บทที่ 2 ถือว่าโชคดีที่ได้แต่งงาน
หมิงหมิงนางคิดทบทวนเหตุการณ์ต่าง ๆ และพยายามรื้อฟื้นความทรงจำจากร่างที่นางกำลังใช้งานอยู่เกือบทั้งคืน แต่ก็เหมือนจะจำได้บ้างไม่ได้บ้างทุกอย่างไม่กระจ่างชัด หลังจากที่นอนคิดไปนั้น นางไม่รู้ว่าตัวนางนั้นหลับไปตั้งแต่ตอนไหน
เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งตอนเช้า นางมีจิตใจที่เข้มแข็งมากเลยทีเดียว เริ่มต้นจากการตื่นมาสำรวจตัวเองก่อนเป็นอย่างแรก เพราะแค่นางตื่นขึ้นมาก็ไม่มีเรี่ยวแรง ราวกับเป็นคนป่วยติดเตียงมานาน
หมิงหมิงพยายามส่องกระจกทองเหลืองที่ทั้งเก่าและเริ่มลอกดำ
ซึ่งนางไม่สามารถมองอะไรได้เลย นางจึงเดินไปด้านหลังเรือนเพื่อหาบ่อน้ำหรืออะไรสักอย่างที่จะสะท้อนเงานางได้ เดินออกมาไม่ไกล นางก็พบอ่างน้ำตื้น ๆ ที่ใสพอให้นางได้มองใบหน้าใหม่ชัด ๆ
“แม่เจ้า!! นี่เจ้ากินลมเข้าไปหรือเหตุใดถึงได้ผอมแห้งเช่นนี้”
นางอุทานออกมาทันทีเมื่อได้เห็นใบหน้านี้ชัด ๆ มิน่าเล่าเรี่ยวแรงถึงไม่มีเลย หมิงหมิงบ่นอยู่คนเดียว
“คุณหนูท่านเพิ่งฟื้น เหตุใจจึงรีบออกรับลมเจ้าคะ”
เป็นเสียงของเถาเอ๋อร์สาวใช้ที่นางเห็นเมื่อคืน
หมิงหมิงลุกขึ้นจากอ่างน้ำ และมองนางตั้งหัวจรดเท้า
ทำเอาเถาเอ๋อร์ที่ถูกสายตาของคุณหนูมองเช่นนี้ ถึงกับขนลุกตั้งชันเลยทีเดียว
“เอ่อ...คุณหนูมีอะไรหรือเจ้าคะ”
เถาเอ๋อร์ถาม
“เจ้าชื่ออะไร”
หมิงหมิงถาม
“หา...คุณหนูข้าเถาเอ๋อร์ไงเจ้าคะ คุณหนูไม่สบายตรงไหนหรือไม่”
“ไม่เป็นอะไรข้าแค่ตื่นขึ้นมาก็จำอะไรไม่ได้เลย คงเป็นเพราะตกใจจนเป็นลมละมั้ง”
“ใช่เจ้าค่ะเมื่อวานคุณหนูทราบเรื่องก็ตาเหลือกเป็นลมไปเลยเจ้าค่ะ บ่าวตกใจแทบแย่”
“เล่าเรื่องข้าให้ฟังหน่อยสิเผื่อว่าจะจำได้บ้าง ...แต่ตอนนี้ข้าหิวนัก”
“บ่าวต้มข้าวไว้แล้วคุณหนูรอประเดี๋ยวนะเจ้าคะ บ่าวจะไป
ขออาหารที่โรงครัว”
เถาเอ๋อร์กล่าวจบก็เดินออกไปทันที
หมิงหมิงมองนางจนสุดสายตา
‘เจ้าของร่างผอมขนาดนี้ แต่สาวใช้กลับรูปร่างสมส่วนมิได้อดอยากเช่นเจ้านายสักนิด’
เมื่อหมิงหมิงคนใหม่มองด้วยสายตาของคนนอกทุกอย่างดูแปลกไปเสียหมด
ไม่นานเถาเอ๋อร์ก็กลับเข้ามาพร้อมตะกร้าอาหาร และลงมือจัดโต๊ะอาหารที่อยู่กลางเรือน ปากของนางก็เริ่มพูด
“เพราะการแต่งงานของคุณหนูในอีกสามเดือนข้างหน้า ฮูหยินใหญ่จึงสั่งการให้โรงครัวส่งอาหารมาให้คุณหนูได้บำรุงอย่างเต็มที่ และยังมอบให้วันละสามมื้อ ดีจังเลยนะเจ้าคะคุณหนู”
เถาเอ๋อร์กล่าวด้วยรอยยิ้ม
หมิงหมิงคิ้วขมวด ‘แต่งงาน’ งั้นหรือ
เถาเอ๋อร์เองก็นั่งร่วมโต๊ะกับนางอย่างเป็นธรรมชาติ หมิงหมิงคิดว่าคงเพราะพวกนางมีกันเพียงสองคนและคงจะร่วมโต๊ะกันเช่นนี้เป็นประจำไม่แบ่งแยกนายบ่าว นางจึงไม่ถามออกไป และลงมือกินอาหารทันที
ระหว่างทานข้าวกันนั้นเถาเอ๋อร์ก็เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้นางฟัง
เริ่มตั้งแต่ครั้งนางยังเด็กมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีใจความว่า
หมิงหมิงเป็นบุตรีของอนุซิว ซึ่งเป็นหญิงงามที่นายท่านเจ้าของจวนหรือบิดานางพากลับมาจากการออกตรวจราชการ นางมาพร้อมกับที่เริ่มตั้งครรภ์ได้ห้าเดือนแล้ว และมีเด็กเล็ก ๆ อีกคนที่ติดตามมาด้วย นั่นคือ
เถาเอ๋อร์ที่อนุซิวเก็บมาจากข้างทางนั่นเอง เพราะนางเป็นหญิงนอกด่านที่
ไม่มีญาติมิตรที่ไหน
ฮูหยินใหญ่ใช้ข้ออ้างว่าเจ้ากรมโยธาจะขายหน้า จึงให้อนุซิวอยู่แต่ในเรือน ตอนแรกก็อยู่เรือนหมู่เดียวกับเหล่าอนุ แต่เมื่อบิดานางมีงานมากเข้า และนางท้องใหญ่โตไม่สามารถปรนนิบัติเขาได้แล้ว
ฮูหยินใหญ่บอกว่านางใกล้คลอดจึงย้ายมาเรือนด้านหลังเพื่อเลี้ยงดูบุตรอย่างสงบ ซึ่งล้วนแต่เป็นข้ออ้างทั้งนั้น ทางด้านบิดานางก็ได้รับสาวงามมาเพิ่มอีก จึงปล่อยให้ฮูหยินใหญ่จัดการเรื่องของอนุทั้งหมด
เมื่อครั้งที่นางคลอดออกมานั้น บิดาของนางยังไม่มาดูหน้าด้วยซ้ำเป็นเหตุให้อนุซิวตรอมใจร่างกายของอนุซิวอ่อนแอเรื่อยมา และจากไปตอนที่หมิงหมิงอายุได้เพียงห้าขวบปีเท่านั้น
หลังจากมารดาสิ้นไปชีวิตหมิงหมิงยิ่งลำบากมากขึ้น อาหารที่เคยส่งมาสามมื้อก็เหลือสองมื้อ และสุดท้ายส่งมาเพียงวันละครั้งเท่านั้น และยังน้อยนิดไม่เพียงพอให้สองนายบ่าวได้กินอิ่ม คุณภาพก็ย่ำแย่ มีเพียงเถาเอ๋อร์ที่ปากกัดตีนถีบแย่งชิงอาหารมาให้นาง
และเมื่อหมิงหมิงเติบโตก็แอบลักลอบไปหยิบอาหารจากห้องครัวบ้าง หรือจากเรือนชั้นในบ้างจนมีชีวิตมาถึงตอนนี้
‘โอ้โหชีวิตอะไรจะบัดซบปานนั้น’
หมิงหมิงรำพึงรำพันในใจ มิน่านางถึงตกใจตายได้
‘มาเถอะชีวิต! ข้าหมิงหมิงคนนี้จะสู้กลับเอง’
วันนี้นางให้เถาเอ๋อร์ช่วยถอนหญ้าที่ด้านหลังเรือนเล็ก ๆ หลังนี้
นางอยากจะปลูกอะไรสักหน่อยเพื่อไม่ให้ฟุ้งซ่าน ถึงแม้ว่าเถาเอ๋อร์จะแปลกใจกับท่าทีของคุณหนู แต่ก็ยังยินยอมทำตามความต้องการแต่โดยดี
ทั้งสองช่วยกันจนถอนวัชพืชออกจนเกือบทั่วบริเวณ หลังจากหญ้ารกรุงรังหมดไป ก็พบว่ามีกระถางสมุนไพรหลายอย่างที่ปลูกไว้ แต่ไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ดีพอ ปล่อยให้มันเติบโตตามยถากรรม
เถาเอ๋อร์บอกว่าพวกนี้เป็นสมุนไพรที่อนุซิวมารดาของนางปลูกไว้ สรรพคุณอะไรบ้างนางไม่แน่ใจ เพราะอนุซิวไม่เคยสอนนาง เพียงให้รดน้ำพรวนดินเท่านั้น
นอกจากสมุนไพรราว ๆ ยี่สิบต้นแล้วยังมีดอกไม้อีกด้วยเมื่อเก็บกวาดแล้วพบว่าสวนแห่งนี้งดงามมาก
มารดาของร่างนี้น่าจะมิใช่เพียงหญิงชาวบ้านธรรมดาเสียแล้ว ทั้งมีความรู้เรื่องสมุนไพรดูจากรูปแบบการจัดสวนก็ไม่ได้จัดแบบสะเปะสะปะ การจัดวางเป็นระเบียบเรียบร้อย ระหว่างประเภทของต้นไม้ได้สอดคล้องกัน
โลกที่หมิงหมิงจากมานั้น เป็นโลกที่ล่มสลายไปแล้ว สมุนไพรบางอย่างก็ได้สูญพันธ์ไป คนครึ่งโลกอพยพออกไปตั้งอาณานิคมตามดาวต่าง ๆ หรืออาศัยบนกระสวยอวกาศก็มี ครึ่งโลกที่เหลือตอนนี้มีแต่ต้นไม้ก็จริง
แต่เป็นสายพันธ์ที่แปลกประหลาดและมีบางส่วนยังเป็นพิษอีกด้วย เมื่อได้สูดอากาศที่แท้จริงมิได้สังเคราะห์นางยิ่งรู้สึกดีสุด ๆ
วันนี้ก็เป็นไปตามที่เถาเอ๋อร์บอก ว่าพวกนางจะได้อาหารวันละสามมื้อ แต่ละมื้อมีทั้งเนื้อติดมันและของบำรุงอย่างไม่เสียดาย
หมิงหมิงคิดว่าหากส่งนางไปแต่งงานทั้งที่ยังเป็นไม้เสียบผีเช่นนี้ มีหวังคงโดนจวนอ๋องเล่นงานแน่นอน
ถือว่าการได้แต่งออกไปถือเป็นเรื่องดี ๆ สำหรับนางที่กำลังหาวิธีกินบำรุงร่างกายอยู่พอดี
และวันเวลาก็ผ่านมาครึ่งเดือน ตลอดเวลาที่นางกินอย่างเต็มที่
ทุกวัน เนื้อหนังมังสาของหมิงหมิงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจจะเป็นเพราะนางผอมมาก เพียงอ้วนขึ้นเล็กน้อยก็เห็นได้ชัดเจนแล้ว
ช่วงเวลานี้นางก็ไม่ได้ปล่อยผ่านให้เสียเวลาไปเปล่า นางเที่ยวเดินเล่นในสวน และแอบไปสำรวจจวนจนทั่วเรียกได้ว่าหากให้วาดแผนผังจวนนี้ นางก็สามารถหลับตาวาดมันออกมาได้เลย
และวันนี้ก็มีช่างตัดเย็บของจวนมาพบนางเพื่อขอวัดตัวตัดชุดเจ้าสาว และชุดสำหรับใส่ประจำวันให้นางใหม่ทั้งหมด
‘อืม...บิดาผู้แสนดีของนางช่างทุ่มทุนเอาใจอ๋องผู้นั้นจริง ๆ’
เป็นเพราะการแต่งงานโดยไม่เต็มใจนี้ของนาง ทำให้ชีวิตในจวนของนางดีขึ้นแบบที่พลิกหลังเท้าเป็นหน้ามือเลยทีเดียว
“คุณหนูเล็กเริ่มมีน้ำมีนวลแล้ว บ่าวจะส่งชุดใหม่ให้พรุ่งนี้สองชุดก่อนนะเจ้าคะ อีกสองสามวันจะส่งมาเพิ่มอีกเจ้าค่ะ ฮูหยินใหญ่ช่างเอ็นดูท่านยิ่งนัก”
บ่าวผู้เป็นช่างตัดเย็บเอ่ยประจบ รวมทั้งยกหางเจ้านายซึ่งก็คือ
ฮูหยินใหญ่ขึ้นอีกด้วย
“ขอบใจท่านมากเจ้าค่ะ รบกวนท่านแล้ว ฝากบอกท่านแม่ด้วยว่าข้าซาบซึ้งใจยิ่งนัก”
หมิงหมิงเอ่ยออกมาแลดูจริงใจกว่าช่างเย็บผ้าคนนั้นแสดงออกมากนัก
“บ่าวจะนำคำของคุณหนูไปบอกนายท่านอย่างไม่ตกหล่นแม้สักคำเดียวเจ้าค่ะ”
เมื่อเห็นว่างานของตนจบแล้วจึงกลับออกไปและรายงานนายตนอย่างรวดเร็ว
ณ เรือนหลักของฮูหยินใหญ่
“ฮูหยินเจ้าคะที่บ่าวกล่าวมาทั้งหมดไม่มีตกหล่นเจ้าค่ะ คุณหนูเล็กนางต้องซาบซึ้งใจเป็นที่สุดแน่นอน”
เป็นช่างเย็บผ้าคนนั้นเองที่กำลังนั่งรายงานอย่างนอบน้อม
บึ๊ก!!
เสียงเม็ดเงินตกลงตรงหน้านาง ฟังจากเสียงแล้วมีน้ำหนักมากทีเดียว
“ไปจัดการเรื่องอาภรณ์ทั้งหมดของเด็กคนนั้นให้เรียบร้อย ไม่ต้องมีลูกเล่นอันใดยามนี้ต้องดูแลนางให้ดี”
ฮูหยินใหญ่กล่าว
แม้จะเรียกขานว่าฮูหยินใหญ่ เพราะนางเป็นภรรยาเอกที่ได้รับการตบแต่งมาอย่างถูกต้อง แต่นางไม่ได้ดูแก่เลย นางคือ หวงเฟยอวิ้น
อดีตคุณหนูจากตระกูลกั๋วกงอันยิ่งใหญ่ เพราะนางมีเบื้องหลังที่แข็งแกร่งนางจึงได้มีอำนาจมากในจวนแห่งนี้ตามไปด้วย อายุของนางเพียงสามสิบต้น ๆ เท่านั้น นางมีบุตรชายหนึ่งคน บุตรสาวสองคน ซึ่งนั่นก็ทำให้ตำแหน่งนางมั่นคงมากยิ่งกว่าเดิม
บุตรชายตอนนี้ส่งไปศึกษาในสำนักศึกษาหลวงและพักที่นั่นรอ
นานครั้งจะกลับมาที่จวน บุตรสาวคนโตนางเพิ่งแต่งออกไปเป็นพระชายาใน
องค์ชายสาม บุตรีอีกคนยังไม่ออกเรือน นางอายุมากกว่าหมิงหมิงเพียงปีเดียว
ตามจริงแล้วหากจะนับลำดับบุตรีคนที่สอง ควรจะแต่งออกไปก่อนหมิงหมิงด้วยซ้ำ แต่เพราะบิดาต้องการส่งคนเข้าจวนอ๋อง และคงไม่มีหญิงสาวคนไหนต้องการจะแต่งให้กับชายชรา ดังนั้นผลกรรมจึงตกมาที่หมิงหมิงบุตรที่ถูกลืมคนนี้
เจ้ากรมโยธาสามีของฮูหยินใหญ่คาดหวังความสำเร็จในงานนี้มาก นางก็ต้องจัดการให้เรียบร้อยตามความต้องการของสามี แม้จะขัดใจที่จะต้องดูแลลูกอนุที่นางเกลียดคนนี้ให้อยู่ดีกินดี
แต่เมื่อเป็นหมากที่มีประโยชน์นางก็ยินดีทำ เพื่อเก็บเกี่ยวผลในภายภาคหน้า การที่เพิ่มข้าว เพิ่มเสื้อผ้าไม่กี่ชุด ก็ไม่ได้ทำให้สถานะของนางสั่นสะเทือนอยู่แล้ว กลับกันยิ่งจะทำให้ในสายตาของสามี นางจึงเป็นภรรยาที่เพียบพร้อมอีกด้วย
“ไปดูทีว่าท่านพี่กลับมาหรือยัง”
นางหันไปสั่งสาวใช้คนสนิท
“เรียนฮูหยิน อนุหวังไปรอรับนายท่านที่หน้าประตู ตอนนี้นายท่านไปที่เรือนนางแล้วเจ้าค่ะบอกว่าจะทานมื้อค่ำที่นั่นเลย”
สาวใช้ของนางสืบมาแล้วจึงมิต้องออกไปดูให้เสียเวลา พูดจบนางรีบก้มหน้าลงทันที
“ปล่อยนางไปก่อน แม่ไก่ที่ออกไข่ไม่ได้ ก็เป็นได้แค่นางบำเรอเท่านั้น”
แม้ปากฮูหยินใหญ่จะกล่าวเช่นนั้น แต่นางกลับกำหมัดแน่น ยิ้ม
มุมปากอย่างร้ายกาจ เพราะนางมีลูกเล่นกับเหล่าอนุทั้งหลาย หลังจากที่
อนุซิวคลอดออกมา พวกอนุที่เหลือก็ไม่มีใครตั้งครรภ์อีกเลย
เมื่อถึงเวลาพักผ่อนหมิงหมิงจึงกลับเข้าห้องนอนตัวเอง และให้
เถาเอ๋อร์ไปนอนไม่ต้องเฝ้านนางในห้อง เถาเอ๋อร์รับคำอย่างว่าง่าย
เมื่อเถาเอ๋อร์ออกจากห้องของหมิงหมิง นางไม่ได้เดินไปห้องตัวเอง แต่นางเดินลัดเลาะไปตามกำแพงจวน เมื่อผ่านไปไม่ไกลจากเรือนนางนัก นางได้ยินเสียงบางอย่างไม่ชัดเจนนักคล้ายเสียงหนูหรือเสียงแมวก็มิใช่
ด้วยความสงสัยนางจึงเดินไปใกล้เสียงนั้นมากขึ้น ในที่สุดนางก็รู้ว่าเสียงนั้นเป็นเสียงชายหญิงกำลังกอดรัดกันอยู่ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นนางจึงย่องเข้าไปพุ่มไม้ใกล้ ๆ ให้มากขึ้นกว่าเดิมเพื่อมองให้ชัดเจน
ระหว่างที่หันซ้ายหันขวาอยู่นั้น เถาเอ๋อร์ก็ถูกมือใหญ่และหยาบเอื้อมมาปิดปากนางไว้ ยังไม่ทันได้ขัดขืนลากนางเข้ามุมลับตา พร้อมเสียงกระซิบที่ข้างหู นางจำได้ ว่าเป็นเสียงของคนขับรถม้าที่มีชื่อว่าลู่เทา
“อย่าดิ้น อย่าส่งเสียง เข้าใจไหม”
เขาบอกเสียงเบา
เถาเอ๋อร์พยักหน้ารัว ๆ ว่านางเข้าใจ ลู่เทาคลายมือออกจากปากนาง แต่มือที่รัดเอวอยู่ยังคงไม่ปล่อย เถาเอ๋อร์ที่ตอนนี้โล่งใจ แต่ก็ถูกเสียงและภาพด้านหน้าดึงดูดไปอีกครั้ง จึงไม่ได้สนใจชายที่ยังกอดรัดนางไว้
‘ฮะ เป็นพ่อบ้านใหญ่กับสาวใช้ของฮูหยินใหญ่นี่ พ่อบ้านใหญ่นี่คงกินไปทั่วเรือนแล้ว’
เถาเอ๋อร์นางอุทานอยู่ในใจ ดวงตาก็เบิกโพลง แต่ถึงจะเห็นเช่นนั้นนางก็ไม่ได้หลบเลี่ยงและยังคงยืนมองต่อไป
หญิงนางนั้นหรือก็คือสาวใช้ของฮูหยินใหญ่ ถูกดันให้หันหน้าเข้ากำแพง กระโปรงถูกถลกขึ้นไว้บนเอว ด้านหลังมีพ่อบ้านที่เผยก้นเปลือยกำลังปฏิบัติกิจให้นางอย่างถึงอกถึงใจ เสียงกระทบเนื้อดังเป็นจังหวะ
ไม่นานนักทั้งคู่ก็เร่งความเร็วขึ้น หลังจากพ่อบ้านตอกเสาลงไปเน้น ๆ ไม่กี่ครั้ง พ่อบ้านใหญ่ก็ถอยออกมา และจับตัวหญิงนางนั้นให้หันมา
และกดตัวนางลงไปเพื่อให้นางได้ใช้ลิ้นดูดเลียทำความสะอาด คราบคาวเมื่อครู่ให้อย่างรู้งาน
โดยไม่รู้ว่ามีสายตาสองคู่จับจ้องอยู่ ไม่วางตา…