1
เสียงประทัดดังสนั่นสลับกับเสียงดนตรีมงคลที่บรรเลงครึกครื้นไปทั่วจวนสกุลเซี่ย ภายนอกเต็มไปด้วยแขกเหรื่อและคำอวยพร ทว่าภายในห้องของเจ้าสาวกลับเงียบงันเสียจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ
ใต้ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงปักลายหงส์ทอง เซี่ยหว่านหว่านค่อยๆ ลืมตาขึ้น
ความทรงจำมากมายที่ไม่ใช่ของนางไหลบ่าเข้ามาในหัวราวกับกระแสน้ำเชี่ยว หากเป็นคนธรรมดาคงตกใจจนทำอะไรไม่ถูกไปแล้ว ทว่านางกลับใช้เวลาไม่นานนักในการเรียบเรียงทุกอย่าง ก่อนจะได้ข้อสรุปสั้นๆ ที่ทำให้อยากถอนหายใจ
นางทะลุมิติมาแล้ว จากนักเจรจาและนักวางกลยุทธ์ในยุคปัจจุบัน กลายมาเป็นเซี่ยหว่านหว่าน บุตรสาวของอนุภรรยาในตระกูลขุนนาง ผู้มีสถานะไม่ต่างจากคนไร้ตัวตนในจวนสกุลเซี่ย
ชีวิตก่อนหน้านี้ นางมีคติประจำใจเรียบง่ายมาก
เรื่องไหนนอนแก้ได้ให้นอน เรื่องไหนใช้สมองแก้ได้ก็อย่าเสียแรง และหากเรื่องไหนหลีกเลี่ยงได้ นางยินดีหลีกไปนอนนับเงินเงียบๆ มากกว่าจะวิ่งเข้าไปหาความวุ่นวาย
น่าเสียดายที่สถานการณ์ตรงหน้าดูเหมือนจะไม่เปิดโอกาสให้นางทำเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย
หว่านหว่านหลับตาลงอีกครั้ง พลางทบทวนความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมอย่างละเอียด
เดิมทีตระกูลเซี่ยได้รับพระราชโองการให้ส่งบุตรสาวเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับฉินอ๋อง หลี่โม่ โอรสของฮ่องเต้ผู้เคยมีชื่อเสียงโดดเด่นทั้งด้านการทหารและอำนาจในราชสำนัก
ทว่าหลังจากฉินอ๋องประสบเหตุจนขาทั้งสองข้างมีปัญหา ไม่อาจเดินเหินได้เช่นคนปกติ สถานการณ์ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
อำนาจในมือของเขาถูกลดทอน ขุนนางที่เคยเข้าหาต่างเริ่มถอยห่าง ฝ่ายตรงข้ามจับตามองทุกความเคลื่อนไหว แม้แต่ผู้คนในเมืองหลวงยังลือกันว่าจวนฉินอ๋องอาจกลายเป็นหลุมศพของผู้ที่เลือกยืนผิดฝ่ายได้ทุกเมื่อ
สกุลเซี่ยจึงไม่ยอมส่งคุณหนูใหญ่ บุตรสาวของภรรยาเอกผู้เป็นแก้วตาดวงใจเข้ามาเสี่ยงอย่างเด็ดขาด
และผู้ที่ถูกเลือกให้รับเคราะห์แทนก็คือเซี่ยหว่านหว่าน
บุตรสาวของอนุภรรยาที่มารดาเสียชีวิตไปแล้ว และแทบไม่มีผู้ใดในตระกูลเห็นความสำคัญ
“แต่งแทนก็ช่างเถอะ”
หว่านหว่านพึมพำเบาๆ ใต้ผ้าคลุมหน้า ก่อนยกมือแตะบริเวณหน้าท้องที่ยังรู้สึกปั่นป่วนอยู่เล็กน้อย
“แต่ถึงกับกรอกยาพิษใส่ปากก่อนส่งขึ้นเกี้ยว นี่มันเกินไปหน่อยกระมัง”
ก่อนออกจากจวนสกุลเซี่ย นางถูกบังคับให้กินยาพิษชนิดหนึ่ง
หว่านหว่านไม่รู้ว่ามันคือพิษอะไร เพราะเจ้าของร่างเดิมเองก็ไม่รู้เรื่องยาและพิษแม้แต่น้อย รู้เพียงคำข่มขู่ที่อีกฝ่ายจงใจบอกเอาไว้
ยาพิษชนิดนี้จะค่อยๆ กำเริบตามเวลา และจำเป็นต้องได้รับยาถอนพิษเป็นระยะ
หากนางต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไป ก็ต้องส่งข่าวความเคลื่อนไหวภายในจวนฉินอ๋องกลับไปให้สกุลเซี่ยทุกครึ่งเดือน
แต่หว่านหว่านไม่ได้คิดจะส่งความลับสำคัญของจวนออกไปจริง ๆ อย่างมากนางก็จะส่งเพียงข่าวทั่วไปที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย เพื่อประคองสถานการณ์และทำให้สกุลเซี่ยยังเชื่อว่านางอยู่ใต้อำนาจของพิษ จนกว่าจะหาทางหลุดพ้นจากการควบคุมนี้ได้
หากไม่เชื่อฟัง ยาถอนพิษจะไม่ถูกส่งมา ง่าย กระชับ และสกปรกอย่างยิ่ง หว่านหว่านหัวเราะในลำคอ
“เอาชีวิตคนมาผูกไว้กับยาถอนพิษเพื่อบังคับให้เป็นสายลับ วิธีของพวกเจ้าช่างประหยัดความคิดเสียจริง”
แต่ถึงจะไม่พอใจเพียงใด นางก็ยังรู้ว่าเวลานี้ไม่ใช่จังหวะเหมาะที่จะพลิกโต๊ะ
ในเมื่อยังไม่รู้จักโลกใบนี้ดีพอ ไม่รู้ว่าพิษในร่างคืออะไร และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจวนฉินอ๋องที่กำลังจะเข้าไปอยู่นั้นมีสถานการณ์เช่นไร การรีบร้อนหักหน้าสกุลเซี่ยตั้งแต่ตอนนี้ไม่ต่างจากเอาชีวิตไปโยนทิ้ง
ดังนั้นนางจึงแกล้งรับปาก เอาตัวรอดก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน ส่วนบัญชีแค้นนั้น นางไม่รีบ
นางไม่ใช่คนประเภทถูกตบหนึ่งครั้งแล้วต้องรีบวิ่งกลับไปตบคืนในทันทีให้เหนื่อยเปล่า
ถ้าจะเอาคืนทั้งที ก็ควรรอให้ถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วคิดต้นคิดดอกให้ครบถ้วน
ดีที่สุดคือให้อีกฝ่ายเจ็บจนจำโดยที่นางแทบไม่ต้องออกแรง แค่คิด หว่านหว่านก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย แต่ความสงบของนางอยู่ได้ไม่นาน
เสียงประตูห้องเปิดออก ตามมาด้วยเสียงล้อรถเข็นไม้บดผ่านพื้น
ครืด...
ครืด...
หว่านหว่านหยุดความคิดทั้งหมดทันที เสียงล้อค่อยๆ ใกล้เข้ามา ก่อนหยุดลงไม่ไกลจากเตียงมงคล
ภายในห้องเงียบสนิท ครู่หนึ่งจึงมีเสียงบุรุษดังขึ้น
“คุณหนูใหญ่สกุลเซี่ยรูปร่างเล็กลงตั้งแต่เมื่อใดกัน”
หว่านหว่านชะงัก เพียงประโยคเดียว นางก็เข้าใจทันที
ถูกจับได้แล้ว
ไม่สิ บางทีเขาอาจรู้มาตั้งแต่ก่อนนางก้าวเข้าประตูจวนด้วยซ้ำ
“หรือเปิ่นหวางควรเรียกเจ้าว่า... คุณหนูรองเซี่ยหว่านหว่าน”
น้ำเสียงนั้นเย็นเยียบจนยากจะคาดเดาอารมณ์
หว่านหว่านเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นปลดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวด้วยตนเองอย่างไม่รีบร้อน
ผ้าแดงเลื่อนพ้นใบหน้า เผยให้เห็นบุรุษที่นั่งอยู่บนรถเข็นตรงหน้า
ฉินอ๋อง หลี่โม่ ใบหน้าของเขาคมคาย หล่อเหลา แต่เย็นชาเสียจนความงามนั้นให้ความรู้สึกอันตรายมากกว่าน่าชื่นชม ชุดมงคลสีแดงเข้มไม่ได้ทำให้บุคลิกของเขาอ่อนลงแม้แต่น้อย โดยเฉพาะดวงตาคมกริบที่กำลังมองนางราวกับต้องการแยกทุกความคิดในหัวออกมาดูทีละชิ้น
หว่านหว่านมองเขาเพียงครู่เดียวก็ย่อตัวลงตามธรรมเนียม
“ถวายบังคมเพคะท่านอ๋อง”
หลี่โม่ไม่ได้บอกให้นางลุก
“เจ้ายอมรับง่ายกว่าที่เปิ่นหวางคิด”
“ในเมื่อท่านอ๋องทรงทราบอยู่แล้ว หม่อมฉันโกหกต่อก็เหนื่อยเปล่าเพคะ”
คิ้วของหลี่โม่ขยับเล็กน้อย คำตอบนี้ไม่เหมือนสิ่งที่เขาคาดไว้
ก่อนเกี้ยวเจ้าสาวจะมาถึงจวน เขาได้รับรายงานแล้วว่าผู้ที่อยู่ในเกี้ยวไม่ใช่คุณหนูใหญ่สกุลเซี่ย
เขาจึงจงใจไม่ขัดขวาง
สกุลเซี่ยกล้าสับเปลี่ยนเจ้าสาวใต้พระราชโองการ ย่อมหมายความว่ามีจุดประสงค์บางอย่างซ่อนอยู่
และแทนที่จะรีบเปิดโปง เขากลับอยากรู้มากกว่าว่าคนเหล่านั้นคิดจะเล่นอะไร
โดยเฉพาะสตรีตรงหน้า
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าสกุลเซี่ยทำเช่นนี้เท่ากับหลอกลวงเบื้องสูง”
“ทราบเพคะ”
“แล้วยังกล้ามา”
หว่านหว่านเงยหน้าขึ้น “หากหม่อมฉันไม่มา เกรงว่าคงไม่มีชีวิตมานั่งตอบคำถามท่านอ๋องตรงนี้แล้วเพคะ”
คำตอบตรงเกินไปจนภายในห้องเงียบลงอีกครั้ง
หลี่โม่หรี่ตามองนาง
“หมายความว่าอย่างไร”
หว่านหว่านสบตาเขา ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง “หมายความตามที่พูดเพคะ หม่อมฉันไม่ได้มีสิทธิ์เลือกมากนัก”
นางยังไม่คิดเปิดเผยเรื่องยาพิษ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้
นางไม่รู้ว่าหลี่โม่เชื่อใจได้มากเพียงใด และยิ่งไม่รู้ว่าหากเขารู้ว่านางถูกบังคับให้ส่งข่าวให้สกุลเซี่ย เขาจะมองนางเป็นเหยื่อหรือกำจัดนางทิ้งเพื่อความปลอดภัย
ความลับบางอย่างควรเก็บไว้เป็นไพ่ในมือก่อน
หลี่โม่มองนางนิ่งๆ ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักทุกถ้อยคำ
“สกุลเซี่ยส่งเจ้ามาทำอะไร”
“แต่งงานกับท่านอ๋องเพคะ”
“เปิ่นหวางไม่ได้ถามเรื่องนั้น”
“แต่เรื่องอื่นหม่อมฉันยังไม่สะดวกตอบเพคะ”
