ตอนที่2 ตำหนักเย็น
ตอนที่ 2 ตำหนักเย็น
ในวังหลวง
ภายในตำหนักเย็นที่เงียบสงบ นั้นมีเพียงร่างบางของ เสิ่นเหยียนหลัวที่ถูกโซ่เหล็กล่ามไว้ที่ข้อเท้าน้อย นางนอนบนเตียงนุ่มในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้างดงามนั้นกลับซีดลงเล็กน้อย เส้นผมยาวสลวยสยายลงบนหมอนนุ่ม สภาพของนางราวดังนกน้อยในกรงขังใหญ่
นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้นรู้สึกปวดร้าวที่อก มือเล็กยกขึ้นมาเปิดสาบเสื้อออกดูรอยแผลของตนเองที่เริ่มจะสมานแล้ว นางพลันคิดในใจด้วยความสงสัยนางควรตายไปแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดยังกลับมาอยู่ที่นี้
ไม่นานเสียงประตูก็ถูกเปิดออกช้าๆ ร่างสูงสง่าของเซียวอวี้เหิงก้าวเข้ามาในห้องอย่างหนักแน่น นางที่นอนอยู่สะดุ้งเล็กน้อยด้วยความหวาดหวั่นค่อย ๆ ขยับกายลุกขึ้นนั่งทอดสายตาตรงไปยังผู้มาเยือน ภายใต้แสงอาทิตย์ส่องสว่างนั้น บุรุษใบหน้าคมคายแต่แววตากลับคมกริบและเย็นเยียบก้าวเข้ามาหานางช้า ๆ ภาพที่เขาสังหารคนนับหมื่นยังคงติดตานางจนนางตัวเริ่มสั่นเทาด้วยความหวาดหวั่น
ไม่นานนัก ร่างสูงนั้นก็ก้าวตรงมาหยุดยืนข้างเตียง ก่อนจะทิ้งกายนั่งลงบนที่นอนนุ่มเคียงข้างนาง น้ำหนักที่ยุบลงไปทำให้ เสิ่นเหยียนหลัวสะดุ้งเฮือก หัวใจเต้นกระหน่ำไม่เป็นจังหวะ
มือใหญ่ยกขึ้นแตะที่คางเรียว บังคับให้นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคมกริบเย็นเยียบราวคมดาบจ่อคอ ทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกมองทะลุถึงจิตใจ ความหวาดหวั่นเอ่อล้นจนปลายนิ้วสั่นเทา
ใต้หมอน มือเล็กที่ซ่อนเร้นความสิ้นหวังค่อย ๆ เลื่อนไปคว้าปิ่นเงินที่ซุกซ่อนไว้ นางรวบรวมแรงทั้งหมด ยกมันขึ้นหมายจะปักลงบนตัวเขา ทว่าเพียงชั่วพริบตา มือของเขาก็ยกขึ้นมาคว้าข้อมือนางไว้แน่น ราวกับคาดเดาทุกความคิดได้ล่วงหน้า
แววตาคมนั้นเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว โทสะวาบผ่านดวงตาอย่างชัดเจน เขากระชากข้อมือนางดันร่างบางให้เอนนอนลงกับเตียง แล้วเอนกายตามไปกดทับอย่างรวดเร็ว พันธนาการแห่งอำนาจทำให้นางขยับเขยื้อนไม่ได้
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นใกล้ใบหน้า แฝงความเย้ยหยันเย็นชา
“อยากจะฆ่าข้ามากเลยหรือ”
เขาจ้องมองดวงตาที่สั่นไหวของนางไม่วางตา ก่อนจะยกมืออีกข้างขึ้น ลูบไล้ใบหน้างดงามนั้นแผ่วเบา สัมผัสอ่อนโยนสวนทางกับแรงกดข่ม ราวกำลังย้ำเตือนว่า ชีวิตและชะตาของนาง ล้วนอยู่ในกำมือเขาเพียงผู้เดียว
นางหอบหายใจถี่ อกสะท้อนแรงสะเทือนของความหวาดกลัว ก่อนจะเอ่ยเสียงสั่น
“เจ้ามันทรราช!”
เขาหัวเราะในลำคอ เสียงต่ำแห้งไร้ความขบขัน ดวงตาที่แข็งกร้าวจ้องนางไม่วางตาราวกับจะบีบให้ถ้อยคำทั้งหมดจมดิ่งกลับลงไปในลำคอของนาง ความเย็นชาจากสายตานั้นทำให้นางสะท้านไปทั้งกาย
“หากข้าไม่ฆ่าพวกมัน คนที่ตายก็คือข้า”
น้ำเสียงเขาเข้มขึ้น แฝงโทสะอัดแน่นมานาน
“ทำไม ข้าสมควรตาย แต่พวกเขาไม่หรือ!”
เสิ่นเหยียนหลัว ชะงักนิ่ง ดวงตาหวาดหวั่นสั่นไหวเมื่อสบกับสายตานั้น เขามองนางอย่างไร้ปรานี มือใหญ่กระชากอาภรณ์ของนางจนขาดสะบั้น เสียงผ้าขาดดังชัดในห้องเงียบงันราวกับประกาศชะตา
ริมฝีปากของเขากดลงมาอย่างรุ่งแรง ปิดกั้นถ้อยคำและลมหายใจ นางตัวแข็งทื่อ ความตื่นตระหนกไหลบ่าจนหัวใจเต้นระรัว เขาไม่ปล่อยให้นางตั้งตัว จนเมื่อริมฝีปากนั้นผละออก เสียงกระซิบต่ำก็แนบชิดข้างหนู
“คุณหนูเสิ่น เจ้าควรจะเอาใจข้าหน่อย มิฉะนั้น… คนตระกูลเสิ่นที่เหลือจะเดือนร้อน”
นางหลับตาลงอย่างยอมจำนน น้ำตาใสรินออกจากหางตา เงียบงันและหนักอึ้ง ความรุนแรงของเขาถาโถมใส่นางอย่างไม่คิดจะอ่อนโยนแม้แต่น้อย แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะนางเอง ที่เขากลายเป็นเช่นนี้ ล้วนมีรอยมือของนางผลักดันอยู่เบื้องหลัง
นางคือผู้ที่หักหลังเขาก่อน นางคือผู้ที่ผลักดันให้เขาเดินมาสู่เส้นทางอันมืดมนนี้เอง
ไม่นาน ทุกอย่างก็จบลงพร้อมความเงียบที่ทับถมหนักอึ้ง
เซียวอวี้เหิงลุกขึ้นจากเตียงอย่างไร้เยื่อใย ก้มลงหยิบอาภรณ์ของตนขึ้นมาสวมใส่ทีละชิ้น ท่าทางสงบนิ่ง เย็นชา ราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยในชีวิตอันเปื้อนเลือดของเขา มิได้หันกลับมามองแม้เพียงครึ่งสายตา
เสิ่นเหยียนหลัวนอนนิ่งอยู่บนเตียงนุ่ม ร่างบางอ่อนแรง ดวงตาหม่อนมองเพดานสูง ลมหายใจแผ่วเบา อาภรณ์ขาดวิ่นคลุมกายอย่างไร้ความหมาย น้ำตาที่ไหลออกมาก่อนหน้านั้นแห้งกรังทิ้งร่องรอยเย็นเฉียบไว้บนแก้ม
“ฝ่าบาท”
เสียงหนึ่งดังขึ้นแทรกความเงียบ นางกำนัลผู้หนึ่งย่อกายลงคารวะอย่างนอบน้อม ต่อเบื้องหน้าของ เซียวอวี้เหิงด้วยท่าทีสุภาพแต่แฝงไปด้วยความเคยชิน
เซียวอวี้เหิงเพียงปรายตามองถ้วยยาที่ส่งกลิ่นอุ่นลอยกรุ่นอยู่ในมือของนางกำนัลชั่วครู่ ก่อนที่เสียงนั้นจะเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา
“น้ำแกงไร้บุตรเพคะ”
เขาไม่ตอบ ไม่แสดงอารมณ์ใด เพียงก้าวออกไปอย่างเงียบงัน
นางกำนัลจึงก้าวเข้าไปใกล้เตียง ตรงมายังร่างของเสิ่นเหยียนหลัว ใบหน้าที่เคยอ่อนน้อมของนางกำนัลแปรเปลี่ยนเป็นแววเย้ยหยันเล็กน้อยขณะยื่นยาถ้วยนั้นไปให้
เสิ่นเหยียนหลัวขยับมืออย่างเชื่องช้า นิ้วเรียวสั่นระริกเมื่อรับถ้วยยามา นางไม่เอ่ยคำถาม ไม่แสดงความลังเล เพียงยกมันขึ้นจรดริมฝีปากแล้วดื่มรวดเดียวจนหมด
สาวใช้รับถ้วยมาก่อนจะก้าวออกไปอย่างเบื่อหน่าย
เสิ่นเหยียนหลัวยิ้มเยาะตัวเอง ก่อนจะเอนกายลงนอนอย่างอ่อนแรง ครู่หนึ่งหลังจากนั้น ร่างบางที่นอนนิ่งก็เริมสั่นไหวอย่างผิดปกติ ลมหายใจแผ่วเบาอยู่แล้วกลับสะดุดถี่ ดวงตาที่หลับพริ้มค่อย ๆ เปิดขึ้นอย่างเลิ่นลอย ความเจ็บปวดพลันแล่นปราดทั่วร่าง ราวกับไฟเย็นแผดเผาอวัยวะภายในทีละส่วน
เสิ่นเหยียนหลัวยกมือกุมอกแน่น ริมฝีปากซีดสั่นระริก ก่อนจะไอออกมาอย่างรุนแรง เสียงแหบต่ำสะท้อนในตำหนักเย็น เลือดสีแดงคล้ำพลันทะลักออกจากปาก หยดลงเปื้อนอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนาง
นางหอบหายใจสุดแรงที่เหลืออยู่ ดวงตาคู่งามสั่นไหว น้ำตาเอ่อคลอขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าของ เซียวอวี้เหิงในยามที่ยังเป็นเพียง องค์ชายใหญ่ผุดขึ้นอีกครั้ง เขาเผยรอยยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน
“อวี้เหิง… ข้า…”
มือที่กุมอกค่อย ๆ คลายออก ร่างบางอ่อนยวบลงบนเตียงนุ่ม ลมหายใจสุดท้ายแผ่วหายไปอย่างเงียบงัน
….
