บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 1 ความเหงาในบ้าน

ต๊อก... ต๊อก...

เสียงนาฬิกาบนผนังเดินเป็นจังหวะหนักๆสะท้อนก้องไปทั่วบ้านเดี่ยวสองชั้นหลังใหญ่ ยามเช้าตรู่ที่ควรจะอบอุ่นกลับเงียบเหงาและเย็นชืด นนท์ถอนหายใจยาวขณะจ้องมองแผ่นหลังของ "วิภา" ที่กำลังยืนติดกระดุมเสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมหน้ากระจกบานใหญ่

“วิ... วันนี้กลับกี่โมง เย็นนี้ผมมีงานด่วนต้องส่งลูกค้าตอนทุ่มนึง อยากให้กลับมาช่วยดูพะแพงหน่อย” ชานนท์เอ่ยถาม เสียงของเขาแหบแห้งจากความอ่อนล้า

วิภาวรรณหมุนตัวกลับมา ปัดเรือนผมทรงวูล์ฟคัทสุดเนี๊ยบ ก่อนจะหยิบสูทตัวนอกขึ้นมาสวม สายตาของเธอเรียบเฉยเมื่อมองสบตาสามี

“คงไม่ทันหรอกนนท์ วันนี้วิมีประชุมบอร์ดบริหารถึงเย็น แล้วต้องไปทานมื้อค่ำต่อกับเจ้านายใหญ่จาก headquarters ด้วย” เธอตอบพลางฉีดน้ำหอมกลิ่นหรูหราที่เตะจมูกชานนท์อย่างจัง

“นนท์เป็นฟรีแลนซ์ อยู่บ้านทั้งวันก็จัดเวลาเอาสิ จะให้วิทิ้งประชุมระดับร้อยล้านกลับมาเลี้ยงลูกเนี่ยนะ”

“แต่ผมก็ต้องทำงานเหมือนกันนะวิ!” ชานนท์พลั้งปากพูดเสียงดังด้วยความอัดอั้น

“กี่เดือนแล้วที่คุณกลับบ้านสี่ทุ่มห้าทุ่ม งานบ้าน งานลูก งานหาเงิน ผมต้องแบกคนเดียวหมดเลยนะ!”

วิภาวรรณชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากัน เธอเดินเข้ามาใกล้ ถอนหายใจออกมาเบาๆ แต่น้ำเสียงยังคงเต็มไปด้วยความเหินห่างไม่พอใจ

“วิก็ทำงานหาเงินเข้าบ้านเหมือนกันนะ นนท์อย่ามางี่เง่าน่า... ไหนจะเรื่องบนเตียงที่คุณอยากอีก วิก็บอกแล้วไงว่าวิเหนื่อย งานมันเครียด นนท์จะมาคาดหวังอะไรตอนนี้”

เธอยื่นมือมาผลักไหล่เขาเบาๆ เป็นสัมผัสที่แห้งแล้ง ไร้ซึ่งความอบอุ่น แล้วเดินก้าวฉับๆ ออกไป เสียงประตูหน้าบ้านปิดลง ปั้ง! เบาๆ แต่บาดลึกในความรู้สึก

‘งาน... เจ้านาย... เครียด... มีแต่คำพวกนี้อยู่ในหัวเธอเสมอ’ นนท์คิดในใจอย่างขมขื่น

‘แล้วความรักของเราล่ะ ความสัมพันธ์ที่ไม่มีแม้แต่จูบมาเป็นปี มันคืออะไร’

ยังไม่ทันที่ชานนท์จะได้จมอยู่กับความคิด เสียงร้องไห้ก็แผดดังมาจากห้องนอนเล็ก

“แง้! ปะป๊า! ปะป๊าาา!”

น้องพะแพง วัยเกือบ 2 ขวบ ตื่นนอนแล้ว ชานนท์รีบวิ่งขึ้นบันไดไปด้วยความวุ่นวาย ลูกสาวตัวน้อยกำลังร้องไห้กระจองอแงเพราะผ้าอ้อมเปียกชื้น และเมื่อชานนท์พยายามจะอุ้มไปเปลี่ยนผ้าอ้อม พะแพงก็ดิ้นรนและปัดนมกล่องจนหกเลอะเทอะเต็มพื้นไม้ปาร์เก้

“โอ๋ๆ นิ่งก่อนลูก... อย่าพึ่งดิ้นครับ พะแพง!” ชานนท์พยายามจับลูกสาวไว้ มือหนึ่งเช็ดตัวลูก อีกมือต้องคอยเอาผ้ามาซับนมที่เจิ่งนองบนพื้น

ความโกลาหลเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่แปดโมงเช้า ชานนท์ต้องอุ้มลูกสาวมือหนึ่ง อีกมือหนึ่งคอยจับตะกร้าผ้าใส่เครื่องซักผ้า เสียงไลน์ในโทรศัพท์มือถือดังขัดจังหวะไม่หยุด

ครืด... ครืด…

[ลูกค้า - กราฟิกด่วน]: “คุณนนท์ครับ ซีจีแบบที่สั่งแก้ไขปรับแก้สีหรือยังครับ เที่ยงนี้ขอซีเอสเอสไฟล์ดูแป๊บนะครับ”

ชานนท์มองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะทำงานกลางบ้าน ภาพกราฟิกที่ทำค้างไว้ยิ่งตอกย้ำความเครียด เสียงพะแพงงอแงอยากกินนม เสียงโทรศัพท์ตามงาน และคราบอาหารเช้าที่เลอะเทอะบนโต๊ะอาหาร ทุกอย่างประเดประดังเข้ามาพร้อมกันในบ้านหลังใหญ่ที่กว้างใหญ่ทว่าอุดอู้จนน่าอึดอัด

เขานั่งลงบนโซฟา ท่ามกลางกองของเล่นที่กระจายเกลื่อนกลืน มองซ้ายมองขวาพบเพียงความว่างเปล่า หัวใจของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายและสิ้นหวัง ความเหงากัดกินหัวใจจนชาชิน เขาเริ่มตระหนักแล้วว่า ลำพังตัวเขาคนเดียวไม่อาจแบกรับความวุ่นวายนี้ได้อีกต่อไปแล้ว

ความโกลาหลลากยาวไปจนถึงช่วงค่ำ ชานนท์ต้องอุ้มพะแพงป้อนข้าวด้วยมือข้างหนึ่ง ขณะที่อีกมือพิมพ์คีย์บอร์ดเร่งส่งงานให้ลูกค้า สายตาของเขาเพ่งมองหน้าจอจนปวดระบม หัวสมองตึงเครียดจนแทบระเบิด กว่าลูกสาวตัวน้อยจะยอมหลับลงได้ก็ล่วงเลยไปเกือบสี่ทุ่ม บ้านทั้งหลังตกอยู่ในความเงียบสงัด ชานนท์เดินทิ้งตัวลงนอนบนเตียงกว้างในห้องนอนใหญ่ด้วยความล้าทั้งกายและใจ

เวลาเกือบเที่ยงคืน เสียงประตูห้องนอนเปิดออกเบาๆ วิภาวรรณเดินเข้ามาในชุดทำงานที่ดูยับย่นเล็กน้อย ใบหน้าสวยงามนั้นฉายแววโรยแรง ชานนท์ที่ยังนอนไม่หลับมองเรือนร่างของภรรยา กลิ่นน้ำหอมหรูหราที่คุ้นเคยบวกกับความเหงาและอารมณ์ที่ถูกกดดันมานานหลายเดือน ทำให้ความปรารถนาลึกๆ ในตัวชายหนุ่มตื่นตัวขึ้นมา

ร่างสูงขยับตัวลุกขึ้นเดินไปหาภรรยาจากด้านหลัง เขาอ้าแขนสวมกอดเอวคอดของเธอไว้เบาๆ แล้วซุกใบหน้าลงกับซอกคอหอมกรุ่น โน้มตัวลงประจูบที่ไหล่เนียนอย่างหิวโหย

“วิ... ผมคิดถึงคุณนะ” ชานนท์กระซิบเสียงพร่า มือนวดเฟ้นสะโพกงอนงามของเธอ พยายามจะดึงตัวเธอเข้ามาชิด

แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ซุกไซ้ต่อ วิภาวรรณก็ถดตัวหนีทันที เธอถอนหายใจออกมาดัง เฮ้อ! ด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะเบี่ยงตัวออกจากการกอดรัดอย่างชักสีหน้า

“นนท์! ทำอะไรคะเนี่ย วิเหนื่อยจะตายอยู่แล้วนะ!” วิภาวรรณส่งเสียงห้วน แกะมือสามีออกอย่างไม่ใยดี

“วันนี้วิประชุมทั้งวัน เดินสายพบลูกค้าจนขาจะขวิด นนท์ยังจะมาคิดเรื่องแบบนี้อยู่อีกเหรอ”

“วิ... แต่นี่มันเป็นปีแล้วนะ” ชานนท์ตัดพ้อ สายตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง

“เราเป็นสามีภรรยากันนะวิ ผมก็เหนื่อย ทำงานบ้าน เลี้ยงลูก ปล่อยให้ผมเหงาอยู่คนเดียวแบบนี้ตลอดเลยเหรอ”

“ก็วิทำงานหนักเพื่ออนาคตของพวกเราไง!” วิภาวรรณตวาดกลับ เสียงเริ่มดังขึ้น

“นนท์อยู่บ้านชิลๆ จะไปเข้าใจอะไร แค่เลี้ยงลูกกับนั่งหน้าคอมพิวเตอร์มันจะเหนื่อยอะไรนักหนา!”

คำพูดนั้นเหมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟ ความอดทนของชานนท์ขาดสะบั้นลงทันที

“ชิลเหรอ?! วิลองมาเป็นผมดูไหมล่ะ! อุ้มลูกมือหนึ่ง ทำงานมือหนึ่ง ข้าวก็ไม่ได้กิน งานบ้านก็ต้องทำ!”

“แง้! ปะป๊าาา!”

ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะได้ฉอดใส่กันต่อ เสียงร้องไห้โฮของน้องพะแพงก็ดังแทรกขึ้นมาจากห้องนอนเล็กด้านข้าง คาดว่าคงตกใจตื่นเพราะเสียงทะเลาะกันของพ่อแม่

“ลูกร้องแล้วนะ วิไปดูลูกหน่อยสิ” ชานนท์พูดด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนผสมความเครียด

วิภาวรรณปัดมือปฏิเสธทันควัน ก่อนจะคว้าผ้าเช็ดตัวเพื่ออาบน้ำ “ไม่เอาแล้วนนท์! วิเหนื่อยจนไม่มีแรงจะเดินแล้ว นนท์ไปดูเองเลย วิจะอาบน้ำนอน!”

ชานนท์จ้องมองแผ่นหลังของภรรยาด้วยความขมขื่นและความรู้สึกสมเพชในตัวเอง เขาไม่พูดอะไรต่ออีกแม้แต่คำเดียว ร่างสูงหมุนตัวเดินออกจากห้องนอนใหญ่ ปิดประตูเสียงดัง ปั้ง! แล้วตรงไปยังห้องของลูกสาว

เขาสวมกอดร่างเล็กๆ ที่กำลังร้องไห้กระจองอแงขึ้นมาอุ้มปลอบ พะแพงซบหน้าลงกับอกของพ่อ ชานนท์ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงเล็กข้างๆ ลูกสาว พลางกอดลูกไว้แน่น ความอึดอัด ความเบื่อหน่าย และความเหงากัดกินหัวใจ ค่ำคืนนั้นชานนท์ไม่ได้กลับเข้าไปนอนในห้องนอนใหญ่อีกเลย

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel