บทที่ 2 เจ้าบ่าวของจ้าวชิงหราน
รอยยิ้มบนใบหน้าของซ่งฉางเยว่ทำให้จ้าวชิงหรานหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะดึงแขนเสื้อเขาอีกครั้ง
“หรือว่าพี่จะเปลี่ยนใจแล้ว”
ซ่งฉางเยว่ได้สติในทันที เขารีบส่ายหน้ารัว
“ไม่!”
“พี่ไม่มีวันเปลี่ยนใจ!”
คำตอบที่รีบร้อนของเขาทำให้คนที่ยืนฟังคำตอบระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก บรรยากาศอันอึดอัดเมื่อครู่ค่อย ๆ คลี่คลาย จ้าวชิงเฉิงเดินเข้าไปตบไหล่เพื่อนรักอย่างแรง
“ขอบคุณนะฉางเยว่ ฉันขอบคุณนายจริงๆ ที่วันนี้นายมาแต่งงานกับน้องสาวของฉัน มาช่วยกู้หน้าให้ครอบครัวฉัน วันหน้าฉันจะยอมเป็นวัวเป็นม้าให้นาย ไม่ว่านายต้องการจะให้ฉันทำอะไรฉันก็ยินดี”
คำพูดของจ้าวชิงเฉิงทำให้จ้าวชิงหรานนิ่วหน้า แต่ซ่งฉางเยว่กลับส่ายหน้าแล้วพูดออกมาเสียงเบา
“ฉันไม่ได้แต่งกับน้องสาวนายเพื่อช่วยกู้หน้าให้ครอบครัวของนายเสียหน่อย ฉันแต่งงานกับชิงหรานก็เพราะอยากแต่งงานกับเธอจริงๆ”
เมื่อจ้าวชิงหรานได้ยินคำพูดของเขาแล้วหัวใจก็พลันอ่อนยวบ
ชาติที่แล้ว...เธอช่างโง่เขลาเหลือเกินที่มองข้ามความจริงใจของเขาไป แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อสวรรค์เมตตาให้โอกาสอีกครั้ง ครั้งนี้... เธอจะไม่ปล่อยให้ชายผู้ซื่อสัตย์คนนี้ต้องใช้ชีวิตอย่างเดียวดายอีก และจะไม่ปล่อยให้ความสามารถของเขาถูกฝังอยู่แค่ในหมู่บ้านชายทะเลเล็ก ๆ แห่งนี้
เธอจะพาเขา... พาครอบครัว... รวมถึงทุกคนที่รักเธอ ก้าวไปสู่ชีวิตที่มั่งคั่งไปด้วยกัน
ส่วนกู้หมิงเจ๋อ... ตั้งแต่วินาทีที่เขาเลือกทอดทิ้งเธอ เขาก็กลายเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่ไม่มีค่าให้จดจำอีกต่อไป
“แต่งงาน! แต่งเดี๋ยวนี้เลย”
เสียงของจ้าวชิงเฉิงดังลั่นขึ้นเป็นคนแรก ทำลายความเงียบงันภายในห้องเขาตบไหล่ซ่งฉางเยว่อย่างแรงจนอีกฝ่ายเซไปเล็กน้อย สีหน้าเต็มไปด้วยความยินดี
“ในเมื่อชิงหรานตอบตกลงแล้ว งานแต่งงานก็จะยังคงจัดขึ้น ไม่มีเหตุผลจะปล่อยให้คนทั้งหมู่บ้านหัวเราะเยาะพวกเราอีก”
ซ่งฉางเยว่ยังคงยืนนิ่ง ราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง จนกระทั่งจ้าวชิงเฉิงตบไหล่เขาอีกครั้ง
“ฉางเย่! ยังจะยืนโง่อยู่อีกหรือ รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียสิ”
ชายหนุ่มจึงได้สติ รีบก้มลงมองเสื้อผ้าที่เปียกชื้นจากน้ำทะเลของตนเอง ก่อนจะหน้าแดงขึ้นมา
“เสื้อผ้า...”
“จะไปเปลี่ยนเดี๋ยวนี้แหละ”
เมื่อพูดจบซ่งฉางเยว่ก็รีบวิ่งออกจากบ้านไปทันที ภาพชายร่างสูงที่วิ่งอย่างรีบร้อนจนชนข้าวของด้านนอกตกหล่น ทำให้คนในห้องหัวเราะออกมาอย่างพร้อมเพรียง แม้แต่จ้าวชิงหรานยังหลุดหัวเราะออกมา ชาติที่แล้วเธอไม่เคยรู้เลยว่าซ่งฉางเยว่ก็มีด้านซุ่มซ่ามเช่นนี้เหมือนกัน
ไม่นานนัก ข่าวที่เจ้าบ่าวของจ้าวชิงหรานเปลี่ยนจากกู้หมิงเจ๋อเป็นซ่งฉางเยว่ก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งหมู่บ้าน
ชาวบ้านที่กำลังเตรียมกลับบ้านต่างก็รีบเดินย้อนกลับมาดูความคึกคักอีกครั้ง
“จริงหรือ”
“ซ่งฉางเยว่จะเป็นเจ้าบ่าวแทน”
“คนบ้านซ่งคนนั้นหรือ”
“ถึงจะจน แต่เป็นคนดีนะ”
“ขยันมากด้วย”
“ใช่ ได้ยินว่าทุกวันออกทะเลตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง”
“เขาดีกว่ากู้หมิงเจ๋อตั้งหลายเท่า”
คำพูดเหล่านั้นลอยเข้ามาในหูของจ้าวชิงหราน หากเป็นชาติที่แล้วเธอคงจะรู้สึกว่าทุกคนกำลังสมเพชเวทนาเธอ แต่ชาตินี้ทุกคนก็ต่างคาดไม่ถึงกันทั้งนั้นว่าแม้เธอจะเปลี่ยนตัวเจ้าบ่าวกะทันหัน แต่เจ้าบ่าวของเธอกลับเป็นคนที่ดีกว่าเจ้าบ่าวคนเก่าอย่างกู้หมิงเจ๋อเสียอีก
ภายในห้องเจ้าสาว แม่ของจ้าวชิงหรานกำลังหวีผมให้ลูกสาวใหม่อีกครั้ง มือของเธอสั่นเทาเล็กน้อย
“แม่...”
ชิงหรานเรียกเบา ๆ
“ลูกจะโทษแม่หรือไม่ ถ้าแม่ไม่เร่งให้ลูกรีบแต่งงานกับหมิงเจ๋อ วันนี้ก็คงไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น”
ชิงหรานจับมือของแม่ของเธอเอาไว้
“หนูไม่โทษแม่หรอกค่ะ”
“เป็นหนูเองต่างหากที่ตาบอด ไปรักคนจิตใจโลเลอย่างกู้หมิงเจ๋อ”
น้ำเสียงของเธอจริงจัง
“คนที่ไม่รักเราแล้ว ต่อให้ฝืนรั้งไว้ ก็ไม่มีวันเป็นของเรา”
“แต่คนที่รักเรา...”
จ้าวชิงหรานพูดพลางยิ้มออกมาอย่างบางเบา
“ต่อให้เราไม่เคยมองเห็น เขาก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิม”
แม่มองเธอด้วยความประหลาดใจ แค่เพียงชั่วพริบตาเด็กสาวที่เคยเอาแต่ใจ ทำไมจึงดูเติบโตขึ้นราวกับผ่านเรื่องราวมากมายมาแล้วทั้งชีวิต
ช่วงบ่าย พิธีแต่งงานเริ่มขึ้นอีกครั้ง ที่บ้านตระกูลจ้าว นอกจากจะจัดพิธีแต่งงานที่บ้านเจ้าสาวแล้ว เจ้าบ่าวยังเปลี่ยนคนอีก ทุกคนที่มาร่วมแสดงความยินดีต่างไม่มีใครกล้าพูดสิ่งใดที่ไม่เป็นมงคลเพราะเห็นแก่หน้าเจ้าสาวอย่างจ้าวชิงหราน
ซ่งฉางเยว่สวมชุดสีน้ำเงินเข้มที่ดีที่สุดของตน แม้จะเป็นเสื้อผ้าเก่าที่ซักจนสีซีด แต่สะอาดเรียบร้อย เขายืนอยู่หน้าประตูบ้านด้วยท่าทางเกร็งไปทั้งตัว จ้าวชิงเฉิงเดินมากระซิบข้างหู
“เฮ้! อย่าบอกนะว่านายกำลังตื่นเต้น”
ซ่งฉางเยว่พยักหน้า
“ตอนนี้ฉันประหม่ามาก”
“ตอนที่ออกทะเลเจอคลื่นใหญ่มากกว่านี้ ยังไม่ตื่นเต้นเท่านี้เลย”
จ้าวชิงเฉิงหัวเราะเสียงดัง
“คิดไม่ถึงว่านายก็มีวันนี้เหมือนกัน แต่ก็ขอบใจนายมากนะ...”
จ้าวชิงเฉิงพูดออกมาด้วยความซึ้งใจ ส่วนซ่งฉางเยว่หันไปมองเขาตั้งใจว่าจะพูดบางอย่างเพื่ออธิบายให้จ้าวชิงเฉิงเข้าใจ เขาไม่ได้ขอแต่งงานกับจ้าวชิงหรานเพื่อช่วยกู้หน้าให้เธอ แต่เขาอยากจะใช้ชีวิตคู่กับเธอจริงๆ ต่างหาก แต่จ้าวชิงเฉิงกลับไปไม่สนใจเขา จ้องมองไปที่ประตูบ้านเพื่อรอให้เจ้าสาวออกมาทำพิธีที่ลานบ้าน
ไม่นานนัก ประตูบ้านก็เปิดออก จ้าวชิงหรานในชุดเจ้าสาวสีแดงสดก้าวออกมาช้า ๆ ชุดแต่งงานสีแดงสดทำให้ใบหน้าขาวผ่องของเธอดูเปล่งประกายและดูสวยงามมากขึ้นกว่าเดิม
ซ่งฉางเยว่ถึงกับลืมหายใจ สายตาของเขาไม่อาจละไปจากใบหน้าของหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาได้เลย
จ้าวชิงหรานเดินมาหยุดตรงหน้าเขา ยิ้มบาง ๆ แล้วส่งเสียงเรียกเขา
“พี่ฉางเยว่”
แค่เพียงได้ยินเสียงของเธอก็ทำให้ ดวงตาของชายหนุ่มแดงก่ำ เขารีบหันหน้าไปอีกทางอย่างลนลาน กลัวว่าเธอจะเห็นความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความอ่อนไหวของตน
จ้าวชิงหรานเห็นทุกอย่างในแววตาของเขา หัวใจของเธอพลันปวดหนึบ ชาติที่แล้ว... ผู้ชายคนนี้ร้องไห้เพื่อเธอจนแทบขาดใจ แต่วันนี้ เพียงเพราะเธอยอมแต่งงานกับเขา เขาถึงกับดีใจจนแทบจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ช่างเป็นคนโง่จริง ๆ แต่เป็นคนโง่ที่เธออยากดูแลไปตลอดชีวิต
เสียงผู้เฒ่าในหมู่บ้านดังขึ้น
“ได้ฤกษ์แล้ว!”
จ้าวชิงหรานจึงได้เดินไปหาเขา คนทั้งสองไปยืนเคียงคู่กันหน้าลานพิธี
“คารวะฟ้าดิน!”
ท่ามกลางสายตาของชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน ซ่งฉางเยว่กับจ้าวชิงหรานคุกเข่าลงพร้อมกัน
คารวะฟ้าดิน
คารวะพ่อแม่
ก่อนจะหันหน้าเข้าหากัน
สามีภรรยาคารวะซึ่งกันและกัน
ทันทีที่ทั้งสองโค้งคำนับเสร็จ เสียงปรบมือและเสียงแสดงความยินดีก็ดังสนั่นไปทั่วทั้งลานบ้าน
ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป จ้าวชิงหรานก็ไม่ใช่อดีตคู่หมั้นและคนรักของกู้หมิงเจ๋ออีก แต่เธอคือ...ภรรยาของซ่งฉางเยว่โดยชอบธรรม
