บทนำ
ว่ากันว่า ในยามที่คนเราจนตรอก มักจะตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะทำเสมอ
สำหรับ รินรดา ความจนตรอกของเธอนั้นประกอบไปด้วยกลิ่นฉุนคละคลุ้งจนแสบจมูกของน้ำยาฆ่าเชื้อ และตัวเลขเจ็ดหลักบนใบประเมินค่ารักษาพยาบาลของน้องชายคนเดียวซึ่งกำลังนอนจ้องมองเธออยู่
มือเล็ก ๆ ของเด็กชายที่นอนซีดเซียวอยู่บนเตียงขาวโพลน ยังคงยกขึ้นโบกทักทายพยาบาลที่เดินผ่านด้วยรอยยิ้มสดใสราวกับไม่รู้ว่าตัวเองกำลังป่วยหนักอยู่
รินรดามองน้องชายแล้วรู้สึกเจ็บหน้าอก เพราะในความสดใสนั้นซ่อนความไม่รู้เอาไว้ เขาไม่รู้ว่าตัวเลขบนกระดาษแผ่นนั้นหนักแค่ไหน และเธอก็ไม่อยากให้เขารู้
ความรักที่มีต่อครอบครัวที่มีเพียงคนเดียวบีบคั้นให้เธอต้องมองหาทางเลือกสุดท้าย ไม่ว่ามันจะต้องแลกมาด้วยสิ่งใดก็ตาม เธอก็พร้อม ขอแค่ให้น้องยังคงยิ้มได้แบบนี้ต่อไปก็พอ
ส่วนความจนตรอกของ ธีรภัทร นั้นหอมกรุ่นด้วยกลิ่นชาชั้นเลิศที่เสิร์ฟในห้องรับแขกอันโอ่อ่า คำประกาศิตจากผู้เป็นย่าที่ขีดเส้นอนาคตของเขาไว้กับการแต่งงานทางธุรกิจอันปราศจากความรัก
เขานั่งอยู่บนโซฟาหนังแท้ราคาแพง มองภาพถ่ายของหญิงสาวที่ย่าวางไว้ตรงหน้า ใบหน้าในรูปนั้นดูสุภาพ แต่นั่นแทบไม่ได้บอกอะไรเลย เพราะเขาไม่รู้จักเธอแม้แต่น้อย ไม่รู้ว่าเธอเป็นคนอย่างไร ไม่รู้ว่าเธอยินดีกับการแต่งงานครั้งนี้หรือถูกบังคับไม่ต่างจากเขา และที่น่ากลัวที่สุดคือ เขาไม่มีเวลาพอที่จะค้นหาคำตอบนั้นแล้ว
อิสรภาพที่เขาโหยหามาตลอดชีวิตกำลังจะถูกริบไปต่อหน้าต่อตา บีบคั้นให้เขาต้องสร้างละครฉากใหญ่ขึ้นมาเพื่อต่อต้านโชคชะตาที่ผู้เป็นย่ายื่นให้ แผนการก่อตัวขึ้นในหัวอย่างเงียบ ๆ พร้อมกับคำถามเดียวที่เขาต้องการ นั่นคือ มีใครสักคนที่พร้อมจะเล่นละครฉากนี้ร่วมกับเขาไหม
ในมหานครที่ไม่มีวันหลับใหล คนสองคนจากสองโลกที่แตกต่างกันสุดขั้วกำลังถูกมรสุมแห่งโชคชะตาพัดพาให้เข้ามาใกล้กัน โดยมีสัญญาจ้างฉบับหนึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด
สัญญาที่เริ่มต้นจากความจำเป็นของคนสองคน ที่ต่างก็แบกรับบางสิ่งไว้คนละอย่าง และยังไม่รู้เลยว่าเส้นทางที่เลือกเดินร่วมกันนั้น จะพาทั้งคู่ไปสิ้นสุดที่ตรงไหน
