บทที่ 1 โรคทางพันธุกรรม
วันต่อมา
ภายในห้องทำงานบนตึกสูงระฟ้า ม่านสีเข้มปิดบังแสงภายนอกเหลือเพียงแสงจากหน้าจอหลายจอที่สว่างอยู่บนโต๊ะยาว
ภารัณนั่งนิ่งสายตาคมจับจ้องภาพจากกล้องวงจรปิดที่ลูกน้องนำมาเปิดให้ดูทีละจุด ตั้งแต่ถนนหน้าโครงการ แยกเล็ก ๆ ป้ายรถเมล์ ทุกภาพมีเงาผู้หญิงคนนั้นในชุดมิดชิด สวมหมวก สวมหน้ากากปรากฏอยู่เพียงเสี้ยววินาที และทุกครั้งภาพก็ขาดหายราวกับเธอรู้ล่วงหน้าว่าควรหลบตรงไหน ควรหายไปเมื่อไร
"ตรงนี้ครับนาย" ลูกน้องหยุดภาพ "หลังจากกล้องตัวนี้ก็ไม่พบเธออีกเลยครับ"
ภาพสุดท้ายคือเงาร่างที่เลี้ยวเข้าไปในซอยแคบ มุมกล้องอับ และไม่มีต่อหายไปเฉย ๆ เหมือนไม่เคยมีตัวตน
ภารัณกำหมัดแน่น กรามขบเข้าหากันจนเส้นเลือดข้างขมับปูดโปน ความโกรธแล่นพล่านจนลมหายใจหนักขึ้น
"เธอเตรียมตัวมาแล้ว" เสียงทุ้มต่ำเย็นเฉียบ "รู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะไม่ถูกตามเจอ"
เขาหัวเราะหึในลำคอ แต่ไม่มีอารมณ์ขันแม้แต่น้อย ฝ่ามือทุบลงบนโต๊ะดังปึงทำให้ลูกน้องยืนหลังตรงทันที "คิดว่าหนีผมพ้นงั้นเหรอ"
ดวงตาแข็งกร้าวหันไปจ้องตาลูกน้องอย่างกดดันจนคนถูกจ้องไม่กล้าหายใจ
"กระจายคนออกไป ไล่หาทุกทาง ไม่ว่าต้องใช้วิธีไหน ฉันต้องได้ตัวผู้หญิงคนนั้นมา"
"ครับ" ลูกน้องรับคำสั่ง
ภารัณถอนหายใจออกมาพรืดใหญ่หลังลูกน้องเดินออกไป ลิ้นดุ้นกระพุ้งอย่างไม่สบอารมณ์เมื่อเริ่มนึกถึงเรื่องราวในคืนนั้น
ครืด ครืดด~
มือถือเครื่องหรูแผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบงันภายในห้องทำให้เขาหลุดจากห้วงความคิด ตวัดสายตามองหน้าจอมือถือที่วางบนโต๊ะเห็นชื่อแม่ปรากฏบนหน้าจอจึงกดรับทันที
(ตาภัทร..) เสียงปลายสายสั่นเครือ (เด็กไม่สบายร้องไห้ไม่หยุดเลย ตัวเขียวด้วย แม่กับพ่อพามาโรงพยาบาลแล้วนะ)
"หมอว่ายังไงบ้างครับ” เขาถามเสียงเรียบไม่ได้มีท่าทีร้อนรน หรือแสดงอาการห่วงใยใด ๆ
(หมอให้นอนโรงพยาบาล ตรวจร่างกายให้ละเอียดอีกที ลูกรีบมานะ) น้ำเสียงผู้เป็นแม่แฝงความกังวลอย่างปิดไม่มิด
"ได้ครับ"
หลังวางสายภารัณก็คว้ารีโมทรถเดินออกจากห้องทำงานทันที
เมื่อมาถึงโรงพยาบาลภาพแรกที่เห็นคือแม่ของเขานั่งอยู่หน้าเตียง ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวลโดยมีพ่อของเขายืนอยู่ข้าง ๆ สีหน้าเคร่งเครียดกว่าทุกครั้ง
สายตาทั้งสองจับจ้องเด็กทารกน้อยที่นอนอยู่ในตู้อบ ร่างเล็กเต็มไปด้วยสายระโยงระยาง เสียงร้องแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน
ท่านทั้งสองดูรักและเป็นห่วงเด็กคนนั้นมากทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเป็นหลานเลยไหมด้วยซ้ำ เกิดเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของเขาพวกท่านจะเสียใจแค่ไหนนะ
เขายืนนิ่งมองภาพนั้นโดยไม่พูดอะไร ในอกไม่มีคำว่ารักมีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่เรียกว่าเมตตาต่อชีวิตเล็ก ๆ ที่เลือกเกิดไม่ได้เท่านั้น
ไม่นานนักแพทย์เจ้าของไข้ก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก "ผลตรวจออกแล้วครับ"
"ผลเป็นยังไงบ้างคะ" แม่ของเขาผุดลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีร้อนรน
"เด็กมีความผิดปกติทางพันธุกรรม"
พอได้ฟังคำตอบท่านถึงกับหน้าซีด "ต้องรักษายังไงคะหมอ"
หมอถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้ทั้งห้องเงียบงัน "เด็กจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูก"
เขาขมวดคิ้ว สายตาคมวาบขึ้นทันที
หมอจึงอธิบายต่อ "และต้องเป็นไขกระดูกจากสายเลือดเดียวกันเท่านั้น"
"ทำไมล่ะคะ" พิมพ์ผกาขมวดคิ้วแทบจะชนกันเพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่หมอกำลังพูดเท่าไร "ทำไมต้องเป็นไขกระดูกจากสายเลือดเดียวกันเท่านั้น"
"เพราะความเข้ากันได้ของ HLA (Human Leukocyte Antigen) ซึ่งเป็นโปรตีนที่อยู่บนผิวเซลล์มีความสำคัญมากในการป้องกันการปฏิเสธจากร่างกายผู้รับ
ผู้บริจาคที่เป็นญาติใกล้ชิด เช่น พี่น้อง มีโอกาสที่ HLA จะตรงกัน 100% หรือครึ่งหนึ่ง (Haploidentical) ซึ่งเพิ่มโอกาสสำเร็จในการรักษาได้มากครับ"
แม่ของเขาหน้าถอดสีทันใด มองมายังเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามที่ไม่ต้องเอ่ยออกมาเขาก็พอเดาได้
ภารัณได้แต่ส่ายหน้าให้ผู้เป็นแม่แทนคำตอบเขาเองก็ไม่สามารถตอบได้เพราะผลตรวจดีเอ็นเอยังไม่ออกเลยไม่รู้ว่าต้องเริ่มจากตรงไหน
ถ้าเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกเขา แต่ในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเขาก็คงต้องหาคนในสายเลือดเดียวกันกับเด็กคนนี้ให้เจอเพื่อมารักษาอย่างน้อยก็ได้ช่วยต่อชีวิตเด็กคนหนึ่ง
และถ้าเด็กคนนี้เป็นลูกเขาจริง ๆ เขาสามารถปลูกถ่ายไขกระดูกให้ได้ไหมเพราะเป็นสายเลือดกัน
เขาไม่เก็บความสงสัยไว้เอ่ยถามหมอทันที "ถ้าเด็กคนนี้เป็นลูกผม ผมสามารถปลูกถ่ายไขกระดูกให้ได้ใช่ไหมครับ"
"ถึงจะเป็นพ่อแม่โอกาสที่ไขกระดูกจะเข้ากันได้มีโอกาสน้อยครับ หรืออาจจะไม่มีเลย"
"..."
"ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยของทารกการปลูกถ่ายไขกระดูกจากพี่น้องรวมสายเลือดของทารกจึงดีและปลอดภัยที่สุด"
"ครับ"
สมองของเขาถึงกับหนักอึ้งเพราะนั่นหมายความว่าหากเด็กคนนี้เป็นลูกเขาจริง ๆ คนที่จะปลูกถ่ายไขกระดูกให้ได้ก็ต้องมาจากลูกอีกคนที่เกิดจากเขากับผู้หญิงคนนั้น
นี่มันเรื่องบ้าชัด ๆ
"พวกคุณลองปรึกษากันดูนะครับว่าจะเอายังไง หมอขอตัวก่อน" หมอเอ่ยถึงท้ายแล้วเดินออกไป
พิมพ์ผการีบหันมองหน้าบุตรชายทันที "เราจะทำยังไงกันดีตาภัทร แม่สงสารเจ้าหนูคนนี้เหลือเกิน"
แม่ของเขาเรียกแทนเด็กคนนี้ว่าเจ้าหนูเพราะยังไม่ได้ตั้งชื่อท่านตั้งใจไว้ว่าหลังผลดีเอ็นเอออกจึงค่อยตั้งให้
"รอให้ผลดีเอ็นเอออกก่อน แล้วค่อยว่ากันอีกทีดีกว่าครับว่าจะเอายังไง" เขาเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน
"โถ่เอ้ยเจ้าหนูน่าสงสารจัง โดนแม่ทิ้งแล้วยังมาป่วยอีก" พิมพ์ผกาเลื่อนสายตามองทารกในตู้อบด้วยความสงสารจับใจ
ภารัณยื่นมือไปวางบนไหล่ผู้เป็นแม่เบา ๆ ขณะที่ดวงตามองร่างเล็กที่นอนนิ่งในตู้อบภายในใจเหมือนมีอะไรบางอย่าง ทว่ากลับไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกอะไร มันไม่ใช่ความรัก
ไม่ใช่ความผูกพัน แต่เป็นความรับผิดชอบที่ไม่มีทางปฏิเสธได้ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้จริง ๆ
