บทที่ 6 ชนวนเหตุ
แต่หากย้อนเวลากลับไปได้เธอก็ยังทำเช่นเดิม ยอมถูกตราหน้าว่าเป็นผู้หญิงจิตใจโหดร้ายดีกว่าต้องให้ลูกมาลำบากตากตำกับตัวเองที่แม้กระทั่งบ้านอยู่ยังไม่มี ต้องอดมื้อกินมื้อ และยังต้องระหกระเหินหนีเจ้าหนี้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่ามันจะจบเมื่อไร หรือต้องหนีตลอดชีวิต
หากลูกอยู่กับเธออนาคตแทบจะไม่มีเลย เธอไม่สามารถเลี้ยงดูเขาให้ดีได้ ดีไม่ดีเธอพลอยทำให้ลูกมีอันตรายไปด้วย แต่ว่าพ่อของลูกสามารถทำได้เพราะเขามีพร้อมทุกอย่าง
เธอมั่นใจว่าเขาจะรักและเลี้ยงดูลูกได้ดีเพราะก่อนตัดสินใจจะเอาลูกมาทิ้งให้เธอแอบติดตามชีวิตและหาข้อมูลของเขาจนค่อนข้างมั่นใจว่าเขาเป็นคนดี มีเมตตา จิตใจอ่อนโยนแน่ ๆ ไม่อย่างเขาคงไม่รับอุปการะ และส่งเสียเด็กกำพร้าหลายสิบคนไว้
เธอก้มหน้าลงกลืนน้ำลายฝืนความเจ็บที่จุกอยู่ในอก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"แล้วลูกล่ะคะ เขาเป็นยังไงบ้าง สบายดีใช่ไหม"
แม้จะคิดถึงลูกมากขนาดไหนเธอก็ไม่มีหน้าไปขอเจอ ขอกอด หรือขออุ้มเพียงแค่ได้รู้ว่าลูกยังมีชีวิตอยู่ และสบายดีก็มากพอแล้ว
ชายหนุ่มนิ่งเฉยราวกับไม่ได้ยินคำถาม สายตาที่มองเธอเต็มไปด้วยความโกรธ ไม่มีความเมตตา ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความเห็นใจ
ภารัณไม่ต้องการให้ผู้หญิงคนนี้รับรู้อะไรเกี่ยวกับลูกแม้แต่น้อย คนที่เลือกทิ้งลูกตั้งแต่ต้นไม่มีสิทธิ์รับรู้เรื่องใด ๆ อีกต่อไป
เรื่องลูกป่วย เรื่องการรักษาเขาจะจัดการเองด้วยวิธีของเขาโดยไม่ต้องให้เธอเข้ามารับรู้
ความเงียบของเขาทำณัฐนรีเข้าใจทันทีว่าแม้แต่ข่าวคราวของลูกเธอก็ไม่มีสิทธิ์รับรู้
เธอพยักหน้าเบา ๆ เหมือนยอมรับชะตากรรม ก่อนจะหมุนตัวเดินเลี่ยงออกไปด้วยหัวใจที่หนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยหินก้อนใหญ่
"อ๊ะ.."
แต่ยังไม่ทันที่จะก้าวพ้นก็ถูกมือแข็งแรงคว้าหมับเข้าที่ข้อมือ ก่อนจะถูกดึงให้หันกลับไปเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง
"ฉันลงทุนจัดงานศพปลอม ๆ นี้ก็เพื่อล่อให้เธอออกมา แล้วคิดว่าฉันจะปล่อยให้เธอเดินออกไปง่าย ๆ เหรอ"
เธอเงยหน้าขึ้นสบสายตาแข็งกร้าวที่อัดแน่นไปด้วยความโกรธของเขา มือก็พยายามบิดออกจากการจับกุมแต่ยิ่งพยายามเขาก็ยิ่งจับแน่นขึ้นจนรู้สึกเจ็บ
ทว่าแม้เจ็บเธอก็ไม่แสดงอาการพยายามข่มความเจ็บเอาไว้ แล้วเปล่งเสียงถามไปอย่างไม่เข้าใจ
"คุณทำแบบนี้ทำไม หรือล่อฉันออกมาเพื่อจะเอาคืน"
"ใช่ ฉันจะคิดบัญชีกับเธอทุกเรื่อง" เขากดเสียงเอ่ยชัดถ้อยชัดคำพร้อมกับเพิ่มแรงบีบที่ข้อมือเหมือนเป็นการลงโทษ
เธอเจ็บจนเผลอเบ้หน้าออกมา และเพิ่งเข้าใจอย่างถ่องแท้ในวินาทีนี้เองว่าทั้งหมดนี้เป็นกับดักของเขา
ไม่ได้เธอต้องหนีชีวิตของเธอจะมาจบลงที่นี่ไม่ได้เพราะยังมีน้องสาวที่ต้องดูแล
"ปล่อยฉัน!" เธอรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีสะบัดมือสุดแรงจนสามารถหลุดออกจากการจับกุมของมือแกร่งได้
ทันทีที่เป็นอิสระเธอก็หันหลังวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตขอแค่พ้นจากตรงนี้ และหนีไปได้ไกล ๆ ก็พอ แต่ยังไม่ทันถึงประตูทางออกเธอก็ต้องเบรกจนหัวทิ่มเพราะเบื้องหน้ามีผู้ชายร่างบึกบึนนับสิบคนยืนเรียงเป็นแถวเหมือนกำแพงมนุษย์ไม่มีช่องทางให้เธอผ่านไปได้
แต่ละคนสีหน้าแข็งกร้าว ดวงตาไร้อารมณ์ราวกับหุ่นยนต์
เธอก้าวถอยหลัง และในจังหวะนั้นเองทำให้แผ่นหลังชนเข้ากับร่างสูงที่เดินเข้ามาทางด้านหลังเต็ม ๆ
ปึก!
"อ๊ะ.."
เธอสะดุ้งสุดตัว รีบหันกลับไปมองด้วยความเร็ว แต่เพียงเห็นร่างสูงเท่านั้นเธอถึงกับผงะก้าวถอยหลังกรูด ก่อนจะหยุดยืนตรงกลางระหว่างคนทั้งสองฝั่ง
"คุณช่วยปล่อยฉันไปได้ไหม ฉันขอร้อง" เมื่อไม่มีทางหนีทีไล่เธอจึงทำได้แค่ยกมือขึ้นไหว้ขอความเมตตา
ภารัณกลับไม่สนใจกลับยกมือขึ้นส่งสัญญาให้เหล่าลูกน้อง "จับตัวไป"
คำสั่งของเขาทำณัฐนรีเบิกตากว้าง สัญชาตญาณบอกให้เธอวิ่งหนีในทันที แต่มันก็ยังช้าจะลูกน้องของชายหนุ่มสองคนที่พุ่งเข้ามาจับตัวเธอไว้
"ปล่อยฉันนะ!"
เธอพยายามดิ้นหนี พยายามต่อต้านแรงผู้ชายที่แข็งแรงกว่า แต่ก็ไร้ผล เธอถูกพวกเขาลากผ่านลานวัดมายังรถอัลฟารด์ที่จอดอยู่ไม่ไกล
ประตูรถถูกเปิดออกชายทั้งสองคนพยายามดันตัวเธอเข้าไปในรถ
"ฉันไม่ไป ปล่อยฉันนะ" เธอพยายามยันตัวไว้สุดแรง ทว่าสุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานกำลังของผู้ชายทั้งสองคนได้
อิสระภาพของเธอหมดลงพร้อมกับประตูรถปิดลงดังปัง โลกภายนอกหายไปในเสี้ยววินาทีเหลือเพียงความมืด และความเงียบสงบ
รถเคลื่อนตัวออกจากวัดมุ่งตรงสู่ที่ไหนสักที่ เธอพยายามมองสองข้างทางดูว่ารถกำลังไปที่ไหนแล้วจดจำเผื่อมีโอกาสหนีออกมา
"พวกคุณจะพาฉันไปที่ไหน" เธอรีบหันกลับมาถามผู้ชายที่นั่งคุมตัวเองอยู่เบาะข้าง ๆ ด้วยหัวใจตุ่ม ๆ ต่อม ๆ เมื่อรถเริ่มวิ่งออกนอกเส้นทางตัวเมือง
สองข้างทางที่รถแล่นอยู่ค่อนข้างเปลี่ยว และเต็มไปด้วยตันไม้น้อยใหญ่แทบไม่มีบ้านผู้คนเลย แต่เธอกลับไม่ได้รับคำตอบใด ๆ กลับมาเลยนอกจากความเงียบ
ความกลัวเริ่มคืบคลานเข้ามาผู้ชายคนนั้นคงไม่ได้สั่งให้ลูกน้องพาเธอมาฆ่าหมกป่าใช่ไหม เธอเริ่มคิดฟุ้งซ่านไปต่าง ๆ นานาจนรถมาจอดนิ่งอยู่ที่สถานที่แห่งหนึ่ง
เป็นบ้านปูนชั้นสไตล์นอร์ดิกโมเดิรน์สองชั้นหลังไม่ใหญ่มากนัก รอบ ๆ ถูกล้อมด้วยรั้วสูงตระหง่าน และนอกรั้วนั่นมีแต่ต้นไม้ หรือจะเรียกว่าป่าก็คงได้
ที่นี่คือที่ไหนไม่สามารถรู้ได้เลย แต่ที่แน่ ๆ เธอรู้สึกเหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเลย
"ช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหมว่านี่คือที่ไหนกัน" เธอถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานระหว่างที่กำลังถูกคุมตัวลงจากรถหวังว่าจะได้รับคำตอบ
ทว่ากลับได้รับความแทนคำตอบเหมือนเดิม คนพวกนี้ลืมพกปากมาหรือยังไงกัน
"เดินไปอย่าตุกติก ไม่นั้นยิงไส้แตก"
เธอถูกผู้ชายคนหนึ่งใช้ปืนจี้เอวบังคับให้เดินไปที่บ้าน พอถึงประตูก็โดนผลักหลังสุุดแรงจนตัวเธอเซถลาเข้าไปภายในบ้าน
เมื่อตั้งตัวได้ก็พบว่าประตูถูกปิดแล้ว เธอรีบเดินไปเปิดประตูแต่เหมือนว่ามันจะถูกล็อกจากด้านนอก
ไม่ใช่ว่าเธอถูกขังอยู่ที่นี่แล้วนะ คิดได้ดังนั้นก็รัวกำปั้นทุบประตูพัลวัน
"ปล่อยฉันออกไปนะ พวกคุณจะมาขังฉันไว้แบบนี้ไม่ได้"
เธอทุบประตูจนมือระบม ร้องตะโกนจนเสียงแหบก็ไร้เสียงตอบรับราวกับด้านนอกไม่มีคนอยู่เลย หรือมาทิ้งเธอไว้แล้วกลับไปหมดแล้ว
"ต้องไม่ใช่แบบนี้สิ" หัวใจดวงน้อยเริ่มเต้นไม่เป็นระส่ำ ความกลัวค่อย ๆ ตีตื้นขึ้นมาอีกครั้งจนเธอต้องสูดลมหายใจลึก ๆ รวบรวมสติ แล้วเดินไปยังหน้าต่างกระจกเพื่อดูว่าเปิดได้ไหม ทว่าพอมาถึงก็ต้องชะงักเพราะเหตุผู้ชายร่างบึกบึนยืนอยู่ด้านนอกที่เอวยังแหนบปืนด้วย
เธอลองเดินไปดูหน้าต่างอีกบานที่อยู่ฝั่งตะวันตกปรากฏว่ามีคนยืนเฝ้าอยู่เช่นกัน รอบบ้านก็คงมีคนของเขาเฝ้าอยู่ เธอเดินกลับมาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาที่ห้องนั่งเล่นด้วยสมองหนักอึ้ง
สายตากวาดมองไปรอบห้องสี่เหลี่ยมที่เงียบสงบ ความเคว้งคว้างค่อย ๆ กลืนกินหัวใจจนความคิดเริ่มล่องลอยไหลย้อนกลับไปยังเรื่องราวในอดีตที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
เรื่องเลวร้ายทั้งหมดมาจากค่ำคืนแห่งความผิดพลาดเพียงค่ำคืนเดียวแท้ ๆ หากย้อนเวลากลับไปได้เธอจะไม่รับงานนั้น งานที่ทำให้ตัวเองต้องมาข้องเกี่ยวกับพ่อของลูกแบบนี้
