บท
ตั้งค่า

1 มารดาใจร้าย

ตอนที่ 1

มารดาใจร้าย

 

แคว้นฉินกับแคว้นหนานสองแคว้นใหญ่มีอาณาเขตติดต่อกัน โดยมีภูเขาใหญ่สองลูกเรียกว่าภูเขาแฝดเป็นตัวแบ่งกั้นอาณาเขตอย่างชัดเจน มีเส้นทางสองเส้นทางที่ใช้สัญจรไปมาระหว่างสองแคว้น หากเป็นการเดินทางด้วยม้าหรือรถม้า ผู้คนก็มักจะใช้เส้นทางที่อ้อมผ่านภูเขา แต่หากเป็นการเดินเท้า ก็ต้องใช้เส้นทางธรรมชาติบนภูเขา ต้องปีนป่ายยามขึ้นที่สูง แล้วระมัดระวังยามเดินลงเส้นทางที่ลาดชันลงมา

“เดินเร็ว ๆ หน่อยสิ พวกเจ้าคิดจะถ่วงเวลาหรืออย่างไร ฝันไปเถอะว่าจะมีคนมาช่วยพวกเจ้าได้”

หญิงสาวเจ้าของใบหน้าขนาดเท่าฝ่ามือ คิ้ววาดคล้ายจันทร์ครึ่งเสี้ยว ดวงตาเรียวดุจหงส์ เนินแก้มอ่อนช้อย ริมฝีปากได้รูปรับกับจมูกเป็นคมสัน นับได้ว่าเป็นโฉมสะคราญหยาดฟ้ามาดินผู้หนึ่ง แม้ว่าจะสวมใส่เสื้อผ้าป่านสีฟางหม่นเต็มไปด้วยร่องรอยปะชุน ก็ไม่ทำให้ความงามลดลงไปเลยแม้แต่น้อย มือทั้งสองข้างของนางจับยึดข้อมือเล็กของเด็กชายเด็กหญิงเอาไว้แน่น ฉุดกระชากลากถูให้ร่างเล็กเดินตามนางมาให้ทัน

“ท่านแม่ อย่านำข้ากับน้องไปขายเลยนะขอรับ ถ้าขายพวกเราแล้ว ใครจะทำงานบ้าน ทำกับข้าวให้ท่านแม่เล่าขอรับ”

เด็กชายวัยหกหนาวพยายามขืนตัวเอาไว้มาตลอดเส้นทางที่ไต่ระดับความสูงขึ้นมา แต่ไม่อาจต้านพละกำลังอันเหนือกว่าของมารดาได้ จึงหันมาวิงวอนร้องขอความเมตตาดูอีกสักครั้ง

“หุบปาก” คนเป็นแม่ตวาดเสียงดังลั่น ใบหน้างามเต็มไปด้วยหยดเหงื่อ ลำพังปีนขึ้นเขาก็เหนื่อยเอาการแล้ว ยังจะต้องมาออกแรงลากร่างเล็กทั้งสองร่าง ที่ต่อสู้ดิ้นรนอีก จึงไม่แปลกที่ดวงตาของนางจะลุกโชนไปด้วยความเดือดดาล “หากไม่อยากให้ข้าทำอันใดรุนแรงไปมากกว่านี้ ก็อย่าพากันพูดอันใดไม่เข้าหูข้าอีก”

คนตัวโตยังคงออกแรงดึงร่างเล็กเดินไปตามเส้นทางที่รอบกายเต็มไปด้วยต้นไม้สูง หวังจะข้ามเขาลูกแรกไปให้ได้ก่อนพลบค่ำ

ทั้งสามเดินทางมาจากบ้านไกลพอสมควร โดยยังไม่ได้พักเหนื่อย ลำพังผู้ใหญ่เดินมาไกลขนาดนี้ก็แทบหมดเรี่ยวแรงแล้ว นับประสาอะไรกับเด็กที่อายุแค่เพียงหกหนาว ร่างเล็กของเด็กหญิงทรุดลงไปนั่งกับพื้นดิน ด้วยสองขาอ่อนแรงไปหมด

“ท่านแม่ ข้าเดินไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ” เด็กหญิงผู้มีใบหน้าเหมือนกับพี่ชาย ราวถูกแกะสลักมาจากพิมพ์เดียวกันแหงนใบหน้าขึ้นสูง ส่งสายตาอ้อนวอนให้มารดาที่ไม่เคยทำหน้าที่ของตนเองเลยสักครั้ง นับตั้งแต่จำความได้ มารดาผู้นี้ไม่เคยทำหน้าที่มารดาที่ดีเลยสักครั้ง ไม่ทำหน้าที่มารดาก็ช่าง ยังเป็นนางมารร้ายคอยทำลายชีวิตของนางกับพี่ชายอีก

แทนที่มารดาเห็นเช่นนั้นแล้วจะเห็นใจ กลับออกแรงฉุดดึงมือของบุตรสาวให้กลับลุกขึ้นมายืนอีกครั้ง ปากก็ตวาดเสียงดังใส่หน้า “อย่ามาสำออย ต่อให้เจ้าเดินไม่ไหว ข้าก็จะลากตัวเจ้าไปส่งให้พ่อค้าทาสของแคว้นหนานให้ได้”

เนื่องจากกฎหมายการค้าทาสของแคว้นฉินค่อนข้างเข้มงวด กำหนดไม่ให้นำเด็กที่อายุไม่ถึงสิบขวบมาขาย ดังนั้นหากผู้ใดอยากจะนำลูกเล็กเด็กแดงไปขาย ก็ต้องพาไปขายที่ตลาดค้าทาสแถวเขตชายแดน ซึ่งจะมีพ่อค้าทาสจากแคว้นหนานมารับซื้อตัวไป

‘จ้าวหยุนหนิง’ ถึงต้องเสียเวลา เสียแรงกายในการพาบุตรชายบุตรสาวฝาแฝดของตนเองเดินทางข้ามเขาสองลูก เพื่อไปให้ถึงตลาดค้าขายทาส หากเร่งฝีเท้าก็จะใช้เวลาไม่เกินห้าวัน สาเหตุที่ไม่นั่งรถม้าหรือเกวียนไป ก็เพราะว่ายามนี้นางไม่มีเงินติดตัวเลยแม้สักอีแปะเดียว

‘หลี่เจี่ย’ เห็นสภาพน้องสาวที่ดูเหมือนจะเดินไม่ไหวแล้ว ก็หันมาขอร้องมารดาอีกสักครั้ง “ท่านแม่ หลานหลานไม่ไหวแล้ว พักสักครู่เถอะขอรับ” ในเมื่อเคยขอร้องให้มารดาปล่อยพวกตนไปแล้วไม่เป็นผล เด็กชายก็หันมาขอร้องให้มารดาหยุดพักก่อนแทน

“ก็บอกว่าไม่ ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องกันหรือ ข้าเองก็เหนื่อยจนแทบขาดใจเหมือนกัน” หยุนหนิงบังคับให้บุตรชายบุตรสาวเดินตามนางต่อไปเรื่อย ๆ ตั้งใจว่าจะพักก็ต่อเมื่อดวงตะวันคล้อยต่ำลงแล้วเท่านั้น

เด็กชายอยากจะย้อนว่า ‘หากมารดาไม่คิดจะพาพวกเขาไปขายให้พ่อค้าทาส ก็คงไม่ต้องเหนื่อยขนาดนี้หรอก’ เพราะที่ผ่านมามารดาไม่เคยทำการทำงานอะไรเลย แม้แต่เลี้ยงดูพวกเขาก็ไม่เคยทำ หากไม่ได้ท่านตาท่านยายช่วยเลี้ยงดูเขากับน้องสาวจนอายุได้สี่หนาว พวกเขาคงไม่มีชีวิตรอดจนถึงปานนี้หรอก แต่ยังไม่กล้าทำให้มารดาอารมณ์ขุ่นมัวไปมากกว่านี้ เลยหันมาเจรจาต่อรองดี ๆ แทน

“หากท่านแม่อยากได้เงินจริง ๆ ปล่อยหลานหลานกลับบ้านไป นำข้าไปขายแต่เพียงผู้เดียว ตัวข้าสามารถเดินทางได้โดยไม่ต้องพักก็ได้ แบบนี้แล้วท่านแม่ก็จะไม่เสียเวลา หนำซ้ำยังมีคนคอยทำกับข้าว ทำงานบ้านให้เหมือนเดิมอีก”

แม้ข้อเสนอของเด็กชายจะดูน่าสนใจ แต่จ้าวหยุนหนิงไม่สน กลับตะคอกใส่หน้าเด็กชายแทน “ลำพังแค่ค่าตัวเจ้ามันไม่พอใช้หนี้พนันหรอก เจ้าเด็กโง่ หากข้าขายเจ้าสองคนพี่น้องได้ นำเงินมาใช้หนี้ ยังพอมีเหลือติดไม้ติดมือ ซื้อของกินได้อีกหลายวัน เจ้าไม่ต้องห่วงหรอกว่าข้าจะอดตาย”

เมื่อพยายามต่อรองเท่าไรก็ไม่เป็นผล แววตาของเด็กชายเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ราวกับกำลังกล่าวโทษในความใจร้ายใจดำของคนเป็นมารดา

จ้าวหยุนหนิงเองดูเหมือนจะอ่านสายตาของเด็กชายออก แสยะยิ้มเย้ยหยันออกมา “โกรธข้ามากหรือ ข้าว่าคนที่พวกเจ้าควรโกรธ น่าจะเป็นบิดาชั่วช้าเลวทรามของพวกเจ้ามากกว่า ที่ทิ้งพวกเจ้าสองคนไว้ให้เป็นมลทินติดตัวข้า...ไปเดินต่อไป แล้วอย่าพูดอันใดอีก ข้ารำคาญ”

‘ฉีหลาน’ รู้สึกปวดร้าวบริเวณฝ่าเท้ามากจริง ๆ เกิดมายังไม่เคยเดินไกลขนาดนี้มาก่อน หนำซ้ำเส้นทางยังขรุขระเต็มไปด้วยเศษดินเศษหินไม่ก็กิ่งไม้ที่หลุดร่วงมาจากต้น มารดาก็ใจร้ายไม่ยอมพาหยุดพัก เด็กหญิงเลยร้องไห้งอแงออกมา

“ฮือ ๆ”

“เจ้าร้องไห้ด้วยเหตุใด หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ” หยุนหนิงไม่ชอบเสียงเด็กร้องไห้งอแงอยู่แล้ว ถึงกลับหยุดเดิน หันมามองหน้าบุตรสาวตาเขียวขุ่น

“ฮือ ๆ ข้าเหนื่อย เดินไม่ไหวแล้ว ปวดเท้าไปหมดเลยฮือ ๆ”

“ข้าบอกให้เงียบ” จ้าวหยุนหนิงตะคอกพยายามให้บุตรสาวหยุดร้องไห้แต่ไม่เป็นผล “ได้ไม่หยุดใช่หรือไม่” นางปล่อยมือออกจากข้อมือของบุตรชาย ที่มีเชือกมัดข้อมือทั้งสองข้างติดกันเอาไว้ แล้วก้มลงไปหยิบกิ่งไม้เล็ก ๆ ขนาดพอดีมือ ขึ้นมาฟาดลงบริเวณบั้นท้ายของบุตรสาว

“โอ๊ย!...ฮือ ๆ อย่าตีข้า...ข้าเจ็บ ฮือ ๆ” ร่างเล็กที่ถูกกิ่งไม้ฟาด สะดุ้งทุกครั้งที่ไม้กระทบลงบนผิวเนื้อบั้นท้าย แม้ว่าจะมีกระโปรงเป็นปราการกั้น ก็ไม่ช่วยให้ไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่น้อย อยากจะหนีก็หนีไม่ได้ เพราะมือข้างหนึ่งของมารดาจับยึดข้อมือเอาไว้แน่น ยิ่งถูกตีเด็กหญิงยิ่งร้องไห้หนักขึ้นไปอีก “ฮือ ๆ เจ็บ พี่ใหญ่ช่วยด้วย ข้าเจ็บ”

หลี่เจี่ยเห็นน้องสาวถูกมารดาเฆี่ยนตี ก็พยายามเอาตัวเข้าไปขวาง ผลสุดท้ายจึงถูกมารดาเฆี่ยนตีไปด้วย

“อยากโดนโบยอีกคนใช่หรือไม่ ได้...ข้าจัดให้” เสียงกิ่งไม้ฟาดลงบนร่างกายของเด็กชายเด็กหญิงดังก้องสะท้อนไปทั่วผืนป่า

เหนือกิ่งไม้ของต้นไม้สูงใหญ่ ร่างของคนชุดดำที่แยกไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิงนั่งห้อยขาลงมา ในมือข้างหนึ่งกำกระบี่คู่กายเอาไว้ ทอดสายตาลงไปเบื้องล่าง มองความเคลื่อนไหวของสามชีวิตแปลกหน้า แววตาดำมืดคู่นั้น หวนคิดถึงภาพวันวานในอดีต

 

‘ข้าเตือนแล้วใช่หรือไม่ ว่าให้ตั้งใจซ้อม แต่เจ้ากลับหนีเที่ยว’

ชายวัยกลางคนท่าทางทรงอำนาจ ถือไม้เรียวขนาดใหญ่ยืนค้ำตระหง่านอยู่เหนือร่างเล็กของเด็กคนหนึ่งที่คาดคะเนว่าน่าจะอายุหกหนาว เด็กผู้นี้นั่งคุกเข่าก้มหน้ามองพื้นตลอดเวลา

‘ก็ซูซูชวนข้าให้ไปเป็นเพื่อนเจ้าค่ะ’ เด็กผู้นั้นอธิบายความจริงให้ผู้เป็นบิดาฟัง แต่ดูเหมือนว่าบิดาจะคิดว่าเป็นคำแก้ตัว ถึงได้บันดาลโทสะมากกว่าเดิม

‘เจ้าอย่าได้โยนความผิดไปให้ซูเอ๋อร์ ถึงแม้นางจะมาชวนเจ้าจริง เจ้าก็ควรจะปฏิเสธ เป็นตัวเจ้าเองเสียมากกว่า ที่อยากออกไปเที่ยวเตร่ทำตัวเหลวไหล’

“...” บิดาตัดสินมาเช่นนี้แล้ว เด็กคนนั้นก็ไม่รู้ว่าจะต้องอธิบายอะไรอีก จึงได้แต่ลุกขึ้นยืนกอดอกหันหลังให้บิดา เฉกเช่นทุกครั้งหากนางทำอะไรไม่ถูกใจหรือผิดกฎเกณฑ์ที่ถูกตั้งไว้ ก็ต้องถูกลงโทษไม่ต่างจากบ่าวไพร่ในจวน...

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel