บทที่ 1.1
เสียงกรีดร้องของสาวใช้ทำให้หญิงสาวรีบเอามือปิดปาก ภายในช่องมองลอดจากกองไม้ สวี่เชียนมองเห็นสาวใช้ของตนถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหด หลังจากทั้งสองแอบหนีออกมาจากจวนแม่ทัพเสิ่น
บ้านเมืองคับขัน การเข่นฆ่าสังหารกระจายอยู่ทั่วมุมเมือง องค์ชายรองร่วมมือกับขุนนางคนสนิทก่อกบฏ ซึ่งหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้นก็คือสามีของนาง แม่ทัพเสิ่น เสิ่นอวิ๋น!!!
สามปีที่แต่งให้เขา ความรัก ความอ่อนโยน แม้แต่ท่าทีจงรักภักดีต่อบ้านเมือง กลับสูญสลายราวกับภาพลวงตา
ชื่อเสียง อำนาจ อิทธิพล เงินทอง ตำแหน่งหน้าที่ ทุกอย่างดึงดูดให้ขุนนางเกิดความละโมบ เสิ่นอวิ๋นเองก็เป็นหนึ่งในคนที่มีความทะเยอทะยาน เขาร่วมมือกับผู้อื่นเล่นงานบิดา สังหารพี่ชาย ทำให้จวนกั๋วกงล่มสลาย แม้นางยังคงมีชีวิตอยู่แต่ก็คงอีกไม่นาน ด้วยมารดาของเขาเห็นนางเป็นหอกข้างแคร่มานานแล้ว หลังจวนกั๋วกงไม่ให้ความร่วมมือ นางไม่หนีสิจึงจะเป็นเรื่องที่โง่เขลา
บิดา มารดาของนางถูกกักบริเวณในจวน นางจะไปหาบุพการีทั้งสอง จากนั้นหลบหนีออกจากเมืองหลวง ไปส่งข่าวให้แม่ทัพซ่งล่วงรู้และเข้ามาปราบกบฏ!!!
หญิงสาว...เพิ่งผ่านตรอกมืดๆ ใกล้ทางเข้าจวนกั๋วกง ทว่าตอนนั้นเองนางกลับถูกลากให้กลับเข้าไปในตรอก มือใหญ่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดปิดปากที่กำลังจะส่งเสียงกรีดร้อง
สวี่เชียนดิ้นรนสุดกำลัง ทว่าที่ทำได้คือปัดป่ายมืออย่างไร้ความหวัง
“อย่าส่งเสียงหากไม่อยากตาย!”
เสียงกระซิบดุดันดังขึ้นข้างหู ทั้งสองล้มลงไปนั่งบนพื้นข้างๆ กองกระสอบบนพื้น จากนั้นในเงามืดหญิงสาวมองเห็นกลุ่มทหารที่กำลังวิ่งวนคล้ายหาอะไรบางอย่าง ใครบางคน...
กลิ่นเลือดคละคลุ้ง เสียงกรีดร้องดังแว่ว เสียงขอความช่วยเหลือ และ...จังหวะหัวใจที่มั่นคงแม้สถานการณ์น่าหวาดหวั่น นางเพิ่งรู้ตัวว่านั่งแหมะลงบนตักของชายที่ซ้อนตัวอยู่ด้านหลัง
มือของเขาถือทวนเล่มหนึ่งไม่ปล่อย ลมหายใจสะดุดเป็นจังหวะ “ข้า...จะปล่อยเจ้า แต่เจ้าต้องรับปากว่าจะไม่ส่งเสียง ด้านนอกนั่นเต็มไปด้วยโจรกบฏ”
นางรีบพยักหน้าเร็วๆ ด้วยความตื่นกลัวดังนั้นเขาจึงปล่อยมือ สวี่เชียนรีบลุกขึ้นยืนจากนั้นหันกลับไปมองบุรุษที่ช่วยชีวิต เขาเองก็ลุกขึ้นยืนแล้ว เช่นนี้นางจึงต้องเงยหน้าขึ้นมองด้วยเขาตัวสูงใหญ่ยิ่งนัก ความสูงของนางนั้น...หน้าผากน่าจะอยู่แถวๆ ปลายคางเขาด้วยซ้ำ
“ขะ...ขอบคุณที่ช่วยเจ้าค่ะ”
เขาส่งเสียง “จะกลับจวนหรือ”
นางเงยหน้าเลิกคิ้วมองเขาด้วยความประหลาดใจ เขาไม่ได้ไขความสงสัยให้นางว่าเหตุใดรู้จักนาง “สวี่กั๋วกงกับฮูหยินมิได้อยู่ที่นี่ ฝ่าบาทมีรับให้คุ้มกันสวี่กั๋วกงกับคนที่เหลือรอดออกไปจากเมืองหลวงตั้งแต่เมื่อเช้า” เขาเพิ่งพูดจบก็มีเสียงกรีดร้องของอิสตรี
บนถนนทหารกบฏกำลังลากคุณหนูจากจวนใดจวนหนึ่ง ส่งเสียงหัวเราะและพูดจาหยาบโลน การก่อกบฏที่เต็มไปด้วยความโสมม ทหารที่ข่มขืนเข่นฆ่าสังหารอย่างไร้คุณธรรม จวนใหญ่ถูกปล้นฆ่า จวนเล็กถูกเผาทำลาย เมืองหลวงในยามนี้เต็มไปด้วยควันดำมืดของความโฉดชั่ว ไร้สิ้นซึ่งความสงบ ความยิ่งใหญ่ ความมั่งคั่งเช่นในอดีต
ชายหนุ่มตรงหน้ามองนางด้วยสายตายุ่งยาก “ตามข้ามา” เขากระซิบจากนั้นลากนางให้ออกเดิน “ข้ากำลังจะไปยังจวนใต้เท้าฟู่ องค์รัชทายาททรงประทับอยู่ที่นั่น หากโชคดีเจ้าอาจจะได้ออกไปจากเมืองหลวงพร้อมทุกคน ไปยังเมืองกู่ซางเพื่อขอกำลังพลของแม่ทัพซ่งให้เข้ามาปราบกบฏ บิดาของเจ้าเองก็น่าจะอยู่ที่นั่น”
เขาพานางหลบเร้นในความมืด ลัดเลาะไปตามถนนที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด มือหยาบกระด้างจับข้อมือของนางแน่นข้างหนึ่ง อีกข้างกุมทวนที่เต็มไปด้วยคราบเลือด ระหว่างทางเขากรุยทางนางเดินตาม สองมือของเขาเต็มไปด้วยเลือด ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล ทว่านางกลับปลอดภัยไร้ซึ่งรอยขีดข่วน
ลูกธนูพุ่งเข้ามาจากอีกฟากของถนน เขาผลักนางจนกระเด็นทำให้เขาต้องคันศรนั้นกลางอก เสียงตะโกนดังขึ้น
“ข้ายิงเขาแล้ว! ข้ายิงผู้บัญชาการหลินแล้ว!”
ผู้บัญชาการหลิน??
สวี่เชียนเบิกตาปราดเข้าไปประคองชายหนุ่ม เขาซัดทวนในมือออกไปแทงทะลุชายคนที่กำลังตะโกน จากนั้นร่างก็แทบจะทรุด หญิงสาวยกแขนเขาพาดบ่า ช่วยประคองเขาให้ออกเดิน
“ไป” เขาสูดลมหายใจยกมือขึ้นหักปลายลูกธนู
“ท่าน…!!!” นางเบิกตามองเขา