บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 เมตตาที่มาไม่ถึง

เสียงคร่ำครวญและแรงสะอื้นไห้ค่อยๆ ดังระงมขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของโถงอาหารที่บัดนี้ไร้ซึ่งเงาของผู้ทรงอำนาจแห่งตระกูลหรง เหลือทิ้งไว้เพียงกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งปนเปกับกลิ่นสุราและอาหารรสเลิศที่บัดนี้จืดชืดไร้ราคา

“โถ่... เสี่ยวซิง เจ้าไม่น่าอายุสั้นถึงเพียงนี้เลย” หัวหน้าแม่ครัวชราทรุดกายลงประคองร่างไร้วิญญาณที่ยังคงอุ่นรุ่ม น้ำตาแห่งความเวทนาไหลรินผ่านรอยบวมช้ำบนใบหน้าที่ถูกนายน้อยตะบันตบอย่างทารุณเมื่อครู่

“ครอบครัวนี้มันเห็นชีวิตคนเป็นผักปลาหรืออย่างไร! เพียงแค่มียศศักดิ์ล้นฟ้า คิดจะฆ่าใครทิ้งขว้างอย่างไรก็ได้งั้นเหรอ!” สาวใช้อีกนางโพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงที่อัดอั้นไปด้วยความแค้นขลิบหยาดน้ำตา นางกำหมัดแน่นจนสั่นเทา ทว่าดวงตาที่วาวโรจน์ด้วยโทสะกลับมอดดับลงอย่างรวดเร็วเมื่อนึกถึงโลกภายนอกกำแพงจวนอันโอ่อ่านี้ หากไร้ซึ่งหยาดน้ำแกงและเศษเบี้ยจากตระกูลโฉด ครอบครัวที่รออยู่เบื้องหลังนางก็คงมิพ้นต้องอดตาย

ความยุติธรรม... จึงเป็นเพียงนิทานเพ้อฝันที่คนระดับมดปลวกอย่างพวกนางมิอาจเอื้อมถึง

ในขณะเดียวกัน ร่างระหงของ หรงเชียนเสวี่ย เดินห่างออกมาจนเกือบจะถึงเขตเรือนของตน ทว่าประสาทสัมผัสอันเฉียบคมที่ถูกเคี่ยวกรำมาจากการเป็นเพชฌฆาตในโลกมืดกลับทำงานได้อย่างไร้ที่ติ เสียงร่ำไห้ที่เต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจและถ้อยคำก่นด่าสาปแช่งเหล่านั้น แว่วสั่นประสาทหูของนางชัดเจนประหนึ่งมาพึมพำอยู่ข้างกายนางชะงักเท้าเล็กน้อย

“ชีวิตคนเรา... มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ” นางรำพึงกับตนเองในใจด้วยความรู้สึกที่ราบเรียบประดุจผิวน้ำที่กลายเป็นน้ำแข็ง ความตายเบื้องหลังมิได้ทำให้หัวใจของนางสั่นคลอนแม้เพียงกระผีกเดียว ในโลกก่อน... นางเห็นคนตายมามากกว่าใบไม้ร่วง เห็นคนบริสุทธิ์ถูกพรากชีวิตเพียงเพื่อผลประโยชน์ และเห็นคนโฉดชั่วเสวยสุขบนกองซากศพจนเป็นเรื่องสามัญ

ความตายของสาวใช้ที่ชื่อเสี่ยวซิง สำหรับนางแล้ว มันคือบทละครฉากเดิมที่เปลี่ยนฉากทัศน์จากแสงสีนีออนมาเป็นตะเกียงน้ำมันเท่านั้น

เช้าวันต่อมา แสงอาทิตย์สาดส่องลงมายังจวนตระกูลหรง ทว่าบรรยากาศกลับอึมครึมด้วยกลิ่นอายแห่งความสูญเสีย         หรงเชียนเสวี่ย สั่งการให้คนขับรถม้าประจำตระกูลจัดเตรียมสัมภาระเพื่อนำร่างไร้วิญญาณของเสี่ยวซิง กลับคืนสู่มาตุภูมิ พร้อมมอบถุงเงินจำนวนหนึ่งเป็นค่าสินไหมทดแทน หวังให้พ่อแม่ที่แก่ชราของนางได้ใช้ประทังชีวิตในบั้นปลาย

ในขณะที่รถม้ากำลังจะเคลื่อนพ้นประตูจวน เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจก็ดังขัดขึ้น “ช้าก่อน... พวกเจ้าจะหามร่างนางไปที่ใดกัน?”

แม่ทัพหรงเจิ้นกั๋ว ก้าวออกมาขวางทางพลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย นัยน์ตาคมกริบดุจราชสีห์จ้องมองรถม้าที่เป็นทรัพยากรของตระกูลหรงอย่างพิจารณา เพราะคนในครอบครัวเขาหาได้มีผู้ใดมีจิตเมตตาต่อข้ารับใช้ถึงเพียงนี้

“ท่านแม่ทัพ... ข้าน้อยเพียงทำตามคำสั่งของคุณหนูหรงเชียนเสวี่ยขอรับ” คนขับรถม้าตอบด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าพลางก้มหน้าต่ำ “คุณหนูสั่งให้พาร่างของนางไปส่งที่บ้านเกิด และให้มอบเงินเยียวยาแก่ครอบครัวของนางด้วยขอรับ”

หรงเจิ้นกั๋วชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างคาดไม่ถึง “หรงเชียนเสวี่ย... ลูกข้านางกลายเป็นคนใจคออ่อนโยนเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?” ท่านแม่ทัพพึมพำพลางพยักหน้าด้วยความภูมิใจที่เห็นบุตรสาวรู้จักให้ทาน แม้จะเป็นการกระทำที่ผิดวิสัยเดิมไปมากก็ตาม “ไหน... ข้าขอตรวจดูหน่อยว่านางใจกว้างเพียงใด ให้เงินชดเชยไปเท่าไหร่กัน?”

คนขับรถม้าส่งถุงเงินให้ด้วยมือที่สั่นเทา ท่านแม่ทัพรับมาดูครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “เอาเถิด... เจ้ากลับไปทำหน้าที่อื่นเสีย ที่เหลือข้าจะให้คนของข้าจัดการต่อเอง”

คนขับรถม้ามิกล้าอุทธรณ์ใดๆ จึงรีบถอยฉากออกไป บ้านเกิดของเสี่ยวซิงคือ หมู่บ้านเฮยซือ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงนัก ทว่าสิ่งที่ผิดปกติคือท่านแม่ทัพกลับสั่งการให้ทหารฝีมือฉกาจถึงสิบคนมารับช่วงต่อในการส่งศพเพียงร่างเดียวท่านแม่ทัพยืนมองกลุ่มทหารที่ตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบ เบื้องหลังใบหน้าที่มีรอยยิ้มภาคภูมิใจเมื่อครู่ กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาสุดหยั่งถึง

“พวกเจ้ารู้ใช่ไหมว่าต้องจัดการอย่างไร?” น้ำเสียงของเขาเรียบสนิท ทว่ากลับทรงพลังและแฝงไปด้วยรังสีสังหารที่ทำให้อากาศรอบข้างเย็นเยียบลงทันตา

“รับทราบขอรับ!” เหล่าทหารขานรับเป็นเสียงเดียวกัน

อาทิตย์อัสดงสาดแสงสีแดงฉานราวกับย้อมฟากฟ้าด้วยโลหิต ทหารในคราบชาวบ้านธรรมดาควบขับรถม้ามาจนถึง หมู่บ้านเฮยซือ รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูภูมิฐานกว่าชาวไร่ชาวนาทั่วไปทำให้ชาวบ้านต่างพากันมองด้วยความสงสัย จนกระทั่งขบวนมรณะหยุดลงที่หน้ากระท่อมซอมซ่อหลังหนึ่ง

“นายท่าน... ไม่ทราบว่าพวกท่านมีธุระอันใดกับพวกเราหรือเจ้าคะ?” หญิงชราผู้เป็นมารดาของเสี่ยวซิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนอบน้อม มือที่หยาบกร้านจากการตรากตรำงานหนักสั่นเทาด้วยความกังวล

ทหารเหล่านั้นมิได้เอ่ยวาจาตอบรับ พวกมันเพียงเอื้อมมือไปเลิกผ้าม่านกั้นรถม้าออก เผยให้เห็นร่างซีดเผือดไร้วิญญาณของบุตรสาวเพียงคนเดียวที่นอนทอดกายอยู่อย่างอเนจอนาถ

“เสี่ยวซิง! ลูกแม่! เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า!” สองสามีภรรยาแผดร้องออกมาแทบขาดใจ ร่างของหญิงชราทรุดฮวบลงกับพื้นดินพลางร่ำไห้อย่างเสียสติ ขณะที่ชายชราผู้เป็นบิดาถลันเข้าไปหมายจะประคองร่างบุตรสาว “นายท่าน... ได้โปรดบอกข้าที มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกับนางกันแน่!”

แววตาของกลุ่มชายฉกรรจ์พลันเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ รังสีสังหารแผ่ซ่านออกมาจนอากาศรอบข้างหนาวเหน็บ                               “เพราะนางผู้นี้บังอาจหารกล้าลอบวางยาผู้สูงศักดิ์... พวกเจ้าในฐานะพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด ย่อมต้องรับผิดชอบในความผิดมหันต์นี้ร่วมกัน!” น้ำเสียงนั้นกร้าวระรานและไร้ซึ่งความเมตตา

“อ๊ากกก!”

เสียงกรีดร้องสั้นๆ ถูกตัดฉับด้วยคมดาบที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้เสื้อผ้าธรรมดา ประกายโลหะวาววับตัดผ่านร่างของสองตายายในชั่วพริบตา เลือดสีสดสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนกองเงินที่หรงเชียนเสวี่ยตั้งใจมอบให้เป็นค่าสินไหม ทว่าในยามนี้มันกลับกลายเป็นเพียงเศษกระดาษที่ไร้ค่าเบื้องหน้าซากศพ

“ฆ่าพวกมันให้หมด! อย่าให้เหลือใครที่รู้เห็นเหตุการณ์ในวันนี้!”

ทหารใจโฉดพุ่งเข้าหาชาวบ้านผู้เคราะห์ร้ายที่บังเอิญเดินผ่านมาเห็นเหตุการณ์ เสียงอาวุธตัดผ่านเนื้อและเสียงร้องขอชีวิตดังระงมไปทั่วหมู่บ้านที่เคยเงียบสงบ เพียงชั่วอึดใจเดียว ทั่วทั้งบริเวณหน้ากระท่อมซอมซ่อก็เจิ่งนองไปด้วยโลหิตของคนบริสุทธิ์

พวกมันจัดแจงจุดไฟเผากระท่อมเพื่อทำลายหลักฐาน เปลวเพลิงสีส้มโชติช่วงกลืนกินทุกความจริงให้มอดไหม้ไปพร้อมกับร่างของเสี่ยวซิงและครอบครัว... ทิ้งไว้เพียงเถ้าถ่านและความเงียบงันที่คืบคลานเข้าปกคลุมหมู่บ้านเฮยซืออย่างเป็นปริศนาตลอดกาล

 

 

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel