บทที่ 1: การวินิจฉัยของคนตาย
บทที่ 1: การวินิจฉัยของคนตาย
บรรยากาศภายในห้องนอนซอมซ่อของเรือนท้ายจวนแม่ทัพมู่หรงเย็นยะเยือกขึ้นอย่างน่าประหลาด ไม่ใช่เพราะลมหนาวที่พัดกรูเกรียวผ่านหน้าต่างบานพังๆ เข้ามา แต่เป็นเพราะแววตาของเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังจ้องมองผู้มาเยือน
มู่หรงเฟย คุณหนูรองผู้แสนเย่อหยิ่งชะงักฝีเท้า นางรู้สึกเหมือนมีเข็มแหลมนับพันเล่มจ่ออยู่ที่คอหอย ทั้งที่ตรงหน้ามีเพียงเด็กสิบขวบที่นอนป่วยซมซาน
“จะ...เจ้าพูดบ้าอะไรของเจ้า! ใครจะไปกลัวผีสางไร้สาระ!” มู่หรงเฟยตวาดกลบเกลื่อนความหวาดหวั่น นางสะบัดชายแขนเสื้อผ้าไหมราคาแพง เดินปรี่เข้ามาที่ข้างเตียง ตั้งใจจะกระชากร่างเล็กนั่นให้ตื่นจากฝัน “เป็นแค่ลูกที่พ่อไม่รัก คู่หมั้นก็รังเกียจ ยังจะปากดี! ข้าจะสั่งสอนให้เจ้ารู้สำนึกว่าใครเป็นนายของเรือนนี้!”
ฝ่ามือเรียวที่ประดับด้วยกำไลหยกเนื้อดีเงื้อขึ้นหมายจะตบลงบนใบหน้าซีดเซียว
หมับ!
เสี้ยววินาทีก่อนที่ฝ่ามือจะปะทะแก้ม มือเล็กผอมแห้งของ มู่หรงเสวี่ย ก็คว้าเข้าที่ข้อมือของพี่สาวต่างมารดาอย่างแม่นยำ
“ปล่อยข้านะ! แรงมดปลวกอย่างเจ้าคิดจะสู้ข้า...” มู่หรงเฟยกรีดร้อง แต่แล้วเสียงของนางกลับขาดห้วงไป เมื่อความรู้สึกเจ็บปวดแปล๊บแล่นพล่านจากข้อมือลามไปถึงหัวไหล่ ราวกับถูกกระแสไฟช็อตอย่างรุนแรง แขนข้างนั้นชาจนไร้ความรู้สึก
มู่หรงเสวี่ยไม่ได้ออกแรงบีบกระดูก... นางในร่างนี้ไม่มีแรงพอจะทำเช่นนั้น แต่ ‘หลินซูเหยา’ รู้ดีว่าต้องกดที่จุด ‘เน่ยถือกวน’ องศาไหนถึงจะทำให้เส้นประสาทหยุดทำงานชั่วคราว
“พี่รอง... ท่านดูหน้าซีดๆ นะเจ้าคะ”
เด็กหญิงตัวน้อยเอียงคอเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มที่ดูไร้เดียงสาแต่แววตกลับว่างเปล่าลึกล้ำ นางค่อยๆ ปล่อยมือที่ชาด้านของมู่หรงเฟยลงช้าๆ ราวกับรังเกียจที่จะแตะต้องนานกว่านี้
“ชีพจรของท่านเต้นเร็วผิดปกติ เหงื่อออกตามไรผมทั้งที่อากาศหนาว... นี่เป็นอาการของคนที่มี ‘ความร้อนในใจ’ หรือไม่ก็... กำลังหวาดกลัวความผิดที่ตัวเองก่อไว้”
น้ำเสียงของนางราบเรียบ แต่ทุกถ้อยคำกลับหนักอึ้งดั่งหินผา มู่หรงเฟยก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว นางกุมข้อมือที่ยังชาไม่หาย มองน้องสาวคนนี้ด้วยสายตาตื่นตระหนก
“เจ้า... เจ้าไม่ใช่เสวี่ยเอ๋อร์! เจ้าเป็นตัวอะไร!”
“ข้าก็คือน้องสาวที่ท่าน ‘รัก’ จนอยากส่งไปอยู่กับท่านแม่ในปรโลกอย่างไรเล่า” มู่หรงเสวี่ยไอโขลกออกมาเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาอีกครั้ง คราวนี้แววตาของนางคมกริบดุจใบมีดผ่าตัด “กลับไปซะ ก่อนที่ข้าจะเล่าให้ท่านพ่อฟังว่า... รอยช้ำที่คอข้า กับรอยเล็บที่ข้อมือท่าน มันช่างพอดีกันราวกับกุญแจกับแม่กุญแจ”
มู่หรงเฟยหน้าถอดสี นางรู้ดีว่าแม้บิดาจะไม่รักมู่หรงเสวี่ย แต่หากเรื่องนี้รู้ไปถึงหูคนนอกว่า ‘พี่สาวฆ่าน้องสาว’ ชื่อเสียงของจวนแม่ทัพย่อมป่นปี้ และนางจะหมดโอกาสแต่งเข้าวังหลวง
“ฝากไว้ก่อนเถอะ! นังเด็กผี!”
คุณหนูรองสะบัดหน้าหนี วิ่งกระหืดกระหอบออกจากเรือนไปพร้อมกับบ่าวรับใช้ ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดและกลิ่นแป้งราคาแพงที่ค่อยๆ จางหายไป
...
เมื่อพ้นภัยคุกคาม ร่างกายของเด็กสิบขวบก็ทรุดฮวบลงกับหมอนทันที
“คุณหนู! คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ!” เสี่ยวถาว สาวใช้คนสนิทรีบถลาดเข้ามาประคอง น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม “บ่าวกลัวแทบแย่ นึกว่าคุณหนูรองจะทำร้ายท่านอีกแล้ว”
หลินซูเหยาในร่างมู่หรงเสวี่ยหลับตาลงเพื่อปรับลมหายใจ นางรู้ดีว่าเมื่อครู่คือการ ‘ขู่เสือให้กลัว’ โดยใช้จิตวิทยาล้วนๆ หากมู่หรงเฟยกล้าลงมือจริงๆ นางในสภาพนี้คงตายซ้ำสองแน่
“เลิกร้องไห้...” เสียงของนางแหบแห้งแต่เด็ดขาด “น้ำตาของเจ้าไม่ได้ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บ หรือทำให้ท้องพวกเราอิ่ม”
เสี่ยวถาวสะอึก กลืนก้อนสะอื้นลงคอทันที นางไม่เคยได้ยินคำพูดเช่นนี้จากคุณหนูผู้แสนอ่อนแอมาก่อน
“ขอน้ำ... แล้วก็กระจก”
สาวใช้รีบกุลีกุจอไปรินน้ำชาเย็นชืดใส่ถ้วยเก่าๆ มาให้ มู่หรงเสวี่ยจิบน้ำประทังความกระหาย ก่อนจะรับคันฉ่องมาสำรวจร่างกายตัวเองอย่างละเอียดอีกครั้ง
ภาพในกระจกสะท้อนเด็กหญิงที่มีโครงหน้าได้รูปงดงามดั่งตุ๊กตาเคลือบ แต่กลับซูบผอมจนเห็นกระดูกไหปลาร้า ผิวขาวซีดเซียวราวกับกระดาษ และริมฝีปากม่วงคล้ำเล็กน้อย... ไม่ใช่เพราะความหนาว แต่เป็นเพราะพิษ
‘ชีพจรอ่อน แรงดันเลือดต่ำ... มีสารหนูสะสมในปริมาณน้อยมาเป็นเวลานาน’
หลินซูเหยาวินิจฉัยอาการในใจอย่างรวดเร็ว นางจับชีพจรตนเอง พลางกวาดตามองสภาพร่างกายที่เต็มไปด้วยร่องรอยของการขาดสารอาหารและการถูกทารุณกรรมทางอ้อม ร่างกายนี้อายุสิบขวบ แต่พัฒนาการกลับเหมือนเด็กแปดขวบ
“เสี่ยวถาว... อาหารมื้อล่าสุดของข้าคือเมื่อไหร่?”
“เอ่อ... เมื่อวานช่วงเย็นเจ้าค่ะ เป็นข้าวต้มน้ำใสกับผักดอง” เสี่ยวถาวตอบเสียงอ่อย “ทางโรงครัวบอกว่าช่วงนี้วัตถุดิบขาดแคลน จึงแบ่งมาให้เรือนเราได้แค่นี้”
“วัตถุดิบขาดแคลน? ในจวนแม่ทัพผู้เกรียงไกรเนี่ยนะ?” มู่หรงเสวี่ยแค่นหัวเราะในลำคอ “ดูท่า... แม่เลี้ยงของข้าคง ‘จัดการ’ งบประมาณในจวนได้ดีเหลือเกิน”
นางพยุงกายลุกขึ้นยืน แม้ขาจะสั่นเทาแต่จิตวิญญาณของศัลยแพทย์ผู้ไม่เคยยอมแพ้ต่อความตายสั่งให้นางก้าวเดิน นางเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังสวนรกชัฏหลังเรือนที่เต็มไปด้วยวัชพืช
ในสายตาของคนทั่วไป มันคือป่ารกสกปรก แต่ในสายตาของหลินซูเหยา... มันคือ ‘ตู้ยา’
“เสี่ยวถาว... ไปเตรียมหม้อดินมาต้มน้ำ แล้วตามข้ามา”
“คะ...คุณหนูจะทำอะไรหรือเจ้าคะ? อากาศข้างนอกหนาวมากนะเจ้าคะ!”
มู่หรงเสวี่ยหันกลับมามองสาวใช้ด้วยสายตาที่มั่นคงและทรงอำนาจเกินวัย
“ข้าจะไม่อยู่รอความตายในห้องนี้ เราต้องรอด... และการจะรอดได้ ข้าต้องรักษาตัวเองก่อน”
นางก้าวเท้าเล็กๆ ออกจากประตู เดินฝ่าลมหนาวไปยังกอวัชพืชสีเขียวเข้มที่ขึ้นอยู่ริมกำแพงผุพัง มือเล็กๆ เด็ดใบไม้รูปทรงเรียวรีขึ้นมาดม
‘ฟ้าทะลายโจร... หญ้าแห้วหมู... แล้วก็นั่น ว่านหางจระเข้พันธุ์ป่า’
ริมฝีปากที่แห้งผากกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่งดงามแต่แฝงด้วยความอันตรายฉายชัดบนใบหน้าของเด็กหญิง
“แม่เลี้ยงใจดีอุตส่าห์ปลูกสมุนไพรชั้นดีไว้ให้ข้าถึงหลังบ้าน หากไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์ ก็คงเสียน้ำใจแย่...”
มู่หรงเสวี่ยคนเก่าอาจจะตายเพราะความโง่เขลาและอ่อนแอ แต่หลินซูเหยาผู้นี้... จะเปลี่ยนวัชพืชไร้ค่าเหล่านี้ให้กลายเป็นอาวุธ และเปลี่ยนร่างกายขี้โรคนี้ให้กลายเป็นนางพญา!
