บทที่ 2 ดรัณภพ
ระหว่างรอผลดีเอ็นเอออกภารัณก็มาหาทารกน้อยที่โรงพยาบาลทุกวัน
เขามาไม่ใช่เพราะมีใครบังคับ ไม่ใช่เพราะคำสั่งของหมอ แต่เพราะเขาอยากมาเอง
บางวันเขายืนอยู่หลังประตูกระจกมองร่างเล็กในตู้อบโดยไม่เข้าไปใกล้ บางวันนั่งเงียบ ๆ ข้างเตียงฟังเสียงเครื่องมือแพทย์ดังสม่ำเสมอ
เด็กทารกค่อย ๆ คุ้นเคยกับการมีอยู่ของเขา เสียงร้องแผ่วลงเมื่อเขาอยู่ใกล้ ยามที่เขายื่นนิ้วไปแตะอุ้งมือนุ่มนิ่ม มือเล็ก ๆ ของทารกน้อยก็กำปลายนิ้วเขาไว้แน่นอย่างไร้เดียงสาย
ทุกครั้งที่เป็นเช่นนั้นหัวใจที่แข็งกระด้างก็สั่นไหวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่เขาก็ไม่กล้าเรียกตัวเองว่าพ่อไม่กล้ารู้สึกรัก ทว่าแค่คำว่าสงสารเริ่มไม่พอจะอธิบายความรู้สึกนี้อีกต่อไป
"ถ้าผลออกมาว่ายัยหนูไม่ใช่ลูก ลูกจะเอายังไงกับเด็กคนนี้ตาภัทร"
เสียงผู้เป็นแม่ที่ยืนข้าง ๆ เอ่ยขึ้นภารัณจึงละสายตาจากทารกน้อยมองหน้าท่านแทน
"ไม่รู้สิครับ" หากเป็นก่อนหน้านี้เขาคงตอบโดยไม่ลังเลว่าส่งคืนให้แม่ หรือไม่ก็ส่งสถานเลี้ยงเด็ก แต่มาตอนนี้เขากลับคิดหนัก
"งั้นถ้าแม่จะรับเลี้ยงเด็กคนนี้ต่อลูกคงไม่ว่าอะไรใช่ไหม" พิมพ์ผกากลับเอ็นดู และตกหลุมรักเด็กคนนี้เต็ม ๆ จึงไม่ลังเลเลยที่จะรับเลี้ยงไว้ ซึ่งคนเป็นสามีก็เห็นด้วย
"ละ.."
ไม่ทันที่ภารัณจะได้ตอบเสียงของหมอก็ดังแทรกขึ้นเสียก่อน
"ผลตรวจดีเอ็นออกแล้วครับ"
หมอเดินมาหยุดปลายเตียง ก่อนจะยื่นซองเอกสารให้
"ครับ" ภารัณรับซองเอกสารมาเปิดดูด้วยท่าทีเรียบนิ่ง แต่ใครจะรู้ว่าลึก ๆ เขากำลังรู้สึกกดดัน และแอบกลัวอย่างบอกไม่ถูกกับผลดีเอ็นเอที่อยู่บนกระดาษ เขาไม่ได้กลัวว่าเด็กจะเป็นลูกตัวเอง แต่กลัวว่าเด็กจะไม่ใช่ลูกตัวเองต่างหากเพราะตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกผูกพันไปแล้ว
วินาทีที่สายตาจดเข้ากับคำว่าความน่าจะเป็นพ่อลูกกัน 99.99% เขาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาแปลก ๆ รอยยิ้มปรากฏบนมุมปากหยักบาง ๆ
เขาหันไปมองทารกในตู้อบอีกครั้ง ทารกคนนี้ไม่ใช่คนแปลกหน้าอีกต่อไป เขาไม่ได้มองด้วยความเมตตาเพียงผิวเผิน แต่เป็นสายตาของผู้ชายคนหนึ่งที่เพิ่งรู้ตัวว่าเลือดเนื้อของตัวเองกำลังนอนอยู่ตรงหน้า
ความรู้สึกบางอย่างก่อตัวแน่นขึ้นในอก ทั้งหนักอึ้ง และอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน
นี่คงเป็นความรู้สึกของคนเป็นพ่อสินะ เขาเอื้อมมือไปแตะกระจกใสเบา ๆ
"ไม่ต้องกลัวนะ พ่อจะทำทุกอย่างให้ลูกมีชีวิตเติบโตขึ้นมาดูโลกใบนี้" พูดออกมาแผ่วเบา แต่ความหมายของมันชัดเจนกว่าทุกคำสัญญาที่เขาเคยให้ใคร
เขาหลับตาลงชั่วครู่ ลมหายใจหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขาจะหาตัวผู้หญิงคนนั้นให้เจอโดยเร็วที่สุดไม่ว่าจะต้องใช้เวลา เงิน หรืออำนาจมากแค่ไหนก็ตามเพราะชีวิตของเด็กคนหนึ่งกำลังนับถอยหลังลงทุกวัน พอนึกถึงผู้หญิงคนนั้นพานทำให้อารมณ์ของเขาคุกรุ่นขึ้นมา สองมือเผลอกำแน่นอย่างลืมตัว
"ยัยหนูเป็นหลานแม่ใช่ไหมตาภัทร"
เสียงของผู็เป็นแม่ทำให้เขาคลายอารมณ์ลง พยักหน้าให้ท่านด้วยรอยยิ้มบาง ๆ "ใช่ครับ"
พิมพ์ผกาถอนหายใจออกมาเสียงดังคล้ายกับได้ยกภูเขาออกจากอก ใบหน้าเผยยิ้มแห่งความดีใจออกมา สายตาจับจ้องทารกน้อยในตู้อบด้วยแววตารักใคร่เอ็นดู "ยินดีต้อนรับสู่ตระกูลไกรอัศวนนท์นะครับน้องดรัณ"
ภารัณมองแม่ที่ดูจะมีความสุขที่สุดเมื่อรู้ว่าเด็กคนนี้เป็นหลานตัวเองเขาเองแล้วยิ้มออกมาบาง ๆ ท่านคงจะรักและเอ็นดูมาก ๆ ขนาดไม่รู้ว่าเป็นหลานยังเตรียมชื่อไว้ให้เสร็จสรรพ
ท่านตั้งชื่อให้ว่า ดรัณภพ ที่มีความหมายว่าผู้ข้ามพ้นความทุกข์ในโลก หรือผู้ที่ฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ในชีวิตได้สำเร็จ ที่ท่านตั้งชื่อนี้เพราะดูเหมาะสมกับชีวิตของเด็กน้อยดี เขาเองก็แล้วแต่ท่านเลย
"ไปจัดการแจ้งเกิดลูกด้วยนะตาภัทร นี้ก็ผ่านมาตั้งหลายวันแล้ว" พิมพ์ผกาเงยหน้าขึ้นเอ่ย ก่อนจะก้มลงชมหลานต่อ
"ได้ครับ"
ภารัณไปจัดการเรื่องที่ผู้เป็นแม่สั่งทันที หลังจากนั้นก็เดินทางกลับบริษัทเพื่อเคลียร์เอกสารที่ยังค้างคาต่อให้เสร็จ
ก็อก
ก็อก~
เสียงเคาะประตูทำให้เขาละสายตาจากแฟ้มเอกสาร มองไปยังลูกน้องที่เปิดประตูเข้ามา
"คนของเรายังตามหาผู้หญิงคนนั้นไม่เจอครับนาย" ลูกน้องเดินมาหยุดหน้าโต๊ะทำงาน แล้วรายงานด้วยสีหน้าตึงเครียด
"แค่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนเดียวทำไมยังหาไม่เจอ"
คำรายงานทำภารัณโมโหจนเขาต้องหลับตาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามผ่อนคลายอารมณ์ แล้วลืมตาขึ้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบแต่เด็ดขาด
"ระดมคนเพิ่ม ขยายพื้นที่ค้นหา ทุกจังหวัด ทุกเส้นทางที่เธออาจไปได้ โรงพยาบาลรัฐ ศูนย์ช่วยเหลือคนพิการ มูลนิธิเด็ก หรือที่ไหนก็ตามที่คนอย่างเธอน่าจะไป"
จะตามหาผู้หญิงคนนั้นคงทำได้แค่วิธีนี้เท่านั้นเพราะเธอไม่มีญาติที่ไหนที่จะให้พึ่งพิงได้ จากที่เขาให้ลูกน้องสืบประวัติมาเธออยู่กับน้องสาวที่เป็นออทิสติกแค่สองคนเท่านั้นเพราะพ่อแม่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเสียชีวิตเมื่อหลายปีก่อน เมื่อก่อนฐานะของเธอถือว่ารวยเลยทีเดียวเพราะพ่อแม่ทำธุรกิจ แต่การจากเสียชีวิตอย่างกะทันหันของพ่อแม่เธอทำให้ธุรกิจล้มละลาย แถมยังทิ้งหนี้สินไว้ให้ลูกสาวสองคน
จากคนเคยมีก็ต้องกลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัวเพียงชั่วข้ามคืน ชีวิตของเธอค่อนข้างน่าสงสาร แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เธอจะมาทำชั่วกับคนอื่นเหมือนที่ทำกับเขาไว้
