บทที่สี่: ผู้ช่วยพ่อครู
ช่วงโพล้เพล้วันนั้น
หลังจากพ่อครูกินอาหารเย็นเสร็จ ชะเอมก็ไปดักรออีกคนที่ห้องสวดมนต์ เธอนั่งสัปหงกจนเกือบจะหลับอยู่รอมร่อ รอแล้วรอเล่าอีกคนหนึ่งก็ยังไม่มา สุดท้ายก็กลายเป็นว่าหลับเอาหัวพิงเสา
พอได้ยินเสียงฝีเท้าผ่านไป เจ้าตัวก็สะลืมสะลือแล้วหาวหวอด ร่างหนึ่งเข้ามาในห้อง ร่างกำยำหันหน้าเข้าหาแท่นบูชาพระ หันหลังให้กับเธอ
ชะเอมตัดสินใจร้องเรียก
“พ่อครูจ๊ะ”
เงียบ...ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ
“พ่อครู” เอ่ยขึ้นอีกครั้งหนึ่งเพื่อไม่ให้บรรยากาศในห้องนี้เงียบเกินไป ทว่าอีกคนหนึ่งก็ยังไม่ตอบ
ชะเอมเลยถือโอกาสพูดมันเสียตรงนั้นเลย
“เรื่องที่ฉันมาอยู่ที่นี่เพราะอะไร พ่อครูอย่าบอกใครนะ”
“...”
“ฉันกลัวคนอื่นจะรู้แล้วไปบอกยงยุทธน่ะจ้ะ”
“เอ็งไม่พูด ก้านตองไม่พูด ข้าไม่พูด ใครจะรู้” ถ้อยคำราบเรียบออกมาจากปากอีกคน ชะเอมได้ฟังดังนั้นก็หายกังวลใจ
“ขอบคุณนะจ๊ะที่ปิดบังความลับให้” ไม่ว่าเปล่ายังโค้งเพื่อขอบคุณ ระหว่างที่เธอกำลังไหว้เขาจากด้านหลัง เสียงหัวเราะของเด็กตัวเล็กก็ดังอยู่ข้างหู
“ฮิ ๆ พ่อหมอเขาไม่บอกใครหรอกจ้ะ พี่ชะเอม”
เสียงเด็กที่ไหนมาอยู่แถวนี้
หญิงสาวพยายามมองหาที่มาของเสียงแต่ก็ไม่เจอ เจ้าจุกไม่ยอมปรากฎกายให้เห็นทำได้แต่เพียงล้อเลียนคนเป็นเจ้าของตำหนัก
“ขืนบอกใครเรื่องที่พี่ชะเอมโกหก เดี๋ยวคนเขาก็รู้พอดีว่าพ่อครูถูกเด็กหลอกเรื่องวันเกิด” เจ้าจุกหัวเราะร่า ชะเอมชักรู้สึกหวาดกลัวกับสิ่งที่ตนกำลังเจอ
สิงคาลเอ็ดขึ้น
“ไอ้จุก เอ็งลงไปเล่นข้างล่างเรือนไป อย่าทำให้คนอื่นเขากลัว”
“จ้ะ ไปก็ได้” เสียงฝีเท้าเดินจากไปโดยไม่เห็นตัวคน ชะเอมรู้สึกไม่ค่อยดีเลยถามคนในห้อง
“คนนั้นเขาคือใครหรือจ๊ะ”
“กุมารทอง” พ่อหมอว่าออกมา หญิงสาวอ้าปากพะงาบ ๆ ไม่คิดว่าตนจะเจอสิ่งลี้ลับเข้าให้
“กะ..กุมารทอง? พ่อหมอเลี้ยงไว้หรือ”
“อืม เลี้ยงมาได้หลายปีแล้ว เจ้าจุกตนนี้นี่ล่ะที่มาบอกข้าเรื่องวันเกิดของเอ็ง” สิงคาลยังคงไม่พอใจเรื่องที่อีกคนมาหลอกลวง ลูกสาวหมู่บ้านเห็นดังนั้นก็รู้สึกแย่
“ฉันขอโทษพ่อหมอจริง ๆ ตอนนั้นมันไม่มีวิธีอื่น”
“ช่างเถอะ เอาเป็นว่าข้าไม่คิดจะแพร่งพรายเรื่องพวกนี้ให้ใครรู้เป็นทุนเดิม”
“ขอบใจมากนะจ๊ะ...” ว่าแล้วก็ไหว้ย่ออีกครั้งหนึ่งแล้วเตรียมจะออกไปจากห้อง ในเมื่อหมดธุระแล้วเธอก็ว่าจะเข้าไปอาบน้ำเพื่อเตรียมเข้านอน
“เดี๋ยว” เสียงแหบพร่าเรียกเอาไว้ ทำให้คนที่ตั้งท่าจะออกจากห้องชะงักแล้วคลานกลับไปที่เดิม
“มีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ”
“ข้าบอกว่าข้าจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้ก็จริง แต่เอ็ง...” ไม่ว่าเปล่าหันร่างกำยำที่ท่อนบนเต็มไปด้วยอักขระยันต์มาทางผู้น้อย
“...”
“เอ็งต้องเป็นผู้ช่วยข้าตลอดระยะเวลาสี่เดือนนี้ งานบ้านงานเรือน จัดแจงอาหาร ตักน้ำอาบต้องเป็นหน้าที่ของเอ็ง”
“เอ๋ ทำไมถึงต้องทำด้วยล่ะ”
“มาอยู่ใช้ไฟใช้น้ำบนตำหนักฟรี อาหารก็กินฟรี ไม่เสียสักบาท แต่ไม่คิดจะอยู่ช่วยเจ้าของเรือน เอ็งว่ามันไม่เกินไปหน่อยอย่างนั้นรึ” พ่อหมอถามขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หญิงสาวเมื่อได้ยินดังนั้นก็พลันเข้าใจ
“ถ้าเป็นเรื่องช่วยงาน ฉันช่วยได้จ้ะ เคยช่วยงานพ่อดูแลคนในหมู่บ้านมาแล้ว เรื่องแค่นี้...เรื่องปะติ๋วเอง” หญิงสาวยิ้มออกมา พยายามทำตัวให้สนิทอีกคน แต่ร่างแกร่งตรงหน้ากลับมีสีหน้าราบเรียบ มองเธอเหมือนมองอากาศนั่นทำให้ชะเอมรู้สึกน้อยใจ
“ทำไมมองหน้าชะเอมอย่างนั้นล่ะจ๊ะ” เธอดูเป็นภาระในสายตาเขามากเลยหรือ
“เอ็งวางแผนจะทำอะไรต่อในช่วงสี่เดือนนี้” สุดท้าย สิงคาลก็เลือกถามออกมาตรง ๆ เขาไม่รู้ว่าอีกคนคิดอะไรถึงเลือกมาอยู่เรือนเขาถึงสี่เดือน
“ก็ไม่ได้วางแผนจะทำอะไรเป็นพิเศษ แค่นุ่งขาวห่มขาว สวดมนต์ ทำเหมือนคนที่ต้องแก้เคล็ดน่ะจ้ะ” หญิงสาวว่าออกมา พอได้ยินคำตอบเขาก็ถอนใจ
“สรุปก็คือนุ่งขาวห่มขาวเพื่อหลอกชาวบ้านว่างั้นเถอะ” เขาร้องออกมา ชะเอมได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าราบเรียบ
“แล้วจะให้ทำอย่างไรได้ล่ะเจ้าคะ ก็มันต้องทำจริง ๆ นี่” เธอว่าออกมา
“เออ ๆ เอาเป็นว่าเอ็งก็อยู่ช่วยงานข้าไปก่อน ถ้ามีธุระหรือมีอะไรให้ช่วยจะเรียกมา” สิงคาลบอก
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวชะเอมไปอาบน้ำก่อนนะเจ้าคะ” ไม่ว่าเปล่าทำท่าจะออกไปด้วย พ่อครูไม่ได้ว่าอะไร หันหน้าเข้าหาแท่นพระเพื่อสวดมนต์ตามเดิม
ชะเอมเปลี่ยนชุดอาบน้ำเพื่อเข้าห้องน้ำ ในมือไม่ลืมถือขันกับยาสีฟัน แปรงสีฟันมาด้วย เพราะห้องน้ำอยู่ไกลจากตัวเรือนเลยใช้เวลาในการเตรียมเล็กน้อย
เธอเปิดไฟ เดินเข้าไปในห้องน้ำ ถูลำตัวไปมา อาบน้ำอาบท่าให้สะอาดเรียบร้อย
พอกำลังจะแปรงฟัน เอายาสีฟันแตะแปรงสีฟันแล้วเอาเข้าปาก ปรากฏว่าเงยหน้าขึ้นไปเจอตุ๊กแกพอดี
ร่างเล็กกรีดร้องดังลั่นไปทั่วเรือน นั่นทำให้สิงคาลที่กำลังสวดมนต์อยู่รีบวางมือแล้วเดินมาเคาะประตูห้องน้ำ
“เกิดอะไรขึ้น”
“ตะ..ตุ๊กแกจ้ะ มันอยู่เหนือกระจกหน้าห้องน้ำ” หญิงสาวบอกออกไป สิงคาลเห็นดังนั้นก็ถอนหายใจ
“เอ็งกรีดร้องเสียงดังขนาดนี้ ข้าก็นึกว่ามีคนมาฉุดไปเสียแล้ว” เขาว่า กำลังจะหมุนตัวกลับ แต่จู่ ๆ คนในห้องน้ำก็ร้องกรี๊ดขึ้นมาอีกครั้ง
“มันกระโดดเกาะแขนฉัน พ่อครู ช่วยด้วย” ร้องเรียกให้อีกฝ่ายเข้ามาหาใหญ่ แต่สิงคาลไม่ได้คิดอยากจะเข้าไป ประตูห้องน้ำถูกเปิดผลัวะ หญิงสาวโยนตุ๊กแกลงข้างทางแล้วเข้าไปหลบหลังพ่อครูทั้งที่กำลังใส่กระโจมอก
พ่อครูรีบบอก ใบหน้าคมรู้สึกเขินอายที่ต้องมาเห็นภาพผู้ชายนุ่งผ้าน้อยชิ้น
“เอ็งรีบไปใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย”
“พ่อครู มันมาเกาะแขนฉัน” ชะเอมร้องบอก คนตัวโตส่ายหัว
“เอ็งขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ เดี๋ยวข้าดูเอง” ไม่ว่าเปล่าพ่อครูยังจัดการเอาตุ๊กแกไปปล่อยในป่าหลังบ้าน ชะเอมเลยรีบขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าด้านบน ใส่ชุดคอกระเช้ากับผ้าถุงมานั่งคอยท่า
“ข้าเอาไปปล่อยให้แล้ว เรื่องมากจริงเชียว” ท่านว่าหลังจากขึ้นมาเจอคนตัวเล็กนั่งรอตนอยู่ หญิงสาวไม่กล้าลงไปด้านล่างอีก มิหนำซ้ำเสียงหมาก็ยังหอนเกรียวเหมือนวันนั้นที่เธอรู้สึกนึกกลัว
“พ่อครู” เสียงเด็กดังขึ้นใกล้ตัว เรียกให้ชะเอมสะดุ้ง หันซ้ายหันขวามองว่าใครมาเรียกเจ้าของตำหนัก สุดท้ายก็ไม่เห็นแม้แต่เงา
“เอ็งมีอะไรก็ว่ามา ทำอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อยู่ได้” พ่อหมอหันมองกุมารทอง เจ้าจุกที่ตอนนี้มีสีหน้าเศร้าสร้อยพูดบอก ชะเอมมองไม่เห็นตัว รู้สึกขนลุกขึ้นมา
“พ่อครู มีคนกำลังมาทางนี้จ้ะ เป็นหญิงแก่ถูกผีเข้า...ยายของจุกเอง” จุกบอก เด็กน้อยเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ สิงคาลเห็นเลยเอามาทำกุมารทอง ตอนนี้ยายของจุกกำลังถูกผีสิง เด็กน้อยเห็นแล้วอดสงสารไม่ได้
“รอช้าทำไมเล่า ไปเอาขันกับน้ำมนต์มา” สิงคาลใช้ชะเอม คนสวยรีบลุกขึ้นจากพื้นแล้วเข้าไปเอาขันน้ำมนต์ออกมา ร่างแกร่งเดินไปดูที่หน้าชานเรือน เห็นรถเข็นหญิงแก่คนหนึ่งมา คิ้วเรียวก็ขมวดวุ่น
“รออยู่พอดี ยายสาย” น้ำเสียงแหบแห้งบอก ลงจากบันไดเรือนไปด้านล่าง หญิงแก่นอนขดตัวหนาวอยู่บนรถเข็น พอเห็นพ่อครูก็หัวเราะออกมา
“ฮ่า ๆ ๆ เอ็งจะทำอะไรข้า ไอ้สิงคาล” เสียงที่ออกมาเหมือนเสียงคนยังสาว ดูขัดกับอายุอานามเจ้าของร่าง
“ยายสายผีเข้าจ้ะ พ่อบอกให้มาหาพ่อครู” ไม่ว่าเปล่า คนที่พามาคุกเข่าลงกับพื้นดินยกมือไหว้สิงคาล
“อุ้มมันขึ้นมาบนเรือน” บอกแล้วเดินขึ้นไปก่อน ลูกชายยายสายพอเห็นดังนั้นก็เตรียมจะอุ้มแกขึ้นเรือน แต่เพราะหนักเหลือเกินเลยไม่สามารถยกได้
“พ่อครู ยายสายตัวหนักมาก ยกไม่ได้จ้ะ”
“ฮ่า ๆ ๆ ข้าไม่ขึ้นเรือนไอ้สิงคาลมันหรอกนะ” ว่าแล้วก็หัวเราะ น้ำหมากไหลย้อยลงมาบนเสื้อ ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงไปหมด
“อุ้ม-มัน-ขึ้น-มา” คราวนี้พ่อครูกดเสียงลงต่ำ พยายามให้คนเป็นลูกพาแกขึ้นมาบนเรือนให้ได้ แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรกลับยกอีกคนไม่ได้ ทั้งที่ตอนยกออกมาจากบ้านกลับยกได้อย่างสบาย ๆ
“พ่อครู ยายสายไม่กล้าขึ้นมาบนบ้าน” กุมารทองปรากฏกายต่อหน้าชะเอม ทำให้หญิงสาวรู้สึกกลัวเกรง เธอหัวใจเต้นแรงขึ้น ไม่คิดว่าจะได้เห็นวิญญาณเด็กผู้ชายใส่โจงกระเบนต่อหน้าต่อตา
“เหตุใดจึงไม่กล้าขึ้นมา”
“อันนี้จุกไม่ทราบ” จุกบอก มองยายของตนแล้วได้แต่รู้สึกสงสาร วิญญาณที่เข้าสิงแกคงจะเป็นวิญญาณยังสาว ลมเพลมพัด
“ถ้าอย่างนั้นพ่อครูลงไปข้างล่างไหมจ๊ะ” ชะเอมเสนอ ในเมื่ออีกคนไม่กล้าขึ้นมาก็มีแต่จะต้องลงไปข้างล่าง สิงคาลเห็นดีเห็นงามด้วย ก้าวเท้าลงจากเรือนโดยมีชะเอมคอยถือน้ำมนต์ตามก้นต้อย ๆ
เมื่อไปถึงหน้ารถเข็น เจ้าของตำหนักก็เอาน้ำมนต์ประพรมลงเหนือหัวยายสาย ยายแกดิ้นรนด้วยความเจ็บปวด กรีดร้องเสียงโหยหวนปานจะขาดใจ
“กรี๊ดดด” เสียงดังไปถึงแปดบ้านเจ็ดบ้าน ทำเอาบ้านแต่ละหลังรู้สึกกลัวต้องรีบปิดหน้าต่าง ปิดประตูห้อง ล็อกทางเข้าให้แน่นหนา
“จะออกไม่ออก” สิงคาลว่าออกมาอีก เอาน้ำมนต์ประพรมใบหน้าแก ยายสายดิ้นไปมาบนรถเข็น สุดท้ายก็กลิ้งหลุน ๆ ตกจากรถ เจ้าจุกเมื่อเห็นผู้เป็นยายทรมานก็รู้สึกสงสาร
“พ่อครูพอเถิด ยายเจ็บหมดแล้ว”
“ต้องให้มันออกจากร่างยายเอ็งให้ได้” พ่อครูว่าออกมา เอาน้ำมนต์สาดเข้าไปเพิ่มอีก ปากก็งึมงำบริกรรมคาถาเป็นการใหญ่ ชะเอมรู้สึกกลัวได้แต่ยกมือไหว้ แล้วท่องบทสวดมนต์ซ้ำไปซ้ำมาในใจ
นะโมตัสสะ ภะคะวาโต อะระหะโตสัมมาสัมพุทธัสสะ
เพราะการไล่ผีออกจากตัวของยายสาย ต้องใช้การบริกรรมคาถามาก พ่อครูเลยต้องเหนื่อยพูดไปพูดมาหลายรอบ ใช้น้ำมนต์จนจะหมดขันแล้ว ยายสายก็ยังไม่มีท่าทีจะหยุดสั่น ตัวของแกเลอะเปรอะดินไปหมด ใบหน้าซูบเซียว ผมเผ้ายิ่งกระเจิงมากกว่าเดิม
“ลมเพลมพัดอันใด ทำไมออกยากขนาดนี้” พ่อหมอว่าออกมา ชักเริ่มรู้สึกโมโห พอกำลังจะขึ้นไปเอาแส้ด้านบน ปรากฏว่ายายสายก็เริ่มร้องไห้
“ฉันกลัวแล้ว ๆ สิงคาล ฉันกลัวแล้ว” ยายร้องไห้ ปากสั่น ฟันสั่นกระทบกันดังกรอด มือยกไหว้เหนือหัว น้ำหูน้ำตาไหลพราก
ใช้เวลาเพียงอึดใจ ยายสายก็กลับไปนอนแน่นิ่งดังเดิม
“กว่าจะออกเล่นเอาเหนื่อย” จุกร้องออกมา สิงคาลเมื่อเห็นว่าดวงวิญญาณยอมออกไปแต่โดยดี ก็เอาน้ำมนต์มาราดตัวยายสายพร้อมยื่นของขลังให้ลูกชายแก
เจ้าจุกปรากฏกายให้คนเป็นพ่อเห็นก่อนจะตรงเข้าไปกอด
“พ่อยอด นี่จุกเองจ้ะ จุกลูกพ่อยอดเองนะ” ไม่ว่าเปล่า ซุกหน้าลงกับหน้าขาแล้วร้องไห้ออกมา ตอนแรกยอดไม่อยากเชื่อแต่พอเห็นว่าหน้าละม้ายคล้ายตนก็ลงไปกอด
“จุก ลูกพ่อ มาช่วยยายเองหรือ ขอบใจนะ” ยอดกอดลูกแล้วร้องไห้ จุกน้ำตาไหลพราก
“จุกบุญน้อยเลยไม่ได้อยู่กับพ่อยอดแล้วก็ยายสาย แต่จุกสัญญาว่าจุกจะกลับมาเกิดเร็ว ๆ นี้ ขอให้พ่อยอดรักษาตัวเองดี ๆ ด้วยนะจ๊ะ” จุกร้อง แผ่นอกของเด็กน้อยกระเพื่อมไหว มือป้อมเช็ดน้ำตา ทำให้คนที่มองเห็นรู้สึกสงสาร
