องค์หญิงเก้า
“ขี้เกียจหรือ”
“เจ้าค่ะ วันๆ เอาแต่นั่งในห้องหนังสือ คนพูดกันว่าอ่านแต่นิยายประโลมโลกจนไท่ซางหวงก่อนจะตาย ได้สั่งให้รื้อห้องหนังสือทิ้งเสีย”
มีมี่กลืนน้ำลายลงคอยากเย็น
“มิน่าเล่าจึงเอาแต่ขู่เอาขู่เอาคนไร้อำนาจมักจะวางอำนาจ”
“ปึ๋ง”
เสียงประตูกระแทกผนังเสียงดังจนมีมี่และสาวใช้สะดุ้งสุดตัวอ๋องหรงโบกมือไล่สาวใช้ถึงไม่ไล่พวกนางก็หวาดกลัวสายตา ดุดันนั้น
“ลุกขึ้น”
มีมี่พลิกตัว นอนตะแคงใช้มือเท้าศีรษะไว้
“กำลังสบายจะให้ลุกทำไมกัน ไหนลู่เหวินบอกว่าอยู่ได้ตามสบายต้องการอะไรให้บอก เพราะฉันเป็นคนของฝ่าบาทและเป็นองค์หญิง”
“ลู่เหวิน ลู่เหวินเข้ามานี่”
ลู่เหวินวิ่งเร็วราวพายุเข้ามาในห้อง
“ขอรับพ่อบุญธรรม”
“ตบปากตัวเองสิบทีข้อหาพูดเท็จทำให้องค์หญิงเข้าใจผิดในฐานะตัวเอง”
“นี่นาย ทำไมสั่งลงโทษเขาเล่า”
“ก็เพราะข้าลงโทษเจ้าไม่ได้อย่างไรเล่า”
ลู่เหวินยกมือขึ้นตบไปที่ปากของเขาเบาๆ สิบที
“เสร็จแล้วขอรับ” อ๋องหรงส่ายหน้าไปมารู้ดีว่าที่ตบเมื่อกี้มันเบาไป
“ที่นี้พานางลุกขึ้นแล้วตามข้ามา”
ลู่เหวินยิ้มแห้งๆ กำลังจะก้าวขา เพื่อมาดึงตัวมีมี่ให้ลุกขึ้น
“หากนายเข้ามานายจะสะดุดล้ม”
ลู่เหวินหยุดชะงัก อ๋องหรงยกเท้าขึ้นถีบไปที่บั้นท้ายของลู่เหวินที่รีบจนก้าวเท้าพลาดสะดุดเข้ากับรองเท้าของตัวเองล้มกลิ้งก่อนถึงตัวมีมี่
ลู่เหวินอ้าปากค้าง
“แม่นจริงๆ แม่นราวกับจับวาง องค์หญิงนับถือๆ ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าน้อยจะสะดุดล้ม”
อ๋องหรงส่ายหน้าไปมา
“แค่บังเอิญ”
มีมี่เบือนหน้าไปยิ้มเสียอีกทาง บังเอิญแหละบทแบบนี้เดาได้ง่ายจะตายไป แต่หากไม่ล้มก็แค่ถูกมีมี่ขัดขา ก็เป็นไปตามนั้น
“พ่อบุญธรรม ไม่บังเอิญองค์หญิงกัวชวี่หลินท่านไม่เคยได้ยินหรือว่านางทำนายโชคชะตาได้แม่นยำจนถูกกล่าวขานว่าเป็นหมอดูเทวาที่งดงามเป็นหนึ่ง”
มีมี่ยิ้ม
” ไม่เท่าไหร่ ไม่เท่าไหร่น้องชายเจ้าก็พูดความจริงมากไปหัด พูดคำลวงเสียบ้างก็ได้ “
” ข้าจะเชื่อฟังที่ท่านตักเตือน”
ลู่เหวินรู้สึกศรัทธาเต็มเปา ผิดกับอ๋องหรงที่ยังมีสีหน้าเรียบเฉย
“งมงาย” อ๋องหรงพึมพำเบาๆ
“ฮึๆๆๆ ไม่อยากสิเว้าแล้วแต่น้า จะว่างมงายก็แล้วแต่ คราวหลังอย่ามาให้ทำนายให้น้าาา”
“ฮึ หากเจ้าเป็นปีศาจข้าคงคิดว่าเจ้ากินองค์หญิงกัวซวี่หลินเข้าไปแน่ๆ ข้าจะบังคับให้เจ้าคายนางออกมาเสีย”
เริ่มลังเลว่าหญิงนางนี้สติฟั่นเฟือนไปแล้วหรือไร หากไม่นับการทำนายทายทักของนาง ก่อนหน้านั้นนางแทบจะไม่มีคำพูดหลุดออกมาจากปากมีเพียงแววตาแค้นเคืองที่เขากับอ๋องเฉวียนยกทัพเข้าตีเผ่าปาเอ่อถัวของนาง หรืออาจเป็นเพราะเหตุนั้น นางจึงกลายเป็นบ้าเสียสติไปเสียแล้ว
“ออกมาข้างนอก” อ๋องหรงขยับหน้ากากสีดำบนใบหน้า มีมี่พยายามมองใบหน้าที่ซ่อนไว้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นปากก็พูดไป
“ทำไมต้องออกไป”
“พรุ่งนี้จะต้องเดินทางไกลกลับวังหลวงวันนี้ก็สมควรบอกลาบิดากับมารดาเจ้าเสีย”
หาใจดีขนาดนี้เลยหรือ ถึงจะไม่เกี่ยวอะไรกับมีมี่ก็เหอะแม่กับพ่อก็ไม่ใช่พ่อกับแม่มีมี่เสียหน่อยแต่ก็ถือว่า ใจดีไม่น้อย
“ดีมากๆ” ยิ้มสดใส
สปริงตัวลุกขึ้นเดินนำบุรุษทั้งสองยังลานคบเพลิง
“อ๊ากกกกกก” มีมี่ชะงักฝีเท้าเมื่อข้างหน้าที่คบเพลิงสว่างไสวราวกับกลางวันนั้นร่างของคนผู้หนึ่งถูกขึงพืดน้ำเย็นเฉียบสาดเข้าใส่ใบหน้าซีดที่หมดสติให้สะดุ้งตื่นร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ถูกน้ำเย็นราดรด
“หลิน ละหลินหนีไปเสียเจ้าจะต้องรอด”
เสียงแหบแห้งเปล่งออกมาเมื่อเห็นหน้ามีมี่
“หนีไปลูกแม่ เจ้าอย่าห่วงพวกเราหนีไปเสีย”
หญิงนางหนึ่ง ยืนจับเชือกที่ขึงนางไว้ ดีที่ไม่ขึงพรืดที่ขาไปด้วย
อ่า ไม่มีเนื้อหาไม่มีในเนื้อเรื่อง แล้วจะรู้ไหมว่าอนาคตของสองคนนี้จะเป็นแบบไหน
“ไหนบอกว่าให้ฉันมาลาพวกเขา”
หันไปเล่นงานคนร่างสูงที่สวมหน้ากากเอามือไพล่หลัง
“ฮึๆๆ ก็เพื่อให้องค์หญิงรับรู้ไว้ว่า ควรจะทำตัวเช่นไรในเมื่อเอ่อถูถูและฮองเฮาซวี่หลานอยู่ในกำมือ”
