียว คนของเขาก็เข้าใจทันที
ดาบครึ่งเล่มหลุดออกจากฝัก เสียงโลหะเสียดสีกันเบาๆ เย็นจนคนฟังขนลุก
“ความผิดฐานทำร้ายฮูหยินแม่ทัพ ให้ตัดมือข้างที่ใช้ขว้างไข่ทิ้งเสีย” เวินจิ่งอันเอ่ย เสียงนั้นราบเรียบเสียจนเหมือนกำลังสั่งเปลี่ยนกาน้ำชา
เซี่ยหรานหันขวับไปมองเขาทันที
‘เดี๋ยวนะ! ใช่เลย ใช่จริงๆ เวินจิ่งอัน! มหาตัวร้ายธงดำอันดับหนึ่งของนิยาย!’
คนที่ยิ้มได้ขณะสั่งฆ่าคน คนที่ตอนจบเกือบโค่นฮ่องเต้และเชื้อพระวงศ์ทั้งราชวงศ์ คนที่ผู้เขียนยังเขียนไว้ว่า
‘หากหยางเมิ่งหัวคือคมดาบ เวินจิ่งอันก็คือยาพิษ!’
เซี่ยหรานรู้สึกเหมือนหนังศีรษะด้านหลังเริ่มชา เมื่อครู่นี้ เขาช่วยนางหรือ…
ไม่! เขาไม่ได้ช่วย เขาแค่กำลังเห็นเรื่องสนุกเกิดขึ้นเท่านั้น!
“เดี๋ยวก่อน!” เสียงของนางดังเร็วกว่าความคิด
ผู้ติดตามหยุดดาบกลางอากาศ เวินจิ่งอันหันมามอง แววตาคู่นั้นนิ่งจนอ่านไม่ออก
“แค่ไข่ลูกเดียว ไม่ถึงกับต้องตัดมือกระมัง” เซี่ยหรานยิ้มแห้งๆ
“หยางฮูหยินมีเมตตากว่าที่ข้าคิด” เวินจิ่งอันมองนางอยู่พักหนึ่ง พลางเอ่ยขึ้น
“ไม่! ข้าไม่ได้เมตตา” เซี่ยหรานตอบทันที แต่เพียงพูดจบ นางก็อยากตบหน้าตัวเอง ตอบอะไรของเจ้าเนี่ย!
เวินจิ่งอันเลิกคิ้วนิดเดียว เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าบทสนทนานี้เริ่มน่าสนใจ
“เช่นนั้นหรือ”
เซี่ยหรานสูดลมหายใจลึก รวบรวมสติพร้อมตอบอย่างใจเย็น “ข้าเพียงคิดว่า ก่อนจะตัดมือใคร ก็ควรรู้ก่อนว่าเขาแค้นเรื่องอะไร”
ตลาดทั้งตลาดเงียบลง เวินจิ่งอันไม่พูด เพียงผงกศีรษะน้อยๆ ผู้ติดตามจึงปล่อยชายคนนั้นให้พูด
ชายวัยกลางคนหัวเราะ เสียงหัวเราะแห้งผากจนคล้ายเสียงร้องไห้
“ฮ่าๆ! ในที่สุดฮูหยินลู่ก็ยอมถาม” เขาเงยหน้าขึ้น น้ำเสียงสั่นเครือ “บ้านข้า ถูกคนของสกุลลู่ยึดไป” คำพูดแต่ละคำตกลงกลางตลาดเหมือนก้อนหิน
“ข้าเพิ่งกลับจากชายแดน เมียกับลูกต้องไปอาศัยบ้านญาติ ส่วนข้า แม้แต่ที่ซุกหัวนอนก็ไม่มี” เขาหัวเราะอีกครั้ง แต่เสียงนั้นรวมถึงแววตากลับเต็มไปด้วยความขมขื่น
เซี่ยหรานยืนนิ่ง ประโยคหนึ่งจากนิยายผุดขึ้นในหัว ‘ลู่หว่านอวี๋เคยยึดทรัพย์ชาวบ้านหลายครอบครัว’
ตอนอ่าน มันเป็นเพียงข้อความหนึ่งบรรทัด แต่วันนี้ ข้อความนั้นมันไม่ใช่แค่เพียงตัวอักษร แต่มันคือคนๆหนึ่งที่ได้รับความเดือดร้อนจากผลการกระทำของเจ้าของร่างเดิมนี้จริงๆ
เซี่ยหรานเม้มริมฝีปาก บ้าชะมัด! เจ้าของร่างเดิมก่อเรื่องไว้กี่คดีแล้วกันแน่ ถ้าทุกคนเดินมาปาไข่คนละลูก นางคงไม่ต้องรอถูกประหารแล้วตายหรอก แต่นางคงตายเพราะไข่ก่อนแน่
“ชิงเหอ เรื่องการยึดทรัพย์ ในสกุลลู่มีบัญชีเก็บไว้หรือไม่” เซี่ยหรานหันมาถามชิงเหอเสียงเบา
ชิงเหอชะงัก นางอ้าปากขึ้นอย่างลังเล แต่ไม่มีคำตอบ ทว่าความเงียบของสาวใช้ ก็เพียงพอให้เซี่ยหรานเข้าใจ
สีหน้าของเวินจิ่งอันยังคงสงบนิ่ง แต่ในใจกลับเกิดระลอกคลื่นบางอย่าง เขาเคยได้ยินเรื่องของลู่หว่านอวี๋มาพอสมควร สตรีผู้นี้ไม่เคยถามหาความจริง ไม่เคยสนใจว่าผู้อื่นเดือดร้อนเพราะอะไร แต่วันนี้ นางกลับถามหาบัญชี ไม่ใช่ถามว่าจะลงโทษคนอย่างไร
‘น่าสนใจ… หรือว่าข่าวลือทั้งหมดที่เขาเคยได้ยิน อาจไม่เป็นความจริงทั้งหมด’
ริมฝีปากของเวินจิ่งอันยกขึ้นเพียงนิด เป็นรอยยิ้มที่แทบไม่มีใครสังเกตเห็น ยกเว้นเซี่ยหราน ทันทีที่เห็นรอยยิ้มนั้น หัวใจของนางก็แทบหยุดเต้น
‘อย่ายิ้ม! ไอ้ตัวร้าย เวลาเขายิ้ม ไม่มีเรื่องดีสักครั้งในนิยาย!’
เซี่ยหรานรู้สึกว่า การถูกปาไข่เมื่อครู่ อาจไม่ใช่เรื่องซวยที่สุดของวันนี้ เพราะสิ่งที่อันตรายกว่ากำลังยืนยิ้มอยู่ตรงหน้านางแล้ว
เซี่ยหรานสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมสติ ความกดดันที่มองไม่เห็นเหมือนกดทับอยู่บนบ่าทั้งสองข้าง ก่อนจะละสายตาจากเวินจิ่งอัน เงยหน้ามองบุรุษชุดดำคนของเวินจิ่งอันตรงหน้า ก่อนเอ่ย
“ปล่อยเขาเถิด” แม้น้ำเสียงยังไม่มั่นคงดั่งใจหวัง แต่ก็ไม่สั่นจนเสียกิริยา “หากสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง มือของเขาก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรถูกตัด”
บรรยากาศรอบด้านพลันเงียบลง
เวินจิ่งอันมองสตรีตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาสงบนิ่งจนไม่มีใครคาดเดาความคิดได้
“น่าสนใจ” เขาเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าเคยได้ยินว่าฮูหยินลู่ไม่ชอบให้ผู้ใดขัดใจ แม้เพียงพูดไม่ถูกหูก็ทำให้คนเดือดร้อนได้” รอยยิ้มบางแตะแต้มมุมปาก “วันนี้กลับยอมฟังคำด่ากลางตลาด แล้วยังขอไว้มือคนที่ปาไข่ใส่ตนเอง”
“คนเราหากไม่เคยฟังคำไม่รื่นหู ก็คงไม่มีวันรู้ว่าตนเองเคยเหยียบเท้าผู้ใดไว้บ้าง” เซี่ยหรานยกยิ้มบาง
เวินจิ่งอันหัวเราะแผ่วเบา เสียงหัวเราะนั้นไม่ได้อบอุ่น กลับทำให้เซี่ยหรานรู้สึกเหมือนลมเย็นพัดผ่านแผ่นหลัง
“ในเมื่อฮูหยินขอไว้ ข้าย่อมไม่ขัด” เขายกมือขึ้นเพียงเล็กน้อย ผู้ติดตามจึงปล่อยชายทหารผ่านศึกทันที เขาหยุดเล็กน้อย “แต่บางครั้งความเมตตา ก็นำเรื่องยุ่งยากยิ่งกว่าความโหดร้าย”
“ชีวิตข้าตอนนี้ก็ยุ่งพอแล้ว” เซี่ยหรานถอนหายใจ พึมพำจบ นางจึงรู้ตัวว่าพูดออกมาเสียงดังเกินไป
เวินจิ่งอันได้ยินชัด รอยยิ้มที่มุมปากจึงลึกขึ้นไปอีก
“เช่นนั้นหรือ”
เซี่ยหรานไม่ตอบรับคำใดๆ แต่นางหันไปมองชายทหารผ่านศึกแทน
“เจ้ากลับไปก่อน ข้าไม่อาจรับปากว่าจะคืนทุกอย่างได้ทันที แต่ข้าจะตรวจบัญชีของสกุลลู่ หากมีสิ่งใดไม่ชอบธรรม ข้าจะหาทางแก้”
ชายผู้นั้นมองนางอยู่นาน แววตาเต็มไปด้วยความไม่เชื่อถือ แต่สุดท้ายจึงยันตัวลุกขึ้นด้วยขาที่พิการ
“ข้าจะรอดู ว่าคำพูดของท่าน จะมีค่ามากกว่าไข่ฟองนั้นหรือไม่” เสียงของเขาแหบพร่า พูดจบ เขาก็เดินกะเผลกๆจากไป
เสียงกระซิบของผู้คนค่อยๆ ดังขึ้นอีกครั้ง ชื่อของลู่หว่านอวี๋ยังคงถูกเอ่ยถึง แต่คราวนี้ ความเกลียดชังเริ่มปะปนกับความสงสัย
“ฮูหยิน กลับจวนก่อนเถิดเจ้าค่ะ” ชิงเหอรีบเข้ามาประคองร่างบางของเจ้านายสาว
เซี่ยหรานพยักหน้าอย่างเห็นด้วย วันนี้เกิดเรื่องมากเกินพอแล้ว นางอยากกลับไปดื่มชา สงบสติ และคิดว่าจะรับมือกับหนี้แค้นที่เจ้าของร่างเดิมก่อไว้เช่นไร
แต่ในตอนที่นางเพิ่งหมุนตัวก้าวออกไปได้สองก้าว เสียงเรียบเย็นดังขึ้นจากด้านหลังเสียก่อน
“ฮูหยิน”
เซี่ยหรานชะงัก เมื่อหันกลับไป เวินจิ่งอันยังยืนอยู่ที่เดิม ดวงตาคู่นั้นมองตรงมาที่นาง
“ข้าช่วยชีวิตท่านทั้งที ท่านไม่คิดจะถามหรือว่าข้าเป็นผู้ใด” เขาเอ่ยช้าๆ ดวงตาหรี่ลงอย่างสงสัย
‘ถามเช่นนั้นหรือ… ตอนนี้ข้ารู้จักท่านยิ่งกว่าท่านรู้เสียอีก’ เซี่ยหรานเกือบหลุดหัวเราะออกมา แต่ภายนอกสีหน้าของนางยังคงสงบ
“ต้องขออภัยคุณชาย เมื่อครู่ข้ารีบร้อนเกินไป” นางก้มศีรษะน้อยๆ “หากคุณชายไม่ถือสา ข้าขอทราบนามได้หรือไม่”
เวินจิ่งอันมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังแยกแยะว่าอีกฝ่ายถามเพราะไม่รู้จริง หรือกำลังปิดบังบางอย่างกันแน่ แต่สุดท้ายเขาก็ยอมตอบ
“เวินจิ่งอัน ข้าแซ่เวิน นามจิ่งอัน”
เพียงสามพยางค์นั้น หัวใจของเซี่ยหรานก็กระตุกวูบ แม้จะรู้อยู่ก่อนแล้ว แต่เมื่อได้ยินจากปากเจ้าตัว ความรู้สึกกลับต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
ชายผู้นี้ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างสงบ ผู้ใดจะเชื่อว่า รอยยิ้มเพียงน้อยนิดของเขา จะผลักผู้คนมากมายลงสู่เหวในวันข้างหน้า
‘จบกัน วันนี้ข้าเจอตัวร้ายใหญ่ของเรื่องตั้งแต่ต้นเรื่องเลยหรือ’
“ที่แท้ก็เป็นคุณชายเวินนี่เอง” เซี่ยหรานฝืนยิ้ม
เวินจิ่งอันไม่ตอบอะไร เขามองนางนิ่งๆ เขาเห็นว่าเมื่อครู่ ทันทีที่ได้ยินชื่อของเขา ดวงตาของสตรีผู้นี้เปลี่ยนไปเพียงชั่วพริบตา แต่ก็ไม่พ้นสายตาเขา
“ดูเหมือนว่า ฮูหยินลู่จะเคยได้ยินชื่อข้ามาก่อน”
เซี่ยหรานรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นไปครู่หนึ่ง สมแล้วที่เป็นไอ้ตัวร้ายธงดำ แค่สีหน้าของนางเปลี่ยนนิดเดียว เขาก็จับได้แล้วหรือ
“เมืองหลวงกว้างใหญ่ก็จริง แต่คนมีชื่อเสียงย่อมมีไม่มากนัก” เซี่ยหรานยิ้มบาง พยายามให้น้ำเสียงเป็นธรรมชาติที่สุด “ข้าเพียงเคยได้ยินนามของคุณชายมาบ้าง”
“เช่นเดียวกับที่ข้าเคยได้ยินนามของหยางฮูหยิน” เวินจิ่งอันพยักหน้าช้าๆ ตอบอย่างสุภาพ
“เพียงแต่วันนี้ ดูเหมือนสิ่งที่ข้าได้ยินมา จะไม่ตรงกับความเป็นจริงเท่าใดนัก” ดวงตาคู่นั้นหยุดอยู่บนใบหน้าของนาง
เซี่ยหรานยิ้มอยู่เช่นเดิม แต่ในใจกลับร้องลั่น
อย่าสนใจข้าเลย! ในนิยายท่านสนใจใคร คนนั้นตายหมด!
“ข่าวลือในเมืองหลวงมักวิ่งเร็วกว่าคนจริงเสมอเจ้าค่ะ” นางก้มศีรษะเล็กน้อย “บางเรื่องจริง บางเรื่องเกินจริง ส่วนบางเรื่อง คนที่ถูกกล่าวถึงก็ไม่มีโอกาสอธิบาย”
เวินจิ่งอันมองนางอยู่อีกครู่ ก่อนเปล่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ
“หยางฮูหยินพูดได้น่าฟังยิ่งนัก”
เซี่ยหรานยิ้มตอบ ในใจกลับคิดเพียงว่า ข้าฝึกเอาตัวรอดต่างหาก ถ้าพูดไม่น่าฟังกับคนอย่างท่าน ข้าคงไม่ได้กลับถึงจวนวันนี้
“วันนี้ต้องขอบคุณคุณชายเวิน หากมีโอกาส วันหน้าข้าจะตอบแทนน้ำใจ” นางค้อมศีรษะอีกครั้งเป็นการตัดบท
“ไม่จำเป็น” เวินจิ่งอันตอบทันที เขาถอยออกไปครึ่งก้าว เปิดทางให้นางอย่างสุภาพ “เพราะข้าเชื่อว่า เราคงได้พบกันอีก”
รอยยิ้มบนริมฝีปากยังคงอ่อนโยน คำพูดนั้นไม่ได้หนักแน่น และไม่ได้คุกคาม แต่กลับทำให้เซี่ยหรานรู้สึกเหมือนถูกใยแมงมุมบางๆ พันรอบข้อเท้า
นางไม่อยากพบเขาอีก ไม่ว่าจะชาติไหนก็ตาม คนผู้นี้คือปีศาจในคราบสุภาพบุรุษ ยิ่งยิ้มมากเท่าไร ยิ่งอันตรายมากเท่านั้น
“หวังว่าคงเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ” เซี่ยหรานตอบตามมารยาท แต่ในใจกลับสวดมนต์ไม่หยุด อย่าเป็นเลย ขออย่าได้พบกันอีกเลย…
ชิงเหอรีบประคองนายหญิงขึ้นรถม้า เวินจิ่งอันมองรถม้าที่ค่อยๆ แล่นห่างออกไป รอยยิ้มบางบนใบหน้าเลือนหายช้าๆ
หลิวหูผู้ติดตามก้าวเข้ามาโค้งกาย “คุณชาย จะให้คนไปสืบหรือไม่ขอรับ”
“สืบ” เวินจิ่งอันยังคงมองรถม้าคันนั้น “ข้าอยากรู้ว่า เหตุใดลู่หว่านอวี๋ จึงเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน” ดวงตาสงบนิ่งฉายประกายบางอย่างที่ยากจะอ่านออก
ลมยามบ่ายพัดผ่านชายแขนเสื้อสีดำ เวินจิ่งอันยกยิ้มอีกครั้ง ครั้งนี้ เป็นรอยยิ้มของผู้ล่าที่เพิ่งพบเหยื่อซึ่งคาดเดาไม่ได้ และสำหรับเขา ของเล่นที่คาดเดาไม่ได้ ย่อมน่าสนใจกว่าของเล่นที่แตกหักง่ายเสมอ
