บทเริ่ม
คำนำ
เรื่องนี้ เกิดจากจินตนาการ ของผู้เขียนนะคะ เพื่อเพิ่มอรรถรสในการอ่านเท่านั้น
ไม่อนุญาตให้ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่ หรือแก้ไขใดๆทั้งสิ้น หากไม่ได้รับอนุญาตโดยตรงจากผู้เขียนเอง
เนื้อหาออกจะดราม่า ผสมกับ บทรักแบบหนักหน่วง ไม่อิงประวัติศาสตร์ใด ไม่มีตัวจริงของใครเป็นต้นแบบ เกิดจากจินตนาการของผู้เขียนเองเป็นหลักค่ะ
“หากทำให้นักอ่านท่านใดเกิดความขุ่นข้องหมองใจ โปรดละเว้น”
นักอ่านท่านใดต้องการอ่านเพื่อคลายความเครียดระหว่างวัน ผู้เขียนขอฝากภพนี้ที่รัก ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่สนับสนุนนะคะ (Love)
นามปากกา อาชาสีรุ้ง
------------------------------------------------------------------------
ปฐมบท
หลังจากผ่านค่ำคืนที่สุดแสนจะเร่าร้อนโดยไม่ทันได้ตั้งตัว นิรินก็รู้สึกตัวและพบว่า ข้างกายของเธอมีชายวัยกลางคน ลักษณะเหมือนหมอรักษาโรค และหญิงชรารูปร่างท้วมคนหนึ่ง พูดคุยกันอยู่เกี่ยวกับตัวของเธอ ทั้งสองแต่งกายไม่เหมือนกับยุคสมัยที่เธออยู่เลยแม้แต่น้อย เมื่อทั้งหมดพากันกลับออกไปจากห้องที่เธอนอนพักอยู่ หญิงสาวก็พยุงตัวเองลุกขึ้นนั่งเพื่อคิดทบทวนถึงเรื่องราวที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ใช่ว่าเธอยังอยู่ดีในโลกที่ทันสมัยกว่านี้เป็นร้อยเท่านักหรือ
สิ่งสุดท้ายที่เธอจำได้ก็คือ เธอและกลุ่มเพื่อนที่กำลังจะเรียนจบการศึกษาพยาบาล ต่างนัดแนะกันเพื่อมาออกทริปเที่ยวเยือนยังชายหาดสีขาว และพระจันทร์ดวงโต ที่เธออุตส่าห์นั่งเรือสปีดโบ๊ดข้ามฟากมา บัดนี้หาดทรายที่ว่านั่นอันตรธานหายไป และกลับกลายเป็นท้องทุ่งบึงบัวขนาดใหญ่แทนที่ และนักท่องเที่ยว หลากหลายเชื้อชาติมากหน้าหลายตาที่เดินสวนทางทักทายกันด้วยอารมณ์ที่ครึกครื้นของยามค่ำคืนก็หายไปหมด มีเพียงคนพื้นบ้าน ที่แต่งตัวคล้ายกับจะย้อนอยู่อยู่ในยุคเมื่อหลายร้อยปีก่อนมาแทน
อ่อ ใช่สิ!! เธอถูกเพื่อนรักของเธอกล่าวหา ทำให้มีปากเสียงกัน เพราะผู้ชายที่เพื่อนของเธอหมายปอง มาเกี้ยวพาราสีเธอเข้า
หลังจากนั้นแล้ว ตัวเธอเองก็ตัดสินใจหนีความวุ่นวาย ออกมาเดินชมบรรยากาศเพียงลำพัง พร้อมกล้องถ่ายรูปคู่ใจ จนได้มาพบกับชายหนุ่มคนนั้นที่ดูคล้ายกับว่าเขาเป็นนักจิตรกร
หญิงสาวจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า ชายหนุ่มผู้นั้น กำลังวาดภาพพระจันทร์ดวงโต ที่เธอเองก็อยากจะถ่ายรูปคู่เก็บเอาไว้เพื่อเป็นที่ระลึกด้วย
ก่อนจากกัน ชายผู้นั้นก็มอบภาพวาดสีน้ำมันผืนหนึ่งให้กับเธอเพื่อเป็นที่ระลึก และความนึกรู้ของเธอ ก็ขาดการปะติดปะต่อกันมานับแต่นั้น
เมื่อรู้ตัวอีกที ตัวเธอเองก็มานั่งอยู่กลางบึง บนใบบัวกระด้งขนาดใหญ่ยักษ์แล้ว
เมื่อนึกทบทวนและลำดับเหตุการณ์ไปมา หญิงสาวก็นึกขึ้นมาได้อีกด้วยว่า ชายหนุ่มนักจิตรกรผู้นั้น มีดวงตา และรูปหน้า ละม้ายคล้ายคลึงกับชายหนุ่มที่พร่ำพรอดกอดรัด เคล้าเคลียกับเธอเมื่อค่ำที่ผ่านมาราวกับแฝดก็ไม่ปาน
"นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?" มือบาง ยกแขนขึ้นมากอดตัวเองเอาไว้ด้วยความรู้สึกสั่นสะท้านที่เกิดออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
ใครเล่าใครกันจะช่วยไขปัญหาส่วนนี้ให้เธอได้
นิรินไม่รู้ว่าด้วยเพราะเหตุใด จึงทำให้เธอย้อนเวลามาตกอยู่ในที่ที่ต่างภพ ต่างยุค ต่างสมัยแบบนี้
“นี่มันเหมือนในละครที่เคยดูชัดๆเลย หรือว่าเรากำลังฝัน”
หญิงสาวพึมพำกับตนเอง พร้อมยกมือหยิกแขนของตนเองอย่างแรง
“เจ็บแฮะ นี่ไม่ใช่ฝันหรือเนี่ย แย่แล้ว ยัยรินเอ้ย”
หัวใจดวงน้อยเริ่มรู้สึกถึงความวังเวง เปล่าเปลี่ยว ดวงตาคู่งาม มีน้ำอุ่นใสเอ่อปริ่มขอบตาสวย
หากแต่ไม่ได้ทันหลั่งออกมา ก็ให้พาเหือดแห้งกลับไป ด้วยเพราะได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนที่ดังขึ้นอยู่ภายนอกห้องที่เธอพักอยู่
มือบางเอื้อมเปิดประตูออกไปดูนอกชาน สายตาคู่งามก็พบเข้ากับหญิงชรานางหนึ่ง ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่เพิ่งเดินออกจากห้องของเธอไปพร้อมกับหมอวัยกลางคนผู้นั้น
นิรินรู้สึกได้ถึงความใจดีที่ฉาบเคลือบอยู่บนใบหน้าของหญิงชราผู้เป็นเจ้าของร่างเจ้าเนื้อ
ผิวพรรณสะอาดและแลดูเปล่งปลั่งสมวัย แม้สีผมจะบ่งบอกถึงอายุอานาม แต่ผิวกายและใบหน้ากลับยังแลดูสดชื่นสดใส กระทั่งแววตาที่มองมายังตัวเธอ ไร้ซึ่งรอยขุ่นมัว ชี้ให้เห็นว่าสุขภาพของ หญิงชรานางนี้ ยังคงแข็งแรงสมบูรณ์นัก
"ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ คุณองศาสั่งให้จัดสำรับมื้อเช้าไว้ให้แล้วเจ้าค่ะ เผื่อแม่หญิงจะหิว"
"อ่อ ขอบคุณนะคะ"
หญิงสาวยิ้มตอบหญิงชราด้วยท่าทางนอบน้อม หากเทียบอายุกัน หญิงชราที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของเธอก็น่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับคุณยาย เมื่อคิดเช่นนี้ เธอกลับยิ่งรู้สึกคิดถึงบ้านขึ้นมาจับใจ
"ยายจ๊ะ ที่นี่คือที่ไหนหรือ แล้วเป็นปีที่เท่าไรกัน"
ยายบัวเอียงหน้ามองสาวน้อยที่อยาตรงหน้าของเธอ คำถามของหญิงสาวไม่ปรากฎถึงความมีเลศนัยใดแอบแฝง
น้ำเสียงและแววตาของเธอก็แสดงออกอย่างชัดเจน ว่ากำลังงุนงงและกำลังสับสนในบางสิ่งบางอย่าง พาให้ผู้ที่ถูกเรียกขานว่า ยาย นึกเกิดกระแสความเอ็นดูไหลหลั่งเข้าอาบดวงใจ
"ที่นี่คือ..." เสียงอบอุ่นกำลังจะกล่าวตอบ ทว่ายังไม่ทันที่หญิงชรา จะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ก็มีเสียงร้องตะโกนโหวกแหวกของชายหนุ่มคนหนึ่ง ดังแทรกขึ้นมาจากด้านล่างของเรือน
"ยาย ยาย ยายบัว!" ชายหนุ่มรูปร่างเล็ก ผิวสองสีเจ้าของเสียงนั้น ก็รีบวิ่งหน้าตาตื่นขึ้นมาตามยายบัวบนเรือน ด้วยความรีบร้อน
"อ้าวไอ้ผิน เป็นอันใดของเอ็งห๊ะ?"
หญิงชราที่ ชายหนุ่มชื่อผินเรียก รีบหันไปถามเสียงเข้มทันทีเมื่อเขาวิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้า
“ก็คุณองศาแจ้งว่า หากช่างสร้างเรือนมาถึงให้รีบมาตามยาย อย่าได้ช้าเชียว มิฉะนั้นกระผมคงโดนทำโทษอดกินของอร่อยไปอีกหลายมื้อ"
"แหม่เอ็งนะ ของอร่อยที่ว่า คงไม่พ้นเหล้านอก ที่คุณเขาเก็บไว้ ใช่ดั่งว่าละสิ" หญิงชรา ใช้สายตามองค้อนหลานชายของตนด้วยความหยอกเย้า
และไม่ลืมที่จะหันมากล่าวลากับนิริน ก่อนจะออกเดินจากไป
"ยายต้องขอตัวก่อน แม่หญิงรับสำรับเถิดเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวจะเย็นชืดเสียหมด" กล่าวจบก็เดินจากไปด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยไมตรี
นิรินมองอาหารคาวหวานที่ตั้งอยู่ด้านหน้า สีสัน และกลิ่นที่หอมชวนลิ้มลอง พาให้ท้องน้อยๆ ขอเธอ ร้องประท้วงออกมาด้วยความหิว
เมื่อทุกคนกลับลงจากเรือนไปหมดแล้ว เธอจึงรีบกินแล้วรีบไปอาบน้ำเปลี่ยนผ้า ที่คนของเขาได้จัดเตรียมเอาไว้ให้ แม้ว่าจะใส่ไม่ถนัดก็ตามที แต่ก็ดีกว่าไม่มีอาภรณ์ใดให้นุ่งห่มเลย
อาการไข้ของเธอลดลงมากแล้วจนแทบจะหายเป็นปลิดทิ้ง แต่เมื่อนึกถึงรสสัมผัสของชายหนุ่มเมื่อคืนที่ผ่านมา ทำเอาผิวสาวสะคราน ร้อนรุ่มขึ้นมาอีกครั้งจนได้
"บ้าไปแล้วยัยริน ต้องหาทางกลับบ้านสิ ไม่ใช่มาคิดเรื่องไร้สาระ" เธอตบหน้าผากของตัวเองไปหนึ่งแปะ เพื่อเป็นการเรียกสติกลับคืน โดยไม่ทันได้ระวังว่าจะมีใครมาได้ยินสิ่งที่เธอเผลอพูดออกไป
"คิดถึงกระผมอยู่หรือขอรับ?" เสียงทุ้มนุ่มดังอยู่ด้านหลังของเธอ
หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อยเธอหมุนกายกลับไปมอง ชายหนุ่มเจ้าของเสียง ยังคงมีรอยยิ้มกรุ่มกริ่มแพรวพราวอยู่บนใบหน้าคม แววตาที่มองมายังเธอฉาบชัดไปด้วยความเจ้าเล่ห์น้อย ๆ
"ท่าทางฝีมือการทำกับข้าวของยายบัวของกระผม จะถูกปากคุณริน"
สายตาคมของเขาทอดมองไปยังสำรับที่ยกมาก่อนหน้า ที่ตอนนี้แทบจะไม่เหลือสิ่งใดติดจานเอาไว้เลย
นิรินต้องยอมจำนนว่า อาหารที่นี่รสชาดหอมอร่อยแปลกลิ้น เธอไม่เคยลิ้มรสแบบนี้เลย และก็น่าจะหาได้ยากในยุคสมัยที่เธอเติบโตมา ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะด้วยความหิว หรือความอร่อยแต่เธอก็กินมันลงไปจนท้องเล็ก ๆ นูนออกมาเลยทีเดียว
"เอ่อ...ขอโทษนะ คือ... ฉันคงหิวมากไปเลย ไม่มีเก็บไว้ให้คุณ"
หญิงสาวก้มหน้างุดหลบสายตาด้วยความอาย ทำเอาชายหนุ่มถึงกับยิ้มกว้างเพราะประทับใจในความน่ารักที่แลดูใสซื่อของเธอ
"หากยังไม่พอ ยังมีอีกมากนัก อยากจะรับเพิ่มหรือไม่"
"อ่อ ไม่แล้วละค่ะ ขอบคุณมาก" เธอรีบปฏิเสธอย่างพัลวัน หากกินเพิ่มเข้าไปอีกร่างเล็ก ๆ ของเธอคงจะได้ระเบิดออกเป็นแน่แท้เลยเชียว
ชายหญิงบังเอิญเงยหน้าขึ้นและประสานสายตากันและกัน ด้วยความเก้อเขิน ใบหน้าของหญิงสาวร้อนผ่าวจนผิวเนื้อเปลี่ยนสี เมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความรุ่มร้อนของชายหนุ่ม ที่ทอดสายตามองมาที่เธอ
"วันนี้ผมให้คนเริ่มสร้างเรือนใหม่สำหรับเราสองคนแล้ว คาดว่าน่าจะเสร็จในเร็ววัน"
"สร้างเรือน?"
"ขอรับ สร้างเรือน" ชายหนุ่มระบายยิ้มบนใบหน้า แววตาคมที่มองนิ่งมายังเธอ บ่งบอกว่าเขาจริงจังกับคำที่เขาเอ่ยออกมาทุกคำ
"แล้วคุณ..รู้จักชื่อฉันได้อย่างไรกัน"
"ก็เพราะคุณละเมอเพ้อออกมา เมื่อคืนอย่างไรเล่า"
ชายหนุ่มสีหน้าเข้มขึ้น เมื่อเอ่ยถึงคำว่าเมื่อคืน ซึ่งก็ไม่ต่างกันนักกับเธอ
ผ่านไปแรมเดือน....
ความสัมพันธ์ขององศาและนิรินกระชับชิดกันเรื่อยๆ เขาพาเธอตระเวนไปดูสิ่งแวดล้อมโดยรอบ ทำให้เธอได้บันทึกภาพต่างๆ มากมาย ด้วยกล้องถ่ายรูปตัวโปรดของเธอ
นอกจากนี้เขายังแสดงให้เธอเห็นถึงฝีมือด้านศิลปะของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการเล่นดนตรี หรือการวาดภาพบนผืนผ้าใบ
หลาย ๆ สิ่งที่เขาทำให้เพียงเพื่อหวังว่า จะทำให้หญิงสาวหายคิดถึงที่ที่เธอจากมาได้บ้าง แม้เขาไม่รู้ว่าเป็นที่ใด แต่เขาก็ไม่ชอบใจนัก หากพบว่าเธอนั่งเหม่อใจลอย และสีหน้าไร้ซึ่งความสุข....
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดูเหมือนว่าจะค่อย ๆ พัฒนามาจนกลายเป็นความรัก ทว่าอุปสรรคก็ค่อย ๆ ทยอยตามมาให้ได้พบด้วยเช่นกัน
ทั้งคู่จะสามารถลงเอยกันได้ด้วยดีหรือไม่นั้น ท่านผู้อ่านเห็นจะต้องเข้าไปสืบสาวราวเรื่องด้านในกันแล้วละเจ้าค่ะ
