ตอนที่ 7 ห้องครัวจำเป็นและแมลงหวี่ที่คอยตาม
วันที่สามของการแลกเปลี่ยนเสบียงลับ ๆ
ขณะที่หลินเยี่ยนเยว่เดินกลับเข้าบ้านหลังจากนำวัตถุดิบไปซ่อนในมิติเรียบร้อยแล้ว หลิวซื่อที่กำลังนั่งแทะเมล็ดแตงโมอยู่หน้าเรือนก็ทำจมูกฟุดฟิด ส่วนหลินเป่าน้องชายคนเล็กวัยเจ็ดขวบที่กำลังนั่งเล่นดินอยู่ข้าง ๆ ก็เงยหน้าขึ้นทันควัน
“ท่านแม่ หอมจังเลย” หลินเป่าร้องขึ้น พลางลุกขึ้นวิ่งเข้ามาดมฟุดฟิดรอบตัวพี่สาวราวกับสุนัขที่ได้กลิ่นกระดูก “พี่ใหญ่ ตัวท่านมีกลิ่นน้ำมันหมู ข้าได้กลิ่นเนื้อ ข้าอยากกินเนื้อ”
หลิวซื่อหูผึ่งทันที นางลุกขึ้นเดินวนรอบตัวลูกเลี้ยง สายตาจับจ้องราวกับจะมองให้ทะลุปรุโปร่ง ทว่าสีหน้าของหลินเยียนเยว่ก็คงยังเรียบเฉย ทว่าในใจกำลังด่าบรรพบุรุษฝั่งมารดาหลินเป่าสามชั่วโคตร
“เดี๋ยวก่อน จริงอย่างที่อาเป่าว่า ทำไมตัวเจ้าถึงมีกลิ่นน้ำมันหมู แถมยังมีกลิ่นแป้งหอม ๆ อีก นังตัวดี เจ้าแอบไปขโมยของกินที่ไหนมา”
หลินเยี่ยนเยว่ใจหายวาบ แต่ยังคงตีหน้าตาย นางปัดฝุ่นที่เสื้อผ้าเบา ๆ เพื่อกลบเกลื่อน “ท่านน้าคงจมูกเพี้ยนแล้วกระมังเจ้าคะ หรือไม่ก็คงหิวจนตาลาย ข้าไปขุดดินถางหญ้ามาทั้งวัน จะไปมีของดี ๆ กินได้อย่างไร”
“โกหก พี่ใหญ่โกหก” หลินเป่าดิ้นพล่าน ด้วยความขัดใจ “ข้าได้กลิ่นจริง ๆ ข้าจะกิน เอามาให้ข้านะ”
“ใช่ ต้องใช่แน่ ๆ” หลินชวงเดินออกมาสมทบจากในครัว “ข้าจับตาดูนางมาสักพักแล้ว พักนี้พี่ใหญ่ชอบหิ้วตะกร้าใบใหญ่ ๆ ออกไปข้างนอกแต่เช้ามืด แล้วกลับมาตัวเปล่า แถมหน้าตาก็ดูสดใสขึ้น ท่านต้องแอบขโมยเงินท่านพ่อไปซื้อของกินแอบกินคนเดียวแน่ ๆ”
“นังเด็กขี้ขโมย” หลิวซื่อตาเป็นประกายวาวโรจน์ด้วยความโลภและความโกรธ “วันนี้ข้าจะปล่อยเจ้าไปก่อน แต่พรุ่งนี้ข้าจะจับให้ได้คาหนังคาเขา คอยดูเถอะ ถ้าข้าจับได้ว่าเจ้าซ่อนของกินไว้ ข้าจะให้พ่อเจ้าตีให้หลังลาย”
เช้าวันวันต่อมา
สถานการณ์ตึงเครียดกว่าทุกวัน หลินเยี่ยนเยว่เดินออกจากบ้านพร้อมตะกร้าใบเก่าเช่นเคย วันนี้นางตั้งใจจะทำซุปไก่ตุ๋นยาจีนไปบำรุงกำลังให้นายพรานหนุ่ม โดยใช้วัตถุดิบจากในมิติ แต่ทว่าเสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้นขัดจังหวะความคิด
(ตรวจพบศัตรูสามคนที่กำลังสะกดรอยตามมาที่ระยะห้าสิบเมตร หลิวซื่อ หลินชวง และเจ้าอ้วนหลินเป่า กำลังย่องตามมาด้วยท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ โดยเฉพาะหลินเป่าที่เดินไปบ่นไปเพราะถูกปลุกแต่เช้า) หลินเยียนเยว่กลอกตาขึ้น
‘แม้แต่เจ้าอ้วนบ่น เจ้าก็บอกข้านะเจ้าระบบอนุบาล’
(แน่นอนเพราะข้าต้องทำหน้าที่ของข้าให้ดีที่สุด และข้าต้องย้ำกับโฮสต์อีกรอบ ข้าเป็นสมองกลอัจฉริยะ ไม่ใช่อนุบาล)
“ท่านแม่ ข้าเหนื่อย ข้าหิว เมื่อไหร่จะถึง” เสียงหลินเป่าดังแว่วมาตามลม
หลินเยี่ยนเยว่เม้มปากแน่น นางรู้ตัวตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากบ้านแล้ว พวกแมลงหวี่แมลงวันกลุ่มนี้กัดไม่ปล่อยจริง ๆ
นางแกล้งเดินอ้อมไปทางแม่น้ำเพื่อสลัดให้หลุด แต่สามแม่ลูกนั่นก็กัดฟันวิ่งตามมาอย่างไม่ลดละ โดยมีหลิวซื่อคอยลากแขนลูกชายอ้วนท้วมให้เดินตามมาให้ทัน เพราะความโลภอยากได้ของกินและเงินทอง ทำให้พวกนางมีแรงฮึดมากกว่าปกติ
เมื่อมาถึงจุดนัดพบใต้ต้นไม้ใหญ่ เซียวจวินเหอยืนรออยู่แล้ว เขามองเห็นหลินเยี่ยนเยว่เดินหอบตะกร้ามาด้วยท่าทางรีบร้อน เหงื่อซึมตามไรผม สีหน้าดูไม่สู้ดีนัก
“เกิดอะไรขึ้น” เขาถามทันทีที่นางมาถึง
หลินเยี่ยนเยว่หอบหายใจ รีบวิ่งเหยาะ ๆ เข้าไปหลบหลังร่างสูงใหญ่ของเขา พลางชี้ไปที่พุ่มไม้ไกล ๆ ที่เริ่มมีการเคลื่อนไหวผิดปกติ “พี่ชายเซียว... ช่วยข้าด้วยเจ้าค่ะ” นางกระซิบเสียงเครียด “หลิวซื่อกับน้อง ๆ ของข้า... พวกนางพากันตามข้ามา”
เซียวจวินเหอขมวดคิ้ว ดวงตาคมกริบตวัดมองไปที่พุ่มไม้นั้น เขาเห็นเงาตะคุ่ม ๆ ของคนสามคน และเสียงเด็กบ่นงอแงที่ดังใกล้เข้ามา ไอสังหารแผ่ออกมาจาง ๆ จากร่างกายกำยำ “พวกนางจะทำอะไรเจ้า จะให้ข้าไล่ไปหรือไม่”
“อย่าเจ้าค่ะ ขืนท่านออกไป ตอนนี้เรื่องจะยิ่งบานปลาย” หลินเยี่ยนเยว่รีบห้าม
“พวกนางสงสัยเรื่องที่ข้ามีของกิน หากนางเห็นข้าเอาอาหารมาให้ท่าน นางต้องหาเรื่องอาละวาด แล้วก็คงจะมาวุ่นวายกับท่านด้วย ทางที่ดีอย่าให้นางเห็นดีกว่า”
นางเงยหน้ามองเขาด้วยแววตาเว้าวอน น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย “อีกอย่าง... ข้าทำอาหารที่บ้านไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ หลิวซื่อคอยจับตาดูตลอด วัตถุดิบที่ท่านให้มา ข้าก็ไม่กล้าเอาออกมาทำกิน กลัวโดนแย่ง โดยเฉพาะหลินเป่า เขาจะแย่งทุกอย่างที่ข้ามี”
เซียวจวินเหอมองดูหญิงสาวที่ตัวเล็กแค่นี้แต่ต้องแบกรับสารพัดปัญหา ความรู้สึกสงสารวูบหนึ่งแล่นเข้ามาในอก “แล้วเจ้าจะทำอย่างไร”
หลินเยี่ยนเยว่สูดหายใจลึก รวบรวมความกล้า “พี่ชายเซียว... ข้ามีวัตถุดิบ ข้ามีเครื่องปรุง ข้าขาดแค่เตาไฟที่ปลอดภัย...” นางสบตาเขาตรง ๆ อย่างมีความหวัง
“ข้าขอ... ไปทำอาหารที่บ้านท่านจะได้ไหมเจ้าคะ” ไม่ใช่ว่าไม่อยากแบ่งปันพวกนั้น แต่นางไม่ใช่แม่พระ ใครดีด้วยใครร้ายมาย่อมดูออก
“บ้านข้า” เซียวจวินเหอเลิกคิ้วสูงด้วยความตกตะลึง ชายหญิงที่ยังไม่ออกเรือน อยู่ด้วยกันสองต่อสองในบ้าน เป็นเรื่องผิดประเพณีอย่างร้ายแรง ยิ่งนางเป็นหญิงสาวชาวบ้าน ชื่อเสียงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
“ข้ารู้ว่ามันไม่เหมาะ...” หลินเยี่ยนเยว่รีบพูดต่อเมื่อเห็นท่าทีลังเลของเขา
“แต่ข้าไม่มีทางเลือกแล้วเจ้าค่ะ ข้าแค่อยากตอบแทนท่าน และอยากมีข้าวกินโดยไม่ต้องโดนทุบตี... ข้าแค่ขออาศัยครัวท่านทำกับข้าว แลกกับการที่ข้าจะทำอาหารอร่อย ๆ ให้ท่านกินทุกมื้อ... ได้หรือไม่เจ้าคะ”
ดวงตากลมโตคู่สวยจ้องมองเขา ราวกับลูกกวางน้อยที่กำลังหนีตายจากหมาป่าและมาขอความคุ้มครองจากราชสีห์
เซียวจวินเหอนิ่งคิด เขาเป็นชายชาติทหาร ไม่เคยสนใจเรื่องหยุมหยิมพวกนี้ แต่เขาห่วงชื่อเสียงของนางต่างหาก แต่เมื่อมองไปที่พุ่มไม้ด้านหลัง ที่เริ่มมีเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของเด็กอ้วนดังใกล้เข้ามา หากปล่อยนางไว้ตรงนี้ คงไม่แคล้วโดนแม่เลี้ยงลากตัวกลับไปลงโทษฐานขโมยของแน่
นางคงถูกบีบคั้นจนหมดหนทางจริง ๆ ถึงได้กล้าเอ่ยปากขอเช่นนี้
“ตามมา” เขาพูดสั้น ๆ ก่อนจะคว้าข้อมือเล็กของนาง แล้วพาก้าวเดินตัดเข้าสู่เส้นทางลับในป่าที่รกชัฏ เพื่อสลัดผู้ติดตามให้หลุด ก่อนจะมุ่งหน้าสู่กระท่อมไม้ไผ่กลางป่าของเขา
หลินเยี่ยนเยว่ลอบยิ้มกว้างในใจ พลางนึกขอบคุณระบบที่ช่วยชี้ช่องทาง ร้ายกาจมากใช้ความน่าสงสารอ้อนผู้ชายเข้าบ้านได้หน้าตาเฉย แผนสูงจริง ๆ
ส่วนหลิวซื่อ หลินชวง และหลินเป่าที่เพิ่งแหวกพุ่มไม้ออกมา ก็พบเพียงความว่างเปล่าและรอยเท้าที่เลือนหายไป
“หายไปไหนแล้ว” หลิวซื่อกระทืบเท้าด้วยความขัดใจ
“ท่านแม่ ข้าหิว ข้าเหนื่อย ข้าจะกินไก่” หลินเป่าร้องไห้จ้า ทิ้งตัวลงดิ้นกับพื้นดิน สร้างความปวดหัวให้ผู้เป็นแม่ยิ่งนัก
“นังเด็กบ้า ตัวบัดซบ มันหายตัวได้หรือยังไง คอยดูเถอะ ข้าต้องจับให้ได้ว่ามันแอบไปมั่วกับผู้ใด” หลิวซื่อกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจที่พลาดโอกาสจับผิดในครั้งนี้
“บางทีพี่ใหญ่อาจจะไปนอนกับคนแก่ ๆ ในหมู่บ้านเพื่อแลกข้าวกินก็ได้นะเจ้าคะ อี๋ช่างน่ารังเกียจเหมือนแม่หม้ายเถียน” ดวงตาหลิวซื่อเป็นประกายขึ้น
หากจับได้คาหนังคาเขาก็ดี จะได้ไล่นังเด็กเหลือขอนั่นออกไปเสีย
“พวกเจ้าฟังแม่ ตั้งแต่วันพรุ่งนี้พวกเราจะผลัดเวรกับจับตาดูพี่ใหญ่เจ้าให้ดี”