บทที่ 1
บทที่ 1
“หมายเลข 409 เชิญรับยาช่องสามค่ะ”
เสียงของประชาสัมพันธ์หน้าห้องจ่ายยาของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ทำให้ร่างเพรียวระหงของหญิงสาวในชุดเดรสกระโปรงทรงสุภาพสวมทับด้วยเบลเซอร์ครึ่งตัวสีเดียวกัน
แม้จะเห็นแค่เพียงด้านหลังก็รับรู้ได้ว่าเจ้าของเรือนร่างน่าพิสมัยนั่นจะต้องเป็นบุคคลที่หน้าตาดีมากแน่ ๆ
ผมยาวสลวยสีดำดูมัดรวบตึงเผยให้เห็นดวงหน้าไร้ที่ติรูปหัวใจอย่างชัดเจน
ก่อนที่เธอจะยอบกายโน้มลงไปวางมือบนศีรษะทุยของเด็กคนหนึ่งที่สวมใส่เสื้อกันหนาวสีชมพูอ่อนบนศีรษะมีหมวกไหมพรมสีเดียวกัน
“คุณแม่ไปนานไหมคะ” หญิงสาวกำลังจะก้าวเท้าเดินไปข้างหน้า แต่เสียงแหบแห้งของเด็กน้อยก็เอ่ยเรียกทำให้เธอต้องหันกลับมา
“แป๊บเดียวค่ะ น้องเตยอยู่กับพี่ใจ๋นะคะ เดี๋ยวคุณแม่ไปจ่ายเงินตรงนั้น” พี่เลี้ยงคนสนิทของเด็กหญิงบอกน้องเสียงนุ่ม
“แม่ไปแป๊บเดียวค่ะ…”
ภัณฑิราบอกลูกสาวเสร็จก็รีบเดินไปรับยา เธอยืนอยู่ตรงนั้นจัดการเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับประกันชีวิตลูก
หลังจากเรียบร้อยก็หมุนตัวกลับมาพร้อมกับรอยยิ้มที่หายไปจากดวงหน้า
เสียงฝีเท้าบนรองเท้าส้นสูงส้นเข็มที่ย่ำเข้ามาใกล้ทำให้ร่างสูงของชายคนหนึ่งที่ยอบกายอยู่ตรงหน้าลูกสาวเธอหยัดกายลุกขึ้น ก่อนที่เขาจะหันมายิ้มกว้างและยกมือขึ้นไหว้เธอตามมารยาท
“ผมก็ว่าคนสวยที่ไหนยืนอยู่ตรงนี้ ไอ้เรามันก็สายตาสั้น 700 ซะด้วยสิ แต่จำกลิ่นน้ำหอมพี่เมี่ยงได้ น้องเตยไม่สบายเหรอครับเป็นอะไรมากไหม”
ภัณฑิรามองหน้าเขาก่อนจะส่ายหน้า เธอไม่คิดจะพูดคุยอะไรกับคนที่เดินถือวิสาสะเข้ามาทักทั้งยังโน้มตัวไปอุ้มลูกสาวขึ้นมา
“ใจ๋ไปเอารถเข็นมาแล้วให้ลุงชวนเอารถมารอได้เลย”
ใจ๋พี่เลี้ยงของลูกรีบวิ่งไปเข้ารถเข็นของน้องมาทันที
“ผมอุ้มไปส่งไหมพี่เมี่ยง แบบนั้นน่าจะสะดวกกว่า”
แต่เพราะภัณฑิราไม่ตอบทั้งยังอุ้มลูกสาว เดินผ่านหน้าชายหนุ่มไปเสียเฉย ๆ
หากพูดกันตรง ๆ การแสดงออกที่ชัดเจนคือไม่จำเป็นก็ไม่ได้อยากจะเสวนาด้วย แต่เขามันเลือดนักสู้ไม่ได้ขี้แพ้เหมือนใครบางคน
“ผมช่วยนะพี่เมี่ยง น้องเตยอาอุ้มไหมครับ”
“ไม่เป็นไรเอิร์ธ”
เสียงที่ตอบกลับไม่ได้นุ่มนวลแต่ก็ไม่ได้กระด้างจนเกินควร เท่านั้นชายหนุ่มก็ยิ้มแหยและหดมือกลับไป
อัธดิษฐ์ก้าวเท้ายาว ๆ เดินตามหลังหญิงสาวและลูกน้อยไป เขายื่นหน้าเขาไปใกล้เด็กหญิงดวงตากลมโตที่ตอนนี้ปลายจมูกกับริมฝีปากที่แดงระเรื่อเพราะพิษไข้เล่นงาน
ช่างน่ารักน่าชังน่าสงสารเอ็นดูในเวลาเดียวกัน
“อาเอิร์ธน้องเตยไม่บายค่ะ เป็นหวัด…แค่ก ๆ” เด็กหญิงบอกคนเป็นอาและสูดน้ำมูกเสียงดังก่อนจะไอออกมา
อัธดิษฐ์ย่นจมูกเล็กน้อย และยื่นปลายนิ้วไปให้มือเล็ก ๆ ที่ยื่นมาจับนิ้วเขา ตัวของเด็กหญิงยังคงอุ่น ๆ อยู่
“อู้ยยย น้องเตยไม่สบายเหรอคะ เป็นหวัดใช่ไหมน่าเอ็นดูจัง เดี๋ยวก็หายนะคะคนดีของอา”
“น้องเตยหายค่ะ คุณแม่พามาหาลุงหมอแล้ว” พูดไปก็ซุกเข้าไปไออุ่นจากลำคอมารดาไป ยิ่งทำให้คนมองเอ็นดูมากขึ้นไปอีก
“อาเอิร์ธน้องเตยคิดถึงคุณพ่อค่ะ…เมื่อไหร่คุณพ่อจะกลับจากงาน ๆ คะ”
คำพูดเบา ๆ ของเด็กหญิงไม่เพียงทำให้หัวใจชายหนุ่มเหมือนถูกแช่แข็ง แต่หัวใจของคนเป็นแม่ก็ร้าวรานเช่นกัน
แต่สำหรับภัณฑิราก็เพียงรู้สึกได้แค่นี้ เพราะหากจะพูดกันจริง ๆ เธอชินชากับความรู้สึกพวกนี้เสียแล้ว
นี่คืออีกเหตุผลที่ช่วงปีหลังเธอไม่อนุญาตให้อิฐได้พบลูกสาวเธออีก เพราะช่วงเวลาวัย 3-4 ขวบของลูกกำลังช่างจดจำ
การมาและหายไปของของเขาไม่ต่างอะไรกับการสร้างรอยแผลให้กับลูก ทั้งที่เธอคิดว่าทำทุกอย่างได้ครอบคลุมที่สุดแล้ว แต่เหมือนว่าจะไม่ทัน เพราะลูกจดจำคนเป็นพ่อได้ทุกอย่าง
คนเป็นอาได้ยินแล้วขอบตาร้อนผ่าว เขามาหยุดยืนอยู่เคียงข้างคนเป็นแม่ ก่อนจะตัดสินใจพูดบางประโยคออกไป
“พี่เมี่ยง…”
“ที่จริงผมก็ไม่ได้อยากพูด ไม่อยากทำให้พี่โกรธจนไม่อนุญาตมาเจอน้องเตยอีก แต่พี่อิฐเขาแอดมิทโรงบาลนี้นะ เขาหลับในขับรถชนแบริเออร์ทางด่วนเมื่ออาทิตย์ก่อน อาการไม่ค่อยดี…”
คำบอกเล่าของน้องชายสามีทางนิตินัยน์ทำให้นิ้วมือเรียวที่ยื่นออกไปหมายจะกดลิฟต์เพื่อลงไปชั้นล่างชะงักงัน
ภัณฑิรารู้สึกเพียงลมหายใจอุ่นร้อนของลูกที่กระทบอยู่ตรงลำคอเท่านั้น
ร่างกายของเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเบาโหวงเหวง เธอชาไปทั้งตัวก่อนจะหันกลับไปมองหน้าน้องชายของสามี
อัธดิษฐ์ผู้ชายเพียงคนเดียวในบ้านหลังนั้นที่ดีกับเธอเสมอต้นและเสมอปลาย
แม้แต่วันที่คลอดลูกก่อนกำหนด ก็เป็นเขาคนนี้ที่พาเธอและลูกไปโรงพยาบาล…โดยไร้เงาพ่อที่แท้จริง
“ผมไปหาพี่ที่บ้านแล้วแม่พี่บอกว่าพี่มาโรงบาล…ผมไม่ได้บังเอิญมาเจอพี่หรอกพี่เมี่ยง ตั้งใจมาหาพี่เพื่อบอกเรื่องพี่อิฐ เขาอยากเจอน้องเตย”
“จะอยากเจอทำไม…”
คำถามเสียงดังฟังชัดของภัณฑิราทำให้อัธดิษฐ์ไม่กล้าแม้แต่จะสบตา เขาก้มหน้าลงเม้มริมฝีปาก มือทั้งสองข้างกำแน่น
แค่เพียงสายตาที่มองมาแบบธรรามดาของหญิงสาวก็ทำให้พวกเราคนบ้านปัญญารัตนวงศ์ ไม่มีใครกล้าเปิดปากพูดอะไร
แต่ชายวัยชราที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากเรา บิดาของพวกเขาเดินเข้ามาใกล้เราสองคนแม่ลูก
ภัณฑิรายังคงอุ้มลูกอยู่เธอเพียงมองไปทางนั้นและค้อมศีรษะให้ตามมารยาท และยื่นมือไปกดลิฟต์เพื่อจะพาลูกกลับบ้าน
“เมี่ยง…พ่อขอร้องพาน้องเตยไปหาพ่อเขาหน่อยเถอะ อย่างน้อย ๆ ก็ถือ…ก็ถือว่าเป็นครั้งสุดท้าย”
ภัณฑิราไม่ได้ซึมซับคำพูดเหล่านั้น เธอเพียงใช้มือข้างหนึ่งลูบแผ่นหลังเล็กของลูกสาวที่หลับสนิทเพราะพิษไข้
“นะเมี่ยง…ถือว่าพ่อขอร้อง ให้พ่อกราบก็ได้” และท่านก็ทำท่าจะคุกเข่าลงไปจริง ๆ แต่ลูกชายคนเล็กก็คว้าแขนเอาไว้เสียก่อน
ภัณฑิราตกใจที่ท่านทำแบบนั้น แต่เธอก็เก็บความรู้สึกในไว้ในแววตาอย่างมิดชิดจนไม่มีใครทันได้เห็นมัน
“ถ้าพี่…ถ้าพี่เห็นแก่ผมที่ช่วยพี่กับลูกคืนนั้นให้มีชีวิตรอด ได้โปรดพาน้องเตยไปหาพี่อิฐหน่อยได้ไหม”
ภัณฑิราเหยียดยิ้มหันกลับมามองตัวเลขดิจิตอลที่เลื่อนผ่านชั้นที่เธออยู่…จนถึงตอนนี้เธอก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิม
สิ่งที่อัธดิษฐ์กล่าวออกมาราวกับน้ำเย็น ๆ สาดเข้ามาที่หน้าของหญิงสาว เธอเกลียดการทวงบุญคุณเหลือเกิน
“ถ้านี่คือการทวงบุญคุณ ฉันก็จะชดใช้หนี้ชีวิตที่เราสองคนแม่ลูกค้างให้นาย” ภัณฑิราตัดสินใจโดยไม่ต้องคิดด้วยซ้ำ
“ผมขอบคุณพี่เมี่ยง ผมขอบคุณจริง ๆ” อัธดิษฐ์แทบจะยกมือขึ้นกราบกรานภรรยาในทะเบียนของพี่ชาย
“แต่หลังจากนั้น นายกับครอบครัวนายก็อย่ามายุ่งกับเราแม่ลูกอีก ตกลงไหม?”
“...”
“ถ้านายตกลง ฉันจะพาน้องเตยไปหาพ่อของเขา…ถือว่าเป็นครั้งสุดท้าย”
