ตอนที่6 ขึ้นเขียง
หมับ!
“จะทำอะไร ปล่อยฉันนะ กรี๊ด!!”
“มานี่!” หญิงสาวทั้งสองฉุดกระชากลากถูร่างของหญิงสาวที่กำลังกรีดร้องด้วยความกลัวก่อนจะจับเธอให้นั่งลงบนเก้าอี้ตรงหน้ากระจกบานใหญ่ซึ่งด้านหน้ามีโต๊ะสำหรับวางตั้งเครื่องสำอางที่พวกหล่อนนั่งก่อนหน้านี้ในทีแรก
“ฉันบอกให้ปล่อยไง อย่าแตะต้องตัวฉันนะ!” หญิงสาวส่ายหน้าอย่างตื่นตระหนก พยายามสะบัดแขนให้หลุดออกจากพันธนาการของพวกหล่อนและดิ้นรนอย่างสุดแรงที่มีอยู่ด้วยความตกใจอย่างอกสั่นขวัญแขวนเกือบจะร้องไห้ แต่ด้วยร่างบางที่มีเรี่ยวแรงอันน้อยนิดจะไปสู้แรงของผู้หญิงแปลกหน้าท่าทางป่าเถื่อนทั้งสองคนนี้ที่กำลังจับท่อนแขนเธอไว้แน่นได้อย่างไร
ขอนอกเรื่อง ถามจริงนี่พวกหล่อนเป็นผู้หญิงจริงๆ ใช่มั้ย ให้ตายเถอะเห็นร่างบอบบางพอๆ กับฉัน แต่ทำไมพวกหล่อนแรงเยอะพอๆ กับผู้ชายเลยละ
“แต่งหน้าก่อนก็แล้วกันแล้วค่อยเปลี่ยนชุด เดี๋ยวจะไม่ทันการ” หนึ่งในหญิงสาวสองคนนี้เอ่ยพูดขึ้นโดยมีอีกฝ่ายพยักหน้าเห็นด้วย อย่างไม่คิดจะสนใจเสียงกรีดร้องของหญิงสาวผู้มาใหม่ซึ่งได้แต่นั่งกระสับกระส่ายตัวสั่นเทาเลยสักนิด
“นั่งให้มันดีๆ แล้วหยุดแหกปากร้องได้แล้ว ถ้าเธอยังไม่อยากตาย”
“อึก!” สุ้มเสียงไม่เกรี้ยวกราดแต่วางอำนาจอยู่ในทีของหนึ่งในหญิงสาวสองคนนั้นพูดกระซิบขึ้นข้างหูสวยทำให้หญิงสาวทำกับผวาเฮือกนั่งตัวแข็งทื่อ ก่อนที่เธอดันเลื่อนสายตาลงต่ำเหลือบไปเห็นด้ามปืนสีดำขลับที่ถูกแหน็บเอาไว้ข้างเอวของพวกหล่อนจึงไม่กล้าแม้แต่จะขยับร่างกายหรือคิดจะขัดขืนอีกต่อไป
“พูดง่ายเหมือนกันนี่นังคุณหนูผู้สูงศักดิ์ อย่าคิดจะโวยวายอีกละ เดี๋ยวจะหาว่าฉันไม่เตือน”
“อึก…” ดวงหน้างามแฉล้มเต็มไปด้วยความตกใจและความหวั่นเกรงจนไร้สีเลือด แลมองใบหน้าเหี้ยมเกรียมของหญิงสาวทั้งสองผ่านกระจกบานใหญ่หน้าโต๊ะเครื่องสำอางตรงหน้าอย่างหอบหายใจถี่รัว
หัวใจดวงน้อยเต้นแรงด้วยความตื่นกลัวจนหัวไหล่เกร็ง แต่หญิงสาวก็ต้องจำใจยอมนั่งตัวนิ่งอย่างเชื่อฟัง ปล่อยให้ผู้หญิงสองคนนี้ทำตามอำเภอใจโดยการหยิบยกเครื่องสำอางขึ้นมารุมกันบรรจงแต่งบนใบหน้าสวยของเธอยกใหญ่ซึ่งตัวเธอเองก็ไม่รู้เลยว่าหล่อนทั้งสองจะทำแบบนี้ไปทำไมและต้องการอะไรกันแน่
หรือจะเป็นเพราะว่า…
เมื่อความคิดที่น่ากลัวอีกอย่างหนึ่งผุดขึ้นมาในสมองทำให้ประสาททุกส่วนตื่นตัวระวังภัยเต็มที่ขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของหญิงสาวเบิกกว้างเท่าไข่ห่านกลอกซ้ายกลอกขวาอย่างกระวนกระวายใจคิดไปต่าง ๆ นานา ว่าคนพวกนี้อาจจะพาเธอมาขายหรือจะให้เธอไปรับแขกเพื่อแลกกับหนี้ที่บิดาสร้างไว้ก็เป็นได้
สิบห้านาทีต่อมา
“เสร็จแล้ว แต่งออกมาได้เพอร์เฟคมาก”
“ใช้ได้เลยนี่”
“มันก็แหงอยู่แล้วละ คิกคิก”
ใบหน้าสวยราวกับฟ้าประทานมาให้ของหญิงสาวถูกพวกหล่อนแต่งแต้มทาตาโทนสีดำคมเข้ม ริมฝีปากทาด้วยลิปสติกสีแดงเพลิงยิ่งชวนให้ดูสะดุดตาเซ็กซี่น่าหลงใหล แม้แต่เจ้าตัวอย่างเธอก็ถึงกับเบิกตาโพลงมองตัวเองในกระจกอย่างเหลือเชื่อทั้งตกตะลึงกับการรูปลักษณ์ที่แปลกตาไปจากคุณหนูในลุคใสๆ กลายเป็นสาวแซ่บไปเสียได้
“ที่นี้ก็แต่งตัวได้แล้ว” หนึ่งในหญิงสาวสองคนนั้นเอ่ยพูดขึ้นก่อนจะยื่นบันนี่เกิร์ลสั้นเสมอหูสุดวาบหวิวสีดำส่งมาให้
“อึก นี่มันชุดอะไรเนี่ย!” เธอเห็นชุดที่พวกหล่อนยื่นมาให้แล้วถึงกับส่ายหน้าไปมารัวๆ อย่างไม่ยอมใส่ชุดบ้าๆ นี่เด็ดขาด
“เอาไปใส่ซะ”
“ไม่ใส่! ฉันจะไม่ยอมใส่ชุดนี้จนกว่าพวกเธอจะบอกฉันมาว่าจะพาฉันไปไหน” หญิงสาวยืนกรานเสียงแข็งสีหน้าจริงจังอย่างไม่ยินยอมแน่นอน ทำให้พวกหล่อนทั้งสองถึงกับเท้าสะเอวกลอกตามองบนอย่างเบื่อหน่ายกับคำถามซ้ำๆ เดิมๆ และความเรื่องมากของเธอ
แกร๊ก
“ไปเปลี่ยนชุด ฉันให้เวลาเธอห้านาที”
“อึก!”
ปลายกระบอกปืนจี้มาตรงบริเวณหน้าผากของหญิงสาวทำเอาหัวใจของเธอถึงกับหล่นวูบแทบจะลืมหายใจไปชั่วขณะ ดวงตาเบิกกว้างขยายเป็นไข่ห่านเสียวสันหลังวาบหวาดกลัวจนแข้งขาสั่นพั่บๆ แม้แต่กลืนน้ำลายลงคอก็ยังยากลำบาก
นี่มันจะโหดร้ายป่าเถื่อนกันเกินไปแล้ว!
“เลือกเอา จะรีบไปแต่งตัวให้เสร็จหรืออยากตายตรงนี้”
“กะ ก็ได้ จะใส่เดี๋ยวนี้แหละ” น้ำเสียงเย็นชาเอ่ยข่มขู่อย่างชัดเจนทำให้หญิงสาวรีบตอบอึกอักอย่างน้ำเสียงสั่น ก่อนจะยื่นมือไปรับชุดสุดเซ็กซี่บันนี่สีดำมาสวมใส่ทันทีถึงแม้ว่าจะรู้สึกเขินอายไม่น้อยจนใบหน้าแดงก่ำเพราะชุดนี้ที่หล่อนทั้งสองให้เธอมาใส่นั้นไม่มีส่วนไหนเลยสักนิดที่จะสามารถปกปิดสัดส่วนทั้งท่อนบนและท่อนล่างของเธออย่างมิดชิดได้
มะ มันวาบหวิวเกินไปแล้ว ทำไมต้องบังคับให้ใส่อะไรแบบนี้ด้วย น่าอายชะมัดอย่างกับจะไปถ่ายนิตยสารโป๊ยังไงอย่างนั้นเลย ฮือ
ห้านาทีต่อมา
“เสร็จแล้ว มารับตัวไปได้”
ในขณะที่หนึ่งในหญิงสาวสองคนนั้นกำลังคุยโทรศัพท์อยู่หญิงสาวเอาแต่นั่งก้มหน้างุดอยู่เงียบๆ อย่างหงุดหงิดอยู่ในใจพลางยกมือขึ้นมาปิดบังส่วนเว้าส่วนโค้งบนเรือนร่างและหลังจากวางสายไปไม่นานนักประตูบานใหญ่ถูกเปิดออกอีกครั้งพร้อมกับร่างสูงใหญ่ของบอดี้การ์ดคนเก่าคนเดิมเดินตรงเข้ามาเพื่อพาตัวเธอไป
“เชิญครับคุณเชอรีล”
ความหวังของเธอที่จะหนีในตอนนี้มันช่างริบหรี่เหลือเกิน ใครจะไปคิดล่ะว่าชีวิตของคุณหนูเชอรีลผู้สูงส่งจะมาตกอับถึงเพียงนี้ พ่อทิ้งหนี้ก้อนใหญ่เอาไว้ให้แล้วยังคิดจะทิ้งเธอไว้ชดใช้กรรมกับเจ้าหนี้ขาใหญ่หัวล้านพุงย้อย อีกอย่างตอนนี้เธอก็พอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมหล่อนทั้งสองคนนี้ถึงได้บังคับให้เธอต้องใส่ชุดกระต่ายน้อยบ้าบออะไรนี้ด้วย
ก็เพราะว่าตัวเธอกำลังจะขึ้นเขียงให้ตาลุงแก่พุงย้อยหั่นเชือดยังไงล่ะ
