บทที่ 1.2
ห้วงเวลาของชีวิตที่เป็นเหมือนบุปผาที่ผลิบาน นางใช้ทั้งหมดนั้นไปกับบุรุษที่นางรักหมดใจ มอบทุกอย่างให้เขาไม่มีเหลือ ไม่เคยคิดเผื่อให้ตัวเอง เพียงเพื่อหวังให้เขาได้ก้าวขึ้นไปยังจุดสูงสุดของความหวัง
นางได้เป็นฮูหยินเอกของเขา
นางได้เป็นฮูหยินน้อยจวนแม่ทัพ
นางคือคนที่อยู่เคียงข้างเขาในทุกๆ ช่วงเวลาหลังจากแต่งงาน
นางเป็นสตรีที่ผู้คนในเมืองหลวงอิจฉาริษยา
แล้วอย่างไร...สิ่งที่นางได้ตอบแทนคืนมาท้ายที่สุดก็คือความว่างเปล่านี่อย่างไรเล่า
ลมหายใจขาดห้วง ชีวิตหลุดลอย ความอึดอัดที่พรั่งพรู หน้าอกที่เจ็บร้าวและความมืดที่คืบคลาน ความกลัวในใจกลับกลายเป็นความสงบ กระทั่งทุกอย่างดำมืดอวิ๋นซูฮวาก็ยังยอมรับในทุกๆ ชะตาชีวิตที่เกิดขึ้น ไม่โทษฟ้า ไม่โทษผู้ใด ไม่กล่าวโทษแม้แต่ตัวเอง...
นาง...ล่องลอยอยู่เหนือความว่างเปล่า มองไม่เห็นสิ่งใดแม้แต่มือของตัวเองที่ยกขึ้น ไม่อาจสัมผัส ไม่มีความเจ็บปวด ไม่ได้ยินเสียง ไม่รู้สึกถึงใดๆ รอบตัว
“นี่หรือคือความตาย” นางกระซิบเสียงเบามากจนแม้แต่ตัวเองก็ไม่ได้ยิน
“คุณหนูเจ้าคะ??”
คล้ายได้ยินเสียงของเสี่ยวฝูสาวใช้คนสนิท อวิ๋นซูฮวาขมวดคิ้ว “คุณหนูท่านละเมอหรือเจ้าคะ??” เสี่ยวฝูกระซิบถามเสียงเบาคล้ายอยู่จากที่ไกลๆ หญิงสาวพยายามลืมตาทว่าความรู้สึกหนักอึ้งทำให้ไม่อาจทำได้ดังใจ
“คุณหนู...” เสียงนั้นใกล้เข้ามาพร้อมกับเสียงฝีเท้า “คุณหนูเจ้าค่ะตื่นเร็วเข้า คุณหนู!”
นางลืมตาพรวด! กระทั่งสบตากับเสี่ยวฝูที่มองมาด้วยสายตาห่วงกังวล “ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ ข้าน้อยได้ยินท่าน...ส่งเสียง”
“เสี่ยว...ฝู?” ลำคอแห้งผากจนนางส่งเสียงพูดแทบไม่ได้ ความทรงจำที่ลำคอถูกรัดแน่น หน้าอกที่อึดอัดจนแทบระเบิด ทุกอย่างล้วนชัดเจนในความรู้สึก “น้ำ...”
เสี่ยวฝูรีบรินน้ำชาที่ยังคงอุ่นร้อนส่งมาทันที “น้ำเจ้าค่ะ”
นางรีบดื่มน้ำจนสำลัก เสี่ยวฝูสองตาแดงก่ำ “คุณหนูท่านทำให้ข้าตกใจ มิสู้ให้ข้าน้อยไปแจ้งฮูหยินกับนายท่านให้ตามหมอ?”
นางรีบโบกมือจากนั้นมองไปรอบๆ ลำคอยังคงเจ็บร้าว สายตามองไปรอบห้องนอนของนาง “ที่นี่...เรือนข้า?”
“ย่อมต้องเป็นเรือนบุปผาของท่าน คุณหนูท่านนอนกลางวันเลยเวลาจึงละเมอ ข้าน้อยได้ยินเสียง... ท่านไม่เคยละเมอมาก่อน ข้าน้อยได้ยินเสียงร้องไห้” เสี่ยวฝูเม้มปากกลั้นน้ำตา “ท่าน...คงมิใช่ไม่สบาย?”
ความทรงจำสุดท้ายถูกขุดขึ้นมา เรือนนอนหลังนี้...เรือนบุปผา นางไม่ได้กลับมาอีกเลยตั้งแต่แต่งให้เยี่ยชิงอัน ยิ่งไปกว่านั้นหลังนางแต่งงานเรือนหลังนี้ยังถูกยกให้น้องสาวคนที่หกที่เพิ่งปักปิ่น
“เสี่ยวลิ่วเล่า”
“คุณหนูหก? ก็ต้องอยู่ที่เรือนกับอี๋เหนียงสิเจ้าคะ”
หญิงสาวลุกพรวดลงจากเตียง ทว่าเพราะรีบร้อนจึงล้มลงกระแทกพื้น เสี่ยวฝูเข้ามาช่วยแต่นางปัดมือของอีกฝ่ายจากนั้นลุกขึ้นด้วยตัวเองวิ่งไปยังหน้าต่าง ก่อนถึงหน้าต่างเงาที่ผ่านคันฉ่องบนโต๊ะทำให้ชะงัก
ใบหน้าเยาว์วัยของนางเมื่อยามที่ยังไม่ปักปิ่น “ข้า...” อวิ๋นซูฮวาถึงขั้นอ้าปากค้างพูดไม่ออกแม้ครึ่งคำ สายตาจ้องมองเข้าไปในคันฉ่อง มวยผมง่ามคู่เด่นชัดกับดวงตาของนางที่ยังบริสุทธิ์ไร้เดียงสา
นาง...ตายไปแล้วมิใช่หรือ! ตายไปตอนอายุได้ยี่สิบสามปี จำได้ว่าเพราะต้องแบกรับจวนแม่ทัพ ร่างกายของนางทรุดโทรม ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยของความเหนื่อยล้า นางยังมีแผลเป็นเล็กๆ ที่ข้างขมับเพราะเป็นลมล้มพับกระแทกพื้น
ตอนนี้...เวลานี้ นางกำลังมองตัวเองในวัยสิบสี่ ยังไม่ปักปิ่น ยังไม่แต่งงาน!!!
“เสี่ยวฝูวันนี้ เวลานี้ วันที่เท่าไหร่ ปีอะไร ฮ่องเต้...”
“คุณหนูท่านทำข้าน้อยกลัว...”
“ตอบข้ามาก่อน!”
เสี่ยวฝูสะดุ้ง “วันนี้วันที่เก้า เดือนเจ็ด ปีที่สิบหกแห่งรัชศกเซวียนหยวน”
!!! นางทรุดตัวลงนั่งบนพื้นที่เย็นเยียบ อีกสามเดือนถัดจากนี้นางมีโอกาสได้ติดตามมารดาเข้าวังหลวง ได้เล่นฉินต่อหน้าพระพักตร์ไทเฮาจนมีชื่อเสียง หลังจากนั้นนางก็ได้รับเทียบเชิญไปงานเลี้ยงตระกูลเยี่ยและได้พบเยี่ยชิงอัน!!!