กลับ
นี่มันบทล้มทับหรือบทเข้าพระเข้านางชัดๆ หรือว่าเรื่องนี้เปลี่ยนนางร้ายอย่าบอกนะว่ามีมี่ถูกวางตัวเป็นนางร้ายแทนบุตรีขุนนางกรมคลัง เสวียนอี้คนนั้น
“เห็นไหมเจ้าค่ะบอกแล้วว่ามันสูงเกินไปก้าวขาลำบาก”
ซูเอ่อกล่าวดังๆ ทำลาย บทเข้าพระเข้านางได้ทัน หรือเรียกอีกอย่างว่าขัดจังหวะ ลู่เหวินรีบนำแท่นรองพื้นมาวาง วัวหายแล้วล้อมคอก
“องค์หญิงเชิญเหยียบ”
อ๋องหรงส่ายหน้าหลุบตามองพื้น
“ไม่ทันแล้ว” ส่งมีมี่ขึ้นบนเกี้ยวด้วยตัวเอง แล้วพาตัวเองขึ้นไปนั่งตรงกันข้ามจ้องหน้ามีมี่ไม่ให้คาดสายตา ขยับหน้ากากไปมาขึ้นลง แต่ไม่เคยคาดสายตาจริงๆ
“ท่านไม่ขี่ม้าไปหรือ” มีมี่อดถามไม่ได้
“ข้าไม่ชอบขี่ม้าและไม่เคยขี่ม้ามานี่ก็มากับเกี้ยว ไม่เคยต้องลำบากไปขี่ม้า” มิน่าเล่าเกี้ยวถึงหลังใหญ่ขนาดนี้ตอนแรกคิดว่าจะได้นั่งตีพุงให้ซูเอ่อนวดสบายๆ สองคนในเกี้ยวที่ไหนได้ต้องมานั่งเกี้ยวกับคนหน้าเฉย ต้องคอยหลบสายตาพิฆาตของอ๋องหน้านิ่งนี่ไปอีกนานแค่ไหน
“ไกลไหมจากนี่ไปจนถึง วังหลวง”
“200ลี้”
มีมี่อ้าปากค้าง สองร้อยลี้ก็100กิโลเมตร เดินเท้าแล้วแบกเกี้ยวจะต้องใช้เวลาเดินทางกี่วันกัน
“แล้วท่านไม่คิดจะฝึกขี่ม้าบ้างหรือ”
“ไม่นะ ไม่เคยคิดจะขี่ นั่งบนเกี้ยวสบายกว่าเยอะ”
มีมี่ทำสีหน้าว่าไม่อยากจะเชื่อ คนอะไรหล่อก็หล่อ มาดนี่เหมือนกับพระเอกแต่ขี่ม้าไม่เป็น นี่เองกระมังที่เขาบอกว่าไม่ได้เรื่องสักอย่าง
มีมี่ยิ้มเจื่อนๆ
“อืมข้าได้ยินว่าเผ่าเอ่อถัวอาศัยในทุ่งหญ้าเชี่ยวชาญการล่าสัตว์ เจ้าก็คงขี่ม้าเก่งลงไปขี่ม้าก็ได้นะถ้าเจ้าอยากจะไปข้าจะให้ลู่เหวินเตรียมม้าให้เจ้า”
ทำใจดีใครจะไป ขี่มง ขี่ม้าอะไรอย่าว่าแต่ขี่ม้าเลยเข้าใกล้ม้ามีมี่ยังไม่อยากทำ
“ขะข้าไม่เคยขี่ม้า”
“อืมคงจะจริง เจ้าเป็นถึงองค์หญิงเห็นแล้วว่าบิดามารดาของเจ้าเอาใจเจ้าเพียงใดรักราวกับไข่ในหินคงไม่ให้เจ้าไปทำอะไรแบบนี้” ทำไมเข้าใจอะไรง่ายๆ แบบนี้ฟะ
“ใช่ๆๆๆๆ”
เผลอยิ้มสดใส ไม่ต้องหาคำแก้ตัวในเมื่ออีกคนคิดไปเอง
“แล้วมาบอกให้ข้าไปขี่ม้าทำไมหรือว่าเจ้าอยากจะฝึกขี่ม้า”
ส่ายหน้าไปมา จะให้บอกว่าอยากจะไล่ท่านนั่นล่ะไปให้พ้นหูพ้นตาก็ไม่กล้าพูด
“หยุดเกี้ยวววววว”
มีมี่เลิกคิ้วสูงอ๋องหรงเป่ยหลางคว้าข้อมือมีมี่มากำไว้พาเดินลงไปจากเกี้ยวที่หยุดแล้ว
ลู่เหวินรีบวิ่งมา
“นายหญิงของเจ้าอยากจะลองฝึกขี่ม้า”
“พ่อบุญธรรมท่านจะฝึกองค์หญิงขี่ม้าหรือ แหมพ่อบุญธรรมท่านยอมขี่ม้าหลังจากที่ไม่เคยขี่ตั้งนานเพื่อองค์หญิงเลยหรือ”
มีมี่อ้าปากค้างอย่าบอกนะว่า
จินตนาการไปถึงหลังมาสีขาวหรือสีดำที่มีอ๋องหรงนั่งซ้อนท้าย มือกุมมือของมีมี่จับบังเหียนม้า แผ่นหลังแนบอกอุ่น เอวถูกรั้งให้แนบชิดเอวแกร่งของอีกฝ่าย ภาพที่จินตนาการช่างงดงามบนทุ่งหญ้าสีเขียวขจี
“หุบปากไปตรียมม้ามา จะยากอะไรแค่ขี่ม้าง่ายนิดเดียว”
ลู่เหวินยิ้มกว้าง
“ขอรับง่ายนิดเดียว”
“ดีไปนำมาม้าแล้วก็หาใครสักคนที่เก่งเรื่องขี่ม้ามาช่วยฝึกให้นางด้วย”
“ซอเอินเจ้ามานี่ เจ้าหมอนี่ขี่ม้าเก่งที่สุดแล้วขอรับ” ลู่เหวินภูมิใจนำเสนอ
เจ้าซอเอินที่ว่าร่างกายสูงใหญ่ราวกับยักษ์ดวงหน้าสีดำทะมึน ผมเผ้ารุงรัง ตาขวางจนน่ากลัว อ๋องหรงหันไปยิ้มเสียอีกทาง
“ม่ายยยยยไม่เอา ข้าไม่ขี่ ไม่ได้อยากฝึกขี่ม้า พอเสียทีรีบๆ ไปให้ถึงวังหลวงเถอะนี่พวกท่านคิดว่ามาประภาสป่าหรือว่ามาเดินเล่นหรือไง”
มีมี่ก้าวขึ้นไปบนเกี้ยว
ลู่เหวินเกาหัวแกรกๆ
“ตกลงเอาไหมขอรับ”
อ๋องหรงยิ้มน้อยๆ ลู่เหวินเผลอยิ้มตามเพราะนานแค่ไหนแล้วที่ไม่เห็นพ่อบุญธรรมของเขายิ้ม
“ทำให้ตัวร้ายยิ้มได้ได้เพิ่ม1โอกาสพลังพิเศษ
“เตรียมรอไว้ให้ข้าเข้าไปเกลี้ยกล่อมนางก่อนดีไหม” ลู่เหวินพยักหน้าขึ้นลง
“พ่อบุญธรรมท่านนี่สุดยอด ลู่เหวินนับถือชอบรังแกคนไม่มีทางสู้จริงๆ”
อ๋องหรงหุบยิ้ม ใช้มือเบิ๊ดกระโหลกลู่เหวินเบาๆ
“ข้าแค่ทดสอบนาง องค์หญิงเอ่ถัวแต่ขี่ม้าไม่เป็น คิดว่าข้าเชื่อหรือ”
เดินขึ้นนั่งบนเกี้ยวยกมือกอดอกหน้าตานิ่ง มีมี่หันไปมองทิวทัศน์สองข้างทางเสีย
“คนอะไร กวน-ีนเป็นบ้า”
บ่นพึมพำ เกี้ยวยังคงเคลื่อนตัวไปเรื่อยๆ มีมี่เผลอหลับใหลเพราะเกี้ยวโยกไปมาคล้ายเปล
แล้วฝันไป หนังสือนิยายเรื่อง…สยบหัวใจอ๋องวายร้ายหน้านิ่ง… นี่บัดนี้กลับถูกแผดเผาโดยเปลวเพลิงสีแดงลุกโชติช่วง มีมี่พยายามดับไฟที่ไหม้หนังสือนิยายเล่มโปรด แต่ไม่สำเร็จ
“เอาแต่อ่านนิยายไม่สนใจการเรียนหมกมุ่นอยู่แต่พระเอกซีรีส์เมื่อไหร่แกจะโตสักที” เสียงพ่อที่ดังเหมือนยืนอยู่ใกล้ๆ ตรงนั้น มีมี่ปาดน้ำตา เมื่อรู้ว่าคนที่เผาหนังสือนิยายของมีมี่ก็คือพ่อนั่นเอง
ไม่ได้โต้ตอบอะไรเอาแต่ปล่อยให้ตัวเองร้องไห้แบบไม่มีเสียงแม้แต่สะอื้นยังไม่กล้าทำ
