ตอนที่ 5 ขุนเขาจำนน
ท่ามกลางความสลัวของยามหัวค่ำที่ลมเย็นยะเยือกเริ่มพัดผ่านเรือนพัก หรงเชียนเสวี่ย ทอดสายตาคมปลาบมองไปยังร่างของคนขับรถม้าที่ยืนก้มหน้าตัวสั่นงันงกอยู่เบื้องหน้า ระยะทางจากคฤหาสน์ไปถึงหมู่บ้านเฮยซือนั้น แม้จะไม่ไกลสุดกู่ แต่การที่เขากลับมาปรากฏตัวไวกว่ากำหนดเช่นนี้ย่อมมีเงื่อนงำ เพราะอย่างเร็วที่สุดเขาควรจะกลับมาถึงในเช้าวันพรุ่งนี้
"เจ้าได้รับคำสั่งจากข้าให้นำร่างของสาวใช้นางนั้นไปส่งที่หมู่บ้านใช่หรือไม่... แล้วเหตุใดตัวเจ้าจึงกลับมาไวเพียงนี้?"
น้ำเสียงของนางเรียบเย็นทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจบีบคั้นจนคนขับรถม้าแทบจะหยุดหายใจ เขาตระหนักดีว่าคนในตระกูลหรงนั้นโหดเหี้ยมและเด็ดขาดเพียงใด ความประมาทเพียงนิดอาจหมายถึงชีวิตที่หลุดลอย
"พะ... พอดีช่วงเช้าก่อนที่บ่าวจะออกไปนอกจวน บ่าวบังเอิญพบกับท่านแม่ทัพเข้าขอรับ" เขาละล่ำละลักตอบด้วยเสียงสั่นพร่า "ท่านแม่ทัพเห็นว่างานนี้อาจจะเกินกำลังของบ่าว จึงมีบัญชาให้คนของท่านรับช่วงต่อและจัดการหน้าที่แทนบ่าวทั้งหมดขอรับ"
หรงเชียนเสวี่ยพยักหน้าช้าๆ นัยน์ตาคู่สวยวาวโรจน์ขึ้นวูบหนึ่งภายใต้แสงตะเกียงที่วูบไหว "คนของท่านพ่อรับช่วงต่ออย่างนั้นหรือ..." เพียงแค่นางหลับตาลง ภาพเหตุการณ์นองเลือดที่หมู่บ้านเฮยซือก็ผุดขึ้นมาในมโนสำนึกดุจภาพหลอนที่คุ้นตา สัญชาตญาณของมือสังหารที่คลุกคลีกับกลิ่นอายความตายมาทั้งชีวิตกระซิบบอกนางในทันที... ความเมตตาของนางถูกบิดาบิดเบือนให้กลายเป็นใบสั่งตายไปเสียแล้วครอบครัวของสาวใช้ผู้น่าสงสารเหล่านั้นคงมิอาจรอดพ้นคมดาบที่ไร้ความปรานีของจอมทัพไปได้
"เจ้าไปได้" นางเอ่ยอนุญาตสั้นๆ โดยไม่คิดจะไล่เบี้ยความอื่นให้เสียเวลา ก่อนจะหมุนกายสาวเท้ามุ่งหน้าไปยังเรือนใหญ่ของบิดาในทันทีฝีเท้าของนางแผ่วเบาทว่าหนักแน่นดุจพยัคฆ์ร้ายในเงามืด แววตาที่เคยนิ่งสงบดุจผิวน้ำบัดนี้เริ่มมีกระแสคลื่นแห่งโทสะก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ...
"นั่นใคร!"
น้ำเสียงเข้มทรงอำนาจของ แม่ทัพหรงเจิ้นกั๋ว ตวาดก้องฝ่าความมืด นัยน์ตาคมกริบดุจพยัคฆ์หรี่ลงอย่างระแวดระวัง มือหนาขยับเข้าหาด้ามดาบโดยสัญชาตญาณ เมื่อประสาทสัมผัสอันเฉียบแหลมเตือนให้เขารับรู้ถึงฝีเท้าที่สม่ำเสมอและ จิตสังหาร อันเบาบางทว่าคมกริบที่แผ่ซ่านมาจากผู้มาเยือน
"ข้าเอง" น้ำเสียงเรียบเย็นที่ไร้ซึ่งความสะทกสะท้านโต้กลับไป ทันทีที่ร่วงรู้ว่าเป็นบุตรสาวสุดที่รัก รังสีอำมหิตของจอมทัพพลันมลายหายไปสิ้น เขารีบปรับเปลี่ยนท่าทีและสุ้มเสียงในทันที
"เสวี่ยเอ๋อร์ ลูกพ่อ... เจ้าเองหรือ เข้ามาข้างในก่อนเถิด ลมหนาวข้างนอกมันแรงนัก เดี๋ยวเจ้าจะกลับไปล้มป่วยเอาได้"
หรงเชียนเสวี่ยก้าวเท้าเข้ามาในห้อง แสงเทียนที่สั่นไหววูบวาบสะท้อนใบหน้าที่นิ่งสนิทดุจรูปสลักหินของนาง ท่าทางที่เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนทำให้ผู้เป็นบิดาถึงกับทำตัวไม่ถูก
"ลูกรัก... เจ้ามีธุระสำคัญอันใดกับพ่อในยามวิกาลเช่นนี้หรือ?"
นัยน์ตาคู่สวยจ้องมองบิดาเขม็งดุจจะมองให้ทะลุถึงก้นบึ้งของหัวใจ "ท่านย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าข้ามาพบท่านด้วยเหตุอันใด"
คำตอบที่เป็นดั่งศรแหลมคมพุ่งเข้ากลางเป้าทำเอาหรงเจิ้นกั๋วถึงกับนิ่งอึ้ง เขาไม่คาดคิดว่านางจะจับพิรุธได้รวดเร็วเพียงนี้ หรือล่วงรู้ถึงใบสั่งตาย ที่เขาสั่งกวาดล้างหมู่บ้านเฮยซือ เมื่อเห็นว่าไม่อาจปิดบัง ท่านแม่ทัพจึงแค่นเสียงเย็นออกมา
"พวกมันเป็นเพียงเศษขยะที่ไร้ค่า เจ้าจะไปใส่ใจทำไม! ที่พ่อทำไปก็เพื่อปกป้องชื่อเสียงของตระกูลหรง หากพวกมันปากสว่างพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด ความพินาศย่อมตกมาถึงพวกเรา"
แววตาของหรงเชียนเสวี่ยกลับยิ่งทวีความว่างเปล่าและเย็นชาขึ้นไปอีก นางไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำโต้วาทะใดๆ เพียงแค่จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของบิดาอย่างกดดัน จนกระทั่งหรงเจิ้นกั๋วเริ่มแสดงสีหน้าลำบากใจ แม้เขาจะอำมหิตต่อคนทั้งใต้หล้า แต่สตรีตรงหน้าคือแก้วตาดวงใจที่เขารักยิ่งกว่าชีวิต เมื่อทนต่อแรงกดดันที่แฝงด้วยความผิดหวังของบุตรสาวไม่ไหว เขาจึงต้องเป็นฝ่ายยอมจำนน
"เอาเถิด... พ่อรับปาก ต่อไปนี้พ่อจะไม่ก้าวก่ายหรือขัดขวางการตัดสินใจของเจ้าอีก"
เมื่อได้รับคำมั่นที่ต้องการ รังสีความเย็นชารอบกายของหรงเชียนเสวี่ยจึงค่อยๆ เจือจางลง นางเอ่ยย้ำด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงทว่ายังคงความเด็ดขาดที่เป็นเอกลักษณ์ของกุหลาบสีดำ
"ท่านรับปากข้าแล้วนะ... หวังว่าคำพูดของท่านจะหนักแน่นดุจขุนเขา"
สีหน้าของท่านแม่ทัพผ่อนคลายลงทันตาเมื่อเห็นว่าบุตรสาวเลิกกดดันตน เขาขยับกายเล็กน้อยพลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามดึงเข้าสู่เรื่องมงคล
"เสวี่ยเอ๋อร์... พ่อได้ข่าวมาว่าวันพรุ่งนี้จะมีผู้วิเศษเดินทางมาเยือนเมืองหลวงของเรา พ่อจึงได้ส่งคนไปเชิญท่านผู้นั้นมายังจวนตระกูลหรง เพื่อปัดเป่าเสนียดจัญไรและเสริมสิริมงคลให้แก่บ้านเรา หากลูกได้พบเขา บางทีเขาอาจจะช่วยชี้แนะหนทางในอนาคตให้เจ้าได้บ้าง"
หรงเชียนเสวี่ยรับฟังด้วยสีหน้าที่นิ่งสงบ ทว่านัยน์ตาคู่สวยกลับทอประกายบางอย่างที่ยากจะอ่านออก
"ผู้วิเศษอย่างนั้นหรือ..."
นางพึมพำแผ่วเบา สำหรับเพชฌฆาตสาวที่เคยผ่านโลกซึ่งเต็มไปด้วยการหลอกลวงซับซ้อนมาแล้ว นางย่อมรู้ซึ้งถึงสัจธรรมข้อหนึ่ง... ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปกี่ศตวรรษ ล้วนมีพวกสิบแปดมงกุฎที่ฉาบหน้าด้วยคราบนักบุญแสวงหาผลประโยชน์จากศรัทธาเสมอ
และมักมีเพียงผู้เบาปัญญา เท่านั้นที่ยินดีก้มหัวให้แก่คำพยากรณ์ลวงโลก เพียงเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยวให้แก่จิตใจที่แสนเปราะบางของตน
