บทที่ 1.1
...เขาถูกคนในตระกูลหมายเอาชีวิต
...นางเองก็ถูกคนในตระกูลทอดทิ้ง
--ภพรักชั่วนิรันดร์--
ในบรรดาสามแคว้นว่ากันว่าไม่มีเมืองใดเจริญรุ่งเรืองเท่าเมืองอู่โจว จุดศูนย์กลางแหล่งกระจายสินค้าหลักแห่งแคว้นจ้าว นั่นก็เพราะห้าตระกูลใหญ่ซึ่งครองสัมปทานหลักเอาไว้ในมือล้วนเป็นหนึ่งในด้านการค้า
ตระกูลซูตะวันตก ผู้ครองสัมปทานการค้าข้าว
ตระกูลเฟิงตะวันออก ผู้ครองสัมปทานการขนส่งทางเรือ
ตระกูลหยวนทางใต้ เจ้าของโรงทอและร้านแพรพรรณที่ใหญ่ที่สุด
ตระกูลหม่าทางเหนือ เจ้าของร้านสมุนไพรและร้านหมอที่มีชื่อเสียง
และสุดท้ายตระกูลจินแห่งถนนอู่หลวน ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของเมืองอู่โจว เจ้าของร้านเครื่องประดับและเครื่องกระเบื้องซึ่งมีการทำสัมปทานค้าขายกับวังหลวงแคว้นจ้าว
ห้าตระกูลใหญ่ต่างก็ได้รับพระราชทานตราตั้งจากฮ่องเต้ เนื่องจากทั้งห้าตระกูลได้ทำการค้า ซึ่งสร้างรายได้ให้แก่บ้านเมืองผ่านการจ่ายภาษีมูลค่ามหาศาล
นอกเหนือไปจากนั้นก็ยังมีตระกูลเล็กๆ แยกย่อยออกมา กระนั้นยังคงเป็นห้าตระกูลที่ชาวแคว้นจ้าวเห็นถึงความมั่งคั่งและมั่นคง
ถึงอย่างนั้นไม่ว่าตระกูลใหญ่หรือเล็ก ทุกตระกูลล้วนมีเรื่องภายในที่ไม่อาจบอกกล่าวให้คนนอกได้รับรู้ทั้งสิ้น เพราะทั้งหมดทั้งมวลนั้น ล้วนเป็นเรื่องของชื่อเสียง รวมไปถึงฐานะทางสังคมที่ทั้งห้าตระกูลต้องระมัดระวัง
ทั้งนี้ทั้งนั้นฉากหน้าที่ดูเหมือนรักใคร่ปรองดองเกื้อหนุน ลึกๆ แล้วตระกูลทั้งห้าเองก็ย่อมต้องมองเห็นฝ่ายตรงข้ามเป็นศัตรูคู่แข่งทั้งสิ้น
เช่นกันกับภาพความงดงาม และความมั่งคั่งของตระกูลใหญ่ ในเวลานี้ที่เรือนหลังของจวนตระกูลหยวน ก็ยังมีเรื่องมากมายซุกซ่อนอยู่ เด็กสาวคนหนึ่งกำลังนั่งเหม่อมองออกไปนอกกำแพงสูงของจวน
ใบหน้าจิ้มลิ้มและดวงตาเย็นชานั้น ดูอย่างไรก็ไม่เหมาะกับอายุของนางที่เพิ่งย่างเข้าวัยสิบสี่ อีกทั้งการแต่งกายที่ดูมอซอ สวนทางกับใบหน้า และผิวพรรณ ซึ่งดูราวกับไม่ใช่ชนชั้นไพร่โดยสิ้นเชิง
เสียงทะเลาะกันของเด็กหลายคนดังใกล้เข้ามา พร้อมกันนั้นก็มีเสียงตะโกน เสียงหัวเราะ รวมไปถึงเสียงด่าทอดังแว่วมาเป็นระยะ
“ขึ้นไปทำอะไรบนนั้น”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากเบื้องล่าง หากแต่ร่างเล็กก็ยังไม่แม้แต่จะขยับ ตรงกันข้ามดวงตาเยือกเย็นยังคงมองตรงไปข้างหน้า น้ำเสียงที่บ่งบอกว่านางยังไม่เติบโตเต็มที่ ยืนยันรูปลักษณ์ของคนที่ทำตัวไม่สมวัยอย่างเห็นได้ชัด
“กำลังคิด”
“คิดเรื่องใดหรือ”
“จะทำอย่างไรจึงจะสามารถมีชีวิตรอด”
ท้ายประโยคแฝงเอาไว้ด้วยการประชดประชันอย่างไม่ปิดบัง และเมื่อกล่าวจบประโยค ดวงหน้าอ่อนเยาว์ก็ก้มลงมองผู้ที่รบกวนกระบวนการใช้ความคิดของนาง
“ตัดสินใจได้แล้วหรือ”
“ลงมาเถิด”
โจวเช่อถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง เขาเองก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรจึงมาถึงจุดนี้ จุดที่เชื่อเรื่องราวเหลวไหลตรงหน้า หลังจากหลายวันก่อนเขาใคร่ครวญถึงความเป็นไปได้ และความน่าเชื่อถือในสิ่งที่ตนได้ประจักษ์
ถึงอย่างนั้นเมื่อนำมาไตร่ตรองกับความจริง เขาพลันพบว่าคนตรงหน้าไม่ใช่คุณหนูเจ็ดคนที่เขาเคยรู้จัก
หยวนหรู หรือก็คือคุณหนูเจ็ด
คุณหนูผู้ซึ่งถูกคนในตระกูลหยวนทอดทิ้งไม่ไยดี เด็กคนหนึ่งที่แม้เป็นทายาทสายตรงของตระกูลหยวน แต่กลับถูกทิ้งเอาไว้ที่เรือนหลัง ทั้งยังเติบโตมาท่ามกลางบ่าวไพร่ที่ดูแลนางตามมีตามเกิด
สามเดือนก่อนเขารู้มาจากพ่อบ้านว่าคุณหนูเจ็ดล้มป่วยหนัก หยวนวั่น ผู้เป็นบิดาและหัวหน้าตระกูลไม่เพียงไม่แยแส แต่เขายังกล่าวอย่างเย็นชาว่าหากสิ้นลมก็เอาไปฝังเสีย ทั้งยังย้ำให้กระทำการเงียบๆ อย่าให้ผู้ใดล่วงรู้
เหตุผลง่ายๆ เพราะคุณหนูเจ็ดผู้นี้เกิดมาพร้อมกับปานแดงคล้ายดอกสือซว่านที่หน้าอกอย่างไรเล่า
ดอกสือซว่านคือสัญลักษณ์ของโลกแห่งคนตาย ผู้คนแคว้นจ้าวต่างเห็นเป็นเรื่องอัปมงคล ดังนั้นในยามปกติน้อยคนนักจะนำมาปลูกหรือนำมาประดับ นอกเสียจากปักแจกันหน้าโลงศพของคนตาย ทั้งนี้เชื่อกันว่ากลิ่นของดอกสือซว่านสามารถนำทางวิญญาณคนตายไปยังปรโลก
สัญลักษณ์แห่งความตายนี้ปรากฎบนตัวของคุณหนูเจ็ดตระกูลหยวน อีกทั้งหลงซื่อผู้ซึ่งเป็นมารดาก็มาสิ้นใจจากไป ความโชคร้ายนี้จึงถูกโยนให้ทารกที่เพิ่งลืมตาดูโลก เรื่องเช่นนี้หากล่วงรู้ไปถึงไหน แน่นอนว่าย่อมต้องมีเพียงแต่เรื่องร้ายไม่มีเรื่องดี
คราแรกหยวนวั่นหมายเอาชีวิตทารกน้อย หากแต่ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลหยวนกลับคัดค้านด้วยชีวิต กระนั้นแม้สามารถเลี้ยงดูหยวนหรูจนเติบใหญ่ แต่ก็ไม่อาจทำได้อย่างเปิดเผย เพียงเลี้ยงนางเอาไว้ให้อยู่แต่ในเรือนหลังเท่านั้น