10. ขอเลวเพราะเธอ
เช้าวันต่อมา...
บีมก็ออกเวรที่โรงพยาบาลแล้วกลับมาถึงบ้านก็เจ็ดโมงครึ่งแล้ว เขาก็เห็นว่าแฟนของเขายังไม่ลงมา เขาก็เข้าครัวไปเตรียมอาหารให้เธอไปกินที่ทำงานตอนเที่ยง
“กลิ่นหอมๆอะไรคะเนี่ย หอมไปถึงข้างบนเลย....กลับมาเหนื่อยๆทำไมไม่ขึ้นไปพักล่ะคะ มาทำอาหารอีกทำไมคะ หนูอุ่นอาหารที่พี่ทำไว้เมื่อวานกินก็ได้ค่ะ” ลินดาเดินลงมาแล้วเข้าไปอ้อนแฟนของเธอแบบน่ารัก ก่อนจะเข้าไปโอบกอดเขาจากด้านหลังแล้วเอาหัวซบหลังของเขา
“พี่อุ่นให้แล้วล่ะ เรากินได้เลย ส่วนนี่พี่ทำไว้ให้เราไปกินตอนเที่ยง เราจะได้ไม่ต้องออกไปหาอะไรกินไง เพราะแค่ทำงานเราก็แทบจะไม่มีเวลากินข้าวอยู่แล้ว” บีมยิ้มออกมาอย่างชอบใจที่เธอมาอ้อนเขาแบบนี้ ก่อนจะพูดบอกไป
“ทำไมน่ารักแบบนี้คะเนี่ย แบบนี้ต้องให้รางวัลแล้วล่ะค่ะ จุ๊บ...จุ๊บ...อื้ม..ชื่นใจจังเลยค่ะ...มีกำลังใจทำงานขึ้นมาเยอะเลย” ลินดาถอนกอดมาแล้วเอามือโน้มตัวเขามาหอมแก้มแล้วจุ๊บปากไปแบบรักใคร่
“เรานี่นะ ขี้อ้อนจริงๆเลย...แล้ววันนี้อย่ากลับดึกแบบเมื่อคืนอีกนะ พี่เป็นห่วง..” บีมบอกเธอไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“ค่ะ วันนี้ไม่ดึกแล้วค่ะ เสร็จงานปุ๊บจะรีบกลับมาบ้านเลย หนูจะได้มาเจอพี่บีมก่อนพี่ไปทำงานไงคะ...เราไม่ได้ทำอะไรกันมาหลายวันแล้วนะคะ..หนูอยากแล้วอ่ะ..” ลินดาบอกเขาแล้วก็ส่งสายตายั่วๆไปให้ เพราะช่วงนี้เธอและแฟนยุ่งมาก จนไม่มีเวลาทำเรื่องแบบนั้นกันเลย
“หึๆ...พี่ก็อยากเหมือนกัน...งั้นก็รีบกลับมานะครับพี่จะรอ...” บีมบอกไปก็มองเธออย่างหลงใหล เพราะเธอขี้อ้อนและน่ารักขนาดนี้จะไม่ให้เขาหลงได้ยังไงล่ะ
“โอเคค่ะ หนูจะรีบกลับมาหาพี่บีมเลยค่ะ ตอนนี้ขอมัดจำไว้ก่อนนะค จุ๊บ...จุ๊บ...” ลินดาบอกไปก็จุ๊บปากเขาแบบหยอกล้อ
“อื้อ...จุ๊บ....ทานข้าวเถอะ เดี๋ยวก็ไปทำงานสายหรอก เดี๋ยวเอากับข้าวใส่กล่องให้ ” บีมบอกไปแล้วเอามือขยี้ผมเธออย่างเอ็นดู
“ค่ะ...” ลินดาพยักหน้าตอบเขา แล้วเธอก็ไปนั่งที่เค้าน์เตอร์บาร์อีกฝั่ง ซึ่งเขาเตรียมอาหารไว้ให้เธอทานแบบพร้อมแล้ว แล้วเธอก็นั่งทานข้าวไปมองเขาเตรียมอาหารใส่กล่องให้เธอแบบมีความสุข
ส่วนบีมก็ตั้งใจทำเอาอาหารใส่กล่องให้เธอไปทานที่ทำงาน แล้วก็เตรียมน้ำและผลไม้ให้เธอด้วย พอลินดาทานเสร็จเขาก็ออกไปส่งเธอที่หน้าบ้าน พอเธอออกไปแล้วเขาก็ขึ้นไปอาบน้ำแล้วนอนหลับพักผ่อน เพราะคืนนี้เขาต้องไปเข้าเวรแทนเพื่อนของเขาอีก ซึ่งมันจะเป็นแบบนี้อีกเป็นอาทิตย์เลย
เซี่ยงไฮ้ประเทศจีน..9 โมง (เวลาเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง)
คฤหาสน์ตระกูลของลู่ ลู่หลิงพอรู้ว่าน้องชายของเธอถูกลอบทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสอยู่ที่ประเทศไทยก็รีบกลับบ้านเพื่อนเพื่อมาบอกพ่อของเธอทันที
“พ่อคะ...หยางอี้ถูกคนลอบฆ่าที่ไทยค่ะ” ลู่หลิงบอกพ่อของเธอไปด้วยสีหน้าตึงๆ
“อะไรนะ! หยางอี้ถูกลอบฆ่าเหรอ แล้วตอนนี้หยางอี้เป็นยังไงบ้าง...” ไห่หมิงที่กำลังนั่งจิบชายามเช้าที่สวนหลังบ้านก็ทำหน้าตกใจแล้วรีบถามลูกสาวคนโตทันที
“ถูกยิงที่ท้องค่ะ ตอนนี้กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลค่ะ น้องบอกว่าคนที่ลอบทำร้ายน้องครั้งคือคนของเจ๋อหรานค่ะพ่อ...” ลู่หลิงบอกไปตามที่น้องชายบอกเธอมา
“ฝีมือของเจ๋อหรานงั้นเหรอ... เด็กนี่มันไม่กล้าส่งคนไปทำร้ายหยางอี้หรอก ถ้าจูหลงมันไม่สั่งลูกชายของมันทำน่ะ พ่อไม่คิดเลยว่าจูหลงมันจะกล้าลงมือกับหยางอี้แบบนี้...” ไห่หมิงพูดออกไปแบบผิดหวัง ที่เพื่อนรักของเขาสั่งคนมาฆ่าลูกชายคนเดียวของเขาแบบนี้
“ลุงจูหลงเริ่มจะล้ำเส้นเราแล้วนะคะพ่อ หนูว่าเราต้องตัดขาดจากตระกูลหนานแล้วจริงๆค่ะ ปล่อยไว้แบบนี้เราจะไม่รอดเอานะคะ...พ่ออย่าใจอ่อนกับคนแบบนี้อีกเลยค่ะ...” ลู่หลิงบอกผู้ดเป็นพ่อไปแบบอดไม่ได้
“อืม..ที่ผ่านมาพ่อพยายามรักษามิตรภาพของพ่อกับจูหลงไว้ แต่มันกลับส่งคนมาฆ่าหยางอี้แบบนี้ พ่อก็จะไม่ใจอ่อนกับมันอีกต่อไปแล้ว มิตรภาพของพ่อกับจูหลงคงต้องจบกันเพียงเท่านี้...แต่การที่เราจะตัดขาดจากมันได้ มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเหมือนกัน” ไห่หมิงพูดไปแล้วทำหน้าคิดหนัก
“ตระกูลลู่ของเราอยู่เหนือตระกูลหนานมานานแล้วนะคะ แค่พ่อเอ่ยปากตัดขาดจากพวกเขา เราก็ต่างคนต่างอยู่แล้วนิคะ” ลู่หลิงพูดไป
“มันจะต่างคนต่างอยู่ได้ยังไงล่ะ ถึงเราจะเหนือกว่าแต่ก็ใช่ว่ามันจะล้มเราไม่ได้นะ พ่อทำธุรกิจกับจูหลงมานาน มีอะไรหลายๆอย่างที่พัวพันกัน ถ้าเราจะตัดขาดจากมันเราก็จะต้องกลายเป็นศัตรูกับมันแบบเปิดเผย และมันก็เกี่ยวดองกับตระกูลหม่า ดังนั้นเราก็เหมือนมีศัตรูเพิ่มมาอีก” ไห่หมิงพูดไปแบบคิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบ เนื่องจากเมียของจูหลงเป็นลูกสาวของตระกูลหม่า ดังนั้นมันก็เหมือนมีตระกูลหม่าคอยเสริม ดังนั้นเขาจะเปิดศึกกับมันต้องคิดให้ดี
“แล้วเราจะทำยังไงดีล่ะคะพ่อ...ถ้าสองตระกูลนี้ร่วมมือกันจัดการเรา หนูว่าเราลำบากแน่ค่ะ” ลู่หลิงได้ยินแบบนั้นก็เข้าใจ เธอจึงถามพ่ออย่างอยากรู้ว่ามีแผนรับมือยังไง
“เราจะต้องหาพันธมิตรที่แข็งแกร่งกว่าตระกูลหม่า...และหนึ่งห้าตระกูลที่เหมาะสมที่สุดก็คือตระกูลไป๋...ของไป๋เหวิน...เพราะมันกับตระกูลจ้าวก็เกี่ยวดองกัน ถ้าเราได้ดองกับตระกูลไป๋ ก็จะทำให้เรามีอีกสองตระกูลคอยเสริม...” ไห่หมิงบอกลูกสาวไปก็มองลูกสาวด้วยสีหน้าจดจ้อง
“เกี่ยวดองกับตระกูลไป๋เหรอคะ...ลุงไป๋เหวินมีลูกชายสองคนไม่มีลูกสาวเลย นี่พ่ออย่าบอกนะคะว่าจะให้หนูแต่งงานกับลูกชายลุงไป๋เหวินน่ะ” ลู่หลิงได้ยินแบบนั้นก็เอ่ยถามพ่อของเธอทันที เพราะฟังที่พ่อพูดแล้วหน้าที่เกี่ยวดองเพื่อพันธมิตรครั้งนี้ ไม่น่าจะใช่น้องชายของเธอ แต่เป็นเธอมากกว่า
“อืม...ลูกคงต้องเสียสละเพื่อตระกูลของเขาแล้วล่ะลู่หลิง...การแต่งงานของลูกคือความอยู่รอดของตระกูลเรา ตอนนี้จูหลงมันกล้าทำร้ายหยางอี้แล้ว ต่อไปมันก็คงไม่ปล่อยตระกูลเราไปแน่ พวกเราต้องหาพรรคพวกที่ช่วยเหลือเราได้..” ไห่หมิงบอกลูกสาวตามตรง เขาก็ไม่ได้อยากจะทำแบบนี้ แต่เพื่ออำนาจและความปลอดภัยของตระกูล เขาจำต้องใช้วิธีนี้
“หนูเข้าใจค่ะพ่อ...หนูจะปกป้องครอบครัวของเรา หนูจะยอมแต่งงานกับลูกชายของลุงไป๋เหวินค่ะ” ลู่หลิงบอกไปแบบรู้หน้าที่ของตัวเอง
“พ่อดีใจนะที่ลูกเข้าใจสถานการณ์ของเราในตอนนี้ ลูกชายของไป๋เหวินทั้งสองคนต่างก็เก่งด้วยกันทั้งคู่ ดังนั้นลูกเลือกมาสักคนว่าอยากจะแต่งงานกับคนไหน ระหว่างซ่งหลินหรือว่าซ่งเฉิน...พ่อจะจัดการให้” ไห่หมิงบอกลูกสาว เพราะอย่างน้อยก็ให้ลูกสาวได้เลือกคนที่จะแต่งงานด้วย
“ซ่งหลินเป็นลูกชายคนโต ยังไงเขาก็ต้องมาเป็นคนสืบทอดตระกูลไป๋ และเขาก็อายุมากกว่าหนู หนูเลือกเขาก็ได้ค่ะพ่อ...” ลู่หลิงบอกไปแบบพิจารณาแล้ว เพราะซ่งเฉินน้องชายของซ่งหลินเป็นเพื่อนกับหยางอี้น้องชายของเธอ ดังนั้นซ่งเฉินไม่ใช่ตัวเลือกที่เธอควรเลือก
“อืม...ในเมื่อลูกเลือกแล้วงั้นพ่อจะไปคุยกับไป๋เหวิน เราจะได้รีบจัดงานแต่งงานนี้ให้เร็วที่สุด..” ไห่หมิงบอกลูกสาวไป
“ค่ะพ่อ...” ลู่หลิงตอบรับไปแบบไม่พูดอะไร เพราะยังไงการแต่งงานของเธอก็ต้องเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้รักเขาก็ตาม แต่เพื่อความปลอดภัยของตระกูลเธอก็ต้องแต่งงานกับตระกูลไป๋ให้ได้
ลู่ไห่หมิงก็มองลูกสาวแล้วถอนหายใจออกมา ถ้าเขาไม่ร่วมทำธุรกิจกับจูหลงจนยากจะถอนตัวแบบนี้ ลูกสาวของเขาก็คงไม่ต้องเดือดร้อนแต่งงานกับคนที่ตัวเองไม่ได้รัก แต่ตอนนี้เขาก็ทำอะไรไม่ได้แล้วนอกจากหาพันธมิตรคอยหนุนตระกูลเพื่อคานอำนาจไม่ให้ตระกูลหนานกับตระกลูหม่าร่วมมือกันจัดการตระกูลของเขา
