บทที่ 3 ช่วยคนเอาบุญ
ด้านเว่ยหลีเมื่อกลับมาถึงเรือนนางกำนัลแล้ว ก็พบเข้ากับอาหร่วน เพื่อนนางกำนัลซึ่งกำลังนั่งรอนางอยู่พอดี ในบรรดานางกำนัลทั้งหมด เว่ยหลีสนิทสนมกับอาหร่วนมากที่สุด
“เจ้ากลับมาแล้วหรือ ข้ารอเจ้าตั้งนานเลยนะ”
“มีอันใดหรือ?”
เว่ยหลีเอ่ยถามอาหร่วน หญิงสาวตรงหน้ายิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะยกไหสุราไหหนึ่งออกมาให้นางดู
“วันนี้ท่านพ่อส่งของมาให้ข้า ในนี้มีสุราอยู่ด้วย เป็นสุราผลไม้สูตรลับที่บ้านของข้าทำเอง ได้ยินมาว่าฝ่าบาทจะทรงแต่งตั้งกุ้ยเฟยพระองค์ใหม่ในวันพรุ่งนี้น่ะ สุรานี้ข้าเลยอยากนำมาดื่มฉลองกับเจ้า”
“ได้สิ”
สตรีสองนางยิ้มหัวเราะด้วยกัน ก่อนจะนั่งสนทนากันต่ออีกครู่หนึ่ง จนกระทั่งหัวหน้าหมัวหมัวเข้ามาตรวจและบอกให้ทุกคนรีบเข้านอนได้แล้ว เว่ยหลีและอาหร่วนจึงรีบเข้านอนทันที
เช้าวันต่อมา สถานการณ์ในวังหลวงค่อนข้างวุ่นวายไม่น้อยเลย เพราะเป็นการรับพระสนมอย่างกระทันหัน ทำให้การเตรียมการค่อนข้างฉุกละหุกไปเสียหน่อย เหล่านางกำนัลต่างตั้งใจทำงานกันอย่างมาก เว่ยหลีเองก็ช่วยงานทุกคนอย่างตั้งใจ เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว นางก็มานั่งพักเพราะไม่มีงานใหม่ให้ต้องทำต่อแล้ว
หญิงสาวมานั่งพิงต้นไม้ พลันเหม่อมองท้องฟ้า พลางครุ่นคิดถึงเรื่องบางอย่าง
เว่ยหลีมีน้องสาวต่างมารดานามว่า 'เว่ยหลาน' นางเป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุ มีนิสัยทะเยอทะยานใฝ่สูง แต่เพราะถูกเว่ยหลีกดขี่ข่มเหงจึงไม่กล้ามีปากมีเสียง ยามนี้เว่ยหลานได้เข้าวังมาเป็นพระสนมแล้ว คาดว่าคงคิดหาทางกลั่นแกล้งนางเป็นแน่แท้
ให้ตายเถอะ นิยายเล่มนี้เขียนถึงแต่บทนำเท่านั้น เรื่องราวต่อจากนี้ยากจะคาดเดาแล้ว คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตาแล้วล่ะ
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เว่ยหลีก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก ไม่นานอาหร่วนก็เดินเข้ามาหานาง ก่อนจะมอบสุราให้นางดื่มเพื่อเฉลิมฉลองให้กับงานมงคลในวังหลวง ยามนี้เสร็จสิ้นงานพิธีแล้ว ฝ่าบาททรงพระราชทานของกินและสุราชั้นดีให้เหล่าข้ารับใช้ ทุกคนจึงพากันดื่มกินกันอย่างมีความสุข จวบจนเวลาล่วงเลยมาจนถึงยามค่ำ ก็เป็นช่วงเวลาเสด็จเข้าหอของเยี่ยนจิ่งหลิงและเว่ยหลานพอดี เว่ยหลีไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย นางช่วยเก็บถ้วยจานชามและทำความสะอาดโต๊ะอย่างขยันขันแข็ง
พูดถึงเรื่องจวนตระกูลเว่ย ตั้งแต่นางเข้ามาอยู่ในวังนี้ ยังไม่เคยได้พบหน้าบิดาของตนเองเลยสักครา ไม่รู้ว่าป่านนี้ท่านพ่อท่านแม่ของเจ้าของร่างเดิมจะเป็นอย่างไรบ้างนะ
เว่ยหลีถอนหายใจออกมาหนหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าไปมองพระจันทร์บนท้องฟ้า เพราะนางดื่มสุราไปเยอะจนเริ่มมึนหัว จึงอยากไปหาที่นอนพักเสียหน่อย
ยามนี้คนอื่นๆ ต่างพากันเมามายหมดแล้ว พระราชวังค่อนข้างเงียบสงบ องครักษ์เฝ้าเวรยามไม่ได้เดินตรวจตราบ่อยนัก ส่วนใหญ่จะประจำการอยู่ที่ประตูวังหลักเท่านั้น คาดว่าตอนนี้เยี่ยนจิ่งหลิงกับเว่ยหลานคงจะมีความสุขร่วมกันไปนานแล้ว เมื่อคิดได้เช่นนั้น หญิงสาวจึงไม่อยากจะสนใจอีก นางคิดจะกลับห้องไปพัก แต่ทว่ากลับมีมือของใครบางคนยื่นเข้ามาปิดปากนางเอาไว้ ก่อนจะลากนางเข้าไปในภูเขาหินจำลองที่อยู่ไม่ไกล เว่ยหลีเมามาก ประกอบกับยังถูกปิดปาก ทำให้นางไม่มีเรี่ยวแรงจะส่งเสียงตะโกนขอความช่วยเหลือ หญิงสาวพยายามตั้งสติ พลางคิดหาทางออก คนผู้นั้นจับลากตัวนางมาจนถึงโขดหินจำลอง ก่อนจะปล่อยนางให้เป็นอิสระ เว่ยหลีรีบหันมามองหน้าตั้งใจว่าจะร้องให้คนช่วย แต่เมื่อเห็นสภาพของบุรุษตรงหน้า นางก็ถึงกับเอ่ยวาจาใดไม่ออก
เยี่ยนจิ่งหลิง!
เว่ยหลีมองเขาด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะเริ่มสังเกตได้ว่าตอนนี้ใบหน้าของชายหนุ่มแดงก่ำ เขาพยายามขยับกายดิ้นรนไปมา คล้ายกับว่าไม่สบายตัวเป็นอย่างมาก
“ฝ่าบาท”
“ไปเอาน้ำมาเช็ดตัวให้ข้า รีบไสหัวไปเอามาสิ!”
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงรอดไรฟัน เว่ยหลีที่เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกลนลาน ไม่รู้จะทำเช่นไรดี นางรีบวิ่งกลับมาที่ห้องครัวก่อนจะหาผ้าชุบน้ำสะอาดมาช่วยเช็ดตัวให้กับเขา
“เหตุใดพระองค์จึงเป็นเช่นนี้เล่าเพคะ?”
นางเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ เยี่ยนจิ่งหลิงไม่ตอบแต่กลับคิดถึงเรื่องราวก่อนหน้านี้ขึ้นมา
เดิมทีเขาตั้งใจจะไปหาเว่ยหลาน ไปบอกกับนางว่าอย่าทำตัวให้น่ารำคาญ แต่ทว่าเมื่อเขาได้กลิ่นจากกายของนางก็เริ่มมัวเมา เยี่ยนจิ่งหลิงเกือบจะเผลอร่วมอภิรมย์กับนาง แต่เพราะเขาตั้งสติได้เสียก่อนจึงเดินออกมาด้านนอก และสั่งห้ามองครักษ์ตามมา เพราะอยากจะสูดอากาศเพียงลำพังเผื่อว่าจะดีขึ้น แต่ทว่าอาการของเขากลับหนักขึ้น เขาจึงเดินสะเปะสะปะมาจนเจอเว่ยหลีและคว้าตัวนางมาที่ด้านหลังภูเขาจำลองแห่งนี้
เว่ยหลีใช้ผ้าช่วยเช็ดใบหน้าให้เขา เดิมทีนางไม่อยากจะทำด้วยซ้ำ แต่เพราะนางไม่ใช่คนใจดำ จึงไม่อาจทอดทิ้งเขาได้ ยามนี้ชายหนุ่มเอาแต่บ่นว่าร้อนมาก อีกทั้งยังดึงทึ้งเสื้อผ้าของตนเองออกจนหมด ยามที่มืออันนุ่มนวลของเว่ยหลีสัมผัสถูกผิวกายของเขาก็ทำให้เยี่ยนจิ่งหลิงเริ่มรู้สึกดีขึ้น
เว่ยหลีที่เห็นอย่างนั้นก็ร้องอุทานออกมาเบาๆ
“นี่มันอาการของคนโดนยาปลุกกำหนัดชัดๆ จะว่าไปก็ใหญ่ดีเหมือนกันนะเนี่ย”
ให้ตายเถอะ อย่าคิดอกุศล! เว่ยหลีพยายามไม่มองไปยังสิ่งที่อยู่ระหว่างขาของเยี่ยนจิ่งหลิง แต่ทว่าเยี่ยนจิ่งหลิงกลับจับมือของนางไปจับที่กึ่งกลางกายของเขาเสียแล้ว หญิงสาวหันมามองหน้าชายหนุ่มช้าๆ เมื่อดวงตาประสานกันทำเอาใบหน้านางร้อนผ่าว
เยี่ยนจิ่งหลิงไม่อาจทนได้อีกต่อไปจึงใช้มือนางสาวรูดชักลำแท่งให้ตนเองทันที
“โอว เสียวมาก อ๊า”
เว่ยหลีอยากจะดึงมือออกแต่ทว่าก็ไม่อาจทำได้ นางอยากจะวิ่งหนีไปยิ่งนัก
“เยี่ยนจิ่งหลิง ท่านเสียสติไปแล้วหรือ เดี๋ยวก็มีคนมาเห็นหรอก”
“ไม่มีใครหรอก หากใครมันกล้าพูด ข้าจะประหารเจ็ดชั่วโคตร โอย เสียว อ๊า แบบนั้นแหละ เหตุใดไม่หายร้อนสักที ร้อนมาก ข้าร้อนเหลือเกิน โอว!”
เขาบิดกายไปมาด้วยความทรมาน เว่ยหลีที่เห็นเช่นนั้นก็เกิดความเวทนาขึ้นมา นางเคยเห็นว่าหากใครโดนยาปลุกกำหนัดแล้วไม่ได้ปลดปล่อย คนคนนั้นจะทรมานจนตายได้ แล้วตอนนี้ใบหน้าของเขาก็เริ่มเขียวช้ำแล้ว หญิงสาวหันมองซ้ายมองขวา พลางครุ่นคิด ก่อนจะพึมพำในใจเบาๆ
เอาวะ ทำบุญทำกุศล อย่างน้อยก็ช่วยรีดพิษงูให้เขาสักหน!
เมื่อคิดได้เช่นนั้นนางจึงโน้มตัวลงไปทันที ก่อนจะครอบริมฝีปากกลืนกินแท่งเนื้อร้อนๆ ของเขาจนมิดลำ จากนั้นหญิงสาวก็ขยับศีรษะสลับขึ้นลงอย่างสุดกำลัง ก่อนจะใช้มือเรียวสวยช่วยสาวรูดแท่งกายของชายหนุ่มขึ้นลงอย่างรวดเร็ว เยี่ยนจิ่งหลิงไม่เคยถูกใครทำเช่นนี้มาก่อน นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตของเขา มันทำให้ร่างกายของเขาเกร็งสะท้าน เขาอยากจะต่อต้านแต่ร่างกายกลับไม่ฟัง
“ซี๊ด โอว”
อ๊อก อ๊อก!
หญิงสาวขยับศีรษะให้รัวเร็วมากยิ่งขึ้น ไม่นานเยี่ยนจิ่งหลิงก็ร้องครางลั่น และปลดปล่อยน้ำรักเข้ามาในปากของนางทันที เมื่อเห็นว่ารีดพิษเสร็จแล้ว เว่ยหลีจึงเงยหน้าขึ้นและกลืนน้ำรักนั้นลงคอไป แล้วจึงใช้มือเช็ดริมฝีปากตน
“ฝ่าบาทคงรู้สึกดีขึ้นแล้ว เช่นนั้นหม่อมฉันจะขอตัวก่อนนะเพคะ”
เว่ยหลีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่เยี่ยนจิ่งหลิงกลับไม่ยอมให้นางไป ในใจของเขายังคงมีความต้องการ ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย
“อย่าไป ข้าต้องการอีก”
เอ่ยจบเขาก็กดร่างนางลงบนพื้นหญ้า ก่อนจะจูบนางอย่างดูดดื่ม เว่ยหลีคิดจะหนีแต่กลับไม่อาจต้านทานแรงของเขาได้ นางจึงเริ่มเกิดอารมณ์ขึ้นมา
เอาก็เอาวะ เอาสักครั้งจะเป็นไรไป!
เมื่อคิดได้เช่นนั้นนางจึงออกแรงกดเขาลงกับพื้นหญ้าและขึ้นนั่งคร่อมบนตัวของเขาทันที เยี่ยนจิ่งหลิงเมื่อเห็นอย่างนั้น สมองก็พลันขาวโพลน สติหลุดลอยไปหมดจนยากจะควบคุม
