บทที่ 2.2
“นางเป็นคนทำความสะอาดขอรับ วันที่เห็นผู้คุ้มกันโจวเดินเข้าไปในเรือนหลัง นางกำลังกวาดทางเดินเรือนหลัก สงสัยว่าเพราะเหตุใดผู้คุ้มกันโจวจึงเดินผ่านจุดที่นางอยู่ทุกวัน ทั้งยังเป็นช่วงเวลาเดียวกันคือช่วงที่เขาพัก ดังนั้นจึงแอบเดินตามไปห่างๆ”
พ่อบ้านตระกูลหยวนไม่กล้าโกหกแม้แต่น้อย เขาลอบสังเกตสีหน้าของผู้เป็นนาย จากนั้นได้แต่ยืนนิ่งไม่กล้าขยับ
“สาวใช้คนนั้นขายออกไปเสีย อย่าให้ใครล่วงรู้เรื่องนี้อีก”
“ขอรับนายท่าน”
“พวกเขาออกไปนานแล้วหรือยัง”
“เพิ่งออกไปขอรับ ผู้คุ้มกันโจวไม่ได้ออกทางประตูหน้า แต่ใช้ประตูหลังพาคุณหนูเจ็ด กับซุนเอ๋อร์ออกไปตลาดโดยใช้เส้นทางลัด”
หยวนวั่นขมวดคิ้ว “ไปตลาดหรือ”
“ขอรับ คุณหนูเจ็ดแต่งกายคล้ายบุรุษ ตอนออกไปไม่พยายามหลบซ่อนสักนิด คราแรกสาวใช้และบ่าวไพร่จดจำนางไม่ได้ ต่อมาจึงนึกขึ้นได้ว่านั่นคือคุณหนูเจ็ด”
“ยังมี...” พ่อบ้านล้วงบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ ในนั้นคือกระดาษอักษรที่เขียนด้วยลายมืออันงดงาม
“นี่คืออะไร” หยวนวั่นมองอักษรพู่กันที่บ่งบอกถึงความหนักแน่นมั่นคงของผู้เขียน
“นี่คือกระดาษคัดลายมือของคุณหนูเจ็ดขอรับ ได้ยินมาว่าผู้คุ้มกันโจวเอ่ยปากชมว่านางคัดลายมือสวย ดังนั้นคุณหนูเจ็ดจึงซ่อนเอาไว้เป็นอย่างดี”
“ลายมือของนาง...จริงหรือ” มองดูอักษรคัดลายมือที่ไม่คุ้นตา หยวนวั่นได้แต่ตกตะลึง
ลายมืองดงามและเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังทำไม่ได้ กระนั้นบุตรสาวที่เขาละเลยทอดทิ้ง นับจากที่นางลืมตาดูโลก กลับสามารถคัดออกมาได้
“ให้คนจับตาดูพวกเขาเอาไว้ ระวังอย่าให้รู้ตัว ยังมี...เก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับ ห้ามมิให้ผู้ใดล่วงรู้”
“ขอรับ” พ่อบ้านหยวนรับคำ ก่อนจะก้าวถอยหลังออกไปจากห้อง
เขามองดูหยวนวั่นยื่นเหม่อมองอักษรคัดลายมือด้วยความรู้สึกหลากหลาย เขาคาดเดาไม่ถูกจริงๆ ว่านายท่านของเขากำลังคิดอะไรอยู่
ดูจากท่าทีซึ่งไม่ได้โกรธเช่นทุกครั้งที่ได้ยิน หรือนึกถึงคุณหนูเจ็ด เห็นทีเรื่องนี้เขาต้องปิดปากให้เงียบที่สุด เพราะไม่รู้ว่าวันข้างหน้าคลื่นลมจะพัดพาไปในทิศทางใด
บนถนนซึ่งมีผู้คนมากมายสัญจร หยวนหรูในชุดรัดกุมสีเทา สวมทับเอาไว้ด้วยเสื้อนอกตัวหลวมสีแดง ก้าวเดินอยู่ด้านหน้าโจวเช่อและซุนเอ๋อร์ผู้เป็นสาวใช้ เสื้อคลุมสีแดงตัวนี้ฮูหยินผู้เฒ่าเพิ่งมอบให้นางเป็นของขวัญวันเกิด และนางชอบมากจึงเลือกสวมออกมา
เรือนผมยาวสีดำขลับถูกนางรวบมัดขึ้นสูง ใช้แถบผ้าสีแดงผูกราวกับเป็นบุรุษ กระนั้นใบหน้าอ่อนเยาว์ดูเย็นชากลับน่ามองอย่างน่าประหลาด
ผู้คนมากมายมองนางด้วยสายตาสงสัยใคร่รู้ เพราะหลายคนรู้จักโจวเช่อเป็นอย่างดี แต่กลับไม่เคยเห็นเขาไปไหนมาไหนกับผู้อื่นนอกจากหยวนวั่นผู้เป็นนาย
หากจะให้คาดเดาจากการแต่งกาย จริงอยู่สตรีที่เดินอยู่เคียงข้างเขานั้น มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นสาวใช้ แต่กับเด็กสาวอีกคนแม้การแต่งกายจะไม่หรูหรา แต่ดวงหน้าและผิวพรรณกลับแตกต่างจากสาวใช้ทั่วไป หากแต่ดูอย่างไรนางก็ไม่น่าจะใช่คุณหนูตระกูลหยวน เนื่องจากคุณหนูใหญ่และคุณหนูรองนั้นออกเรือนไปแล้ว คุณหนูตระกูลหยวนคนอื่นๆ ก็ล้วนยังเยาว์นัก เว้นแต่คุณหนูหก และคุณหนูเจ็ดที่มีข่าวลือว่าคนหนึ่งขี้อายไม่สู้หน้าคน กับอีกคนที่ไม่เคยมีใครเคยพบเห็น
สายตาหลายคู่จับจ้องไปยังร่างเล็กที่สวมเสื้อนอกสีแดงโดดเด่น ดวงหน้าเรียบเฉยแม้รู้ตัวว่าตกเป็นเป้าสายตา ทำให้นางยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกสนอกสนใจมากขึ้น
โจวเช่อขมวดคิ้วพร้อมกับมองไปรอบๆ “อา...”
คำเรียกขานว่าอาจารย์ถูกกลืนลงท้อง เมื่อสบตากับหยวนหรู สายตาดุดันของนางเหลือบมองไปยังซุนเอ๋อร์เป็นเชิงเตือน “คุณหนู เราไปนั่งดื่มชาในหอซันสุยก่อนดีหรือไม่ ด้านนอกนี้ร้อนเกินไป”
เขาหมายถึงสายตาคนเหล่านี้ที่มองนางเป็นตาเดียวกัน
“ไม่ต้องสนใจ หากอยากมองก็ให้มองไป ต่อไปยังต้องตกเป็นเป้าสายตาอีกมาก หากยังทำตัวตื่นตูมเช่นนี้ จะสู้หน้าผู้อื่นได้อย่างไร” นางกล่าวอย่างเฉยชา สายตากวาดมองทุกอย่างรอบตัวด้วยความสนอกสนใจ
“คุณหนูเจ้าคะ เราลอบออกมาจากจวนเช่นนี้โดยไม่ได้ขออนุญาตเช่นนี้ นายท่านและฮูหยินอาจสั่งลงโทษ เรารีบกลับดีหรือไม่” ซุนเอ๋อร์กระซิบเสียงเบา
“อย่ากังวลไปเลยพี่ซุนเอ๋อร์ ดีชั่วอย่างไรท่านก็เป็นสาวใช้ที่ท่านย่าส่งมาดูแลข้า โบราณว่าไว้จะตีสุนัขยังต้องมองสีหน้าเจ้าของ คนอย่างนางจะลงโทษเจ้าก็ต้องถามท่านย่าก่อน”
หยวนหรูยังคงมองบรรยากาศอันครึกครื้นของผู้คนบนท้องถนน กระทั่งสายตาเหลือบไปเห็นโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเข้า เป็นโรงเตี๊ยมสามชั้นซึ่งมีสะพานเชื่อมจากฟากถนนไปยังอีกฝั่ง
“นั่นคือโรงเตี๊ยมหรือ เหตุใดดูเงียบงันนัก” นางถาม
“ที่นั่นเป็นของคนตระกูลเฟิงขอรับ ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างปิดปรับปรุง”
“อ้อ”
ดูสภาพอันทรุดโทรม แม้ตั้งอยู่ท่ามกลางถนนที่คึกคัก ดูเหมือนคนตระกูลเฟิงจะไม่ชำนาญในด้านนี้ “ตระกูลเฟิงแห่งตะวันออก... มิใช่มีสัมปทานขนส่งทางเรือหรอกหรือ เหตุใดยังมีโรงเตี๊ยมใหญ่โตกลางเมืองอู่โจวด้วยเล่า”