บทที่ 1 อะไรแข็งก็ไม่รู้
แคว้นโม่
“ฝ่าบาทเพคะ ขอเพียงพระองค์ทรงเมตตาหม่อมฉัน หม่อมฉันก็จะภักดีต่อพระองค์ไปชั่วชีวิต ไหนพระองค์ทรงเคยตรัสว่าทรงรักใคร่ในตัวหม่อมฉันยิ่งนักอย่างไรเล่าเพคะ ยามนี้หม่อมฉันยินยอมเป็นของพระองค์แล้วเพคะ”
เสียงหวานใสของสตรีนางหนึ่งเอ่ยขึ้นมาด้วยความออดอ้อน มือเรียวสวยยื่นเข้ามาหมายจะลูบไล้ใบหน้าหล่อเหลาของบุรุษตรงหน้า แต่ทว่าชายหนุ่มกลับปัดมือของนางออก ก่อนจะยกยิ้มมุมปากอย่างดูแคลน
“สตรีจิตใจต่ำช้าดั่งอสรพิษเช่นเจ้า ข้าไม่มีทางยอมตกลงปลงใจด้วยเป็นอันขาด ก่อนหน้านี้เจ้าเคยปฏิเสธข้า บอกว่าข้าเป็นเพียงแค่บ่าวฐานะต่ำต้อย ไม่คู่ควรกับคุณหนูเช่นเจ้า แล้วยังทุบตีด่าทอข้า แต่พอความจริงเปิดเผยว่าข้าคือองค์รัชทายาทที่หายตัวไปของฝ่าบาท และยังได้สืบทอดบัลลังก์ต่อจากบิดา เจ้ากลับคิดจะใช้ความงามมายั่วยวนข้า เว่ยหลี เจ้ามันช่างแพศยายิ่งนัก ข้าจะขังเจ้าเอาไว้ในวังหลวงแห่งนี้ จนตายเจ้าก็อย่าหวังจะได้ออกไปจากที่นี่เลย ข้าไม่มีทางยอมให้เจ้าช่วงชิงผลประโยชน์อันใดจากข้าได้อีก ทหาร! ลากตัวนางไปขังเอาเอาไว้ที่ตำหนักเย็นท้ายวังหลวง ให้ข้าวนางวันละมื้อก็พอ!”
“ไม่ได้นะ เยี่ยนจิ่งหลิง ท่านจะทำเช่นนี้กับข้าไม่ได้นะ ฮ่องเต้เฮงซวย คนสารเลว!”
“หาผ้ามาอุดปากนางเสีย น่ารำคาญ ข้าหนวกหู”
สิ้นคำสั่งของเขา เว่ยหลีก็ถูกลากตัวไปขังเอาไว้ในตำหนักเย็นทันที
จบบทนำ
“เฮ้อ จะเขียนตอนต่อไปยังไงดีนะ ตอนนี้หัวสมองฉันตันหมดแล้ว”
อาหลีเอ่ยพึมพำก่อนจะตัดสินใจปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ลง แล้วจึงบิดกายไปมาด้วยความเหนื่อยล้า หญิงสาวยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม แล้วจึงใช้มือนวดหว่างคิ้วของตนเองเพื่อบรรเทาความเหนื่อยล้า
เธอมีชื่อว่าอาหลี เป็นนักเขียนอิสระที่ลงขายนิยายผ่านทางเว็บต่างๆ เดิมทีมีพล็อตใหม่ผุดขึ้นมาในหัวมากมาย แต่พอเริ่มลงมือเขียนมันกลับตันเสียอย่างนั้น ซึ่งเรื่องนี้เธอวางแผนให้นางเอกคือนางร้ายตัวแม่ และพระเอกก็เป็นไบโพล่าร์ตัวพ่อ
“นางร้ายคนนี้จะต้องตาย แล้วนางก็ไปอยู่ในร่างเว่ยหลานที่เป็นน้องสาวต่างมารดาของเว่ยหลี จากนั้นก็กลับมาแก้แค้น แต่กลับตกหลุมรักพระเอก สุดท้ายแล้วก็ยอมตายแทน แบบนี้ดีไหมนะ เฮ้อ คิดไม่ออกจริง ๆ”
อาหลีส่ายหน้าไปมา ก่อนจะเดินไปทิ้งกายลงนั่งบนที่นอนและผล็อยหลับไป
เธอไม่รู้ว่าตนเองหลับไปนานเท่าไหร่แล้ว เมื่ออาหลีลืมตาตื่นขึ้นมากลับรู้สึกได้ว่าบรรยากาศโดยรอบเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง อากาศรอบกายหนาวเหน็บเป็นอย่างมาก หญิงสาวค่อยๆ ลืมตาขึ้น ก่อนจะลุกนั่งและมองไปโดยรอบ
“ที่ไหนล่ะเนี่ย?”
อาหลีเอ่ยกับตนเองเบาๆ บรรยากาศเบื้องหน้าของเธอตอนนี้คล้ายเรือนโบราณเก่าๆ และมีเทียนเล่มเก่าจุดเอาไว้เพื่อให้ความสว่าง หน้าต่างก็ผุพังอย่างน่าเวทนา ซ้ำร้ายเตียงนอนและผ้าห่มที่นางใช้ยังเหม็นอับเป็นอย่างยิ่ง
อะไรกันเนี่ย!
อาหลีกระโดดพรวดลงจากเตียงนอน ก่อนจะวิ่งออกมาที่ด้านนอก และพบว่าตอนนี้เบื้องหน้าของนางมีหิมะตกไม่หยุด หิมะสีขาวปกคลุมผืนดินจนขาวโพลนไปหมด ลมหนาวพัดมาปะทะใบหน้าจนเธอรู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว
“คุณหนูเจ้าคะ จะออกมาทำไมกัน หากต้องลมหนาวจะล้มป่วยเอาได้นะเจ้าคะ”
อยู่ๆ ก็มีเสียงของสตรีน้อยนางหนึ่งเอ่ยขึ้น พลางใช้ผ้าเก่าๆ มาห่มคลุมให้เธอ อาหลีหันไปมองและพบว่าเป็นสาวใช้ตัวน้อยนางหนึ่ง
“เธอเป็นใคร?”
หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความสงสัย นางกำนัลผู้นั้นมีสีหน้าตกใจ ก่อนจะรีบเอ่ยตอบ
“คุณหนูจำบ่าวไม่ได้หรือเจ้าคะ บ่าวจวินหลาน สาวใช้คนสนิทของท่านอย่างไรล่ะเจ้าคะ”
จวินหลาน? นี่มันชื่อสาวใช้ของยัยเว่ยหลีไม่ใช่หรือ?
เดี๋ยวก่อน!
อาหลีเริ่มตื่นตระหนก เธอรีบวิ่งเข้าไปในห้องและเดินตรงไปที่กระจกทองเหลืองบานใหญ่ที่ตั้งอยู่ข้างโต๊ะเครื่องแป้ง ก่อนจะพบว่าสตรีในกระจกหน้าตาเหมือนกับนางทุกประการ แต่ว่าดูอ่อนเยาว์กว่าเล็กน้อย นางสวมชุดโบราณเก่าๆ ดูแล้วคงจะได้รับความลำบากไม่น้อย อาหลีสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วจึงหันมามองจวินหลาน
“ข้าชื่ออันใด?”
จวินหลานที่เห็นว่าเจ้านายของตนดูแปลกไปอย่างยิ่งก็เริ่มหวาดหวั่นในใจ เดิมทีคุณหนูก็อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ อยู่แล้ว ยามนี้ยังมาแสดงท่าทีน่าหวาดกลัวเช่นนี้อีก มันทำให้นางเริ่มจะใจไม่ดีขึ้นมา
“ระ เรียนคุณหนู ท่านมีนามว่าเว่ยหลี หลังจากที่ฝ่าบาททรงขึ้นครองราชย์ ก็ทรงเรียกตัวท่านให้เข้าวังหลวงมาทันที บิดาท่านไม่อาจขัดราชโองการได้ จึงต้องส่งคุณหนูเข้ามาในวังหลวงเจ้าค่ะ”
อาหลีเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับร้องอ้อขึ้นมาเบาๆ
เวรล่ะสิ! นี่เธอทะลุมิติเข้ามาในนิยายที่ตนเองเขียนอย่างนั้นเหรอ
เดิมทีเว่ยหลีคนนี้เป็นคุณหนูของจวนท่านเจ้าเมือง ส่วนเยี่ยนจิ่งหลิงเป็นบ่าวในจวนของนางที่บิดาซื้อตัวเอาไว้เลี้ยงดูตั้งแต่เยาว์วัย เยี่ยนจิ่งหลิงยามนั้นหลงรักเว่ยหลี แต่นางกลับไม่เห็นค่าของเขา ซ้ำยังทุบตีเขาเหมือนวัวเหมือนม้า และยังด่าทอว่าเขาต่ำต้อย แต่ผู้ใดจะคาดคิด เมื่อความจริงถูกเปิดเผยว่าแท้จริงแล้ว เยี่ยนจิ่งหลิงคือองค์รัชทายาทที่หายตัวไปของฝ่าบาท เมื่อทุกอย่างถูกตรวจสอบว่าเขาคือองค์รัชทายาทตัวจริง จึงได้กลับเข้าวังหลวงและขึ้นครองราชย์ต่อจากบิดา จากนั้นเขาจึงเรียกตัวนางเข้าวังหลวง เว่ยหลีคนเก่าจึงหาสารพัดวิธีมายั่วยวนเพื่อหวังจะมัดใจเขา แต่เยี่ยนจิ่งหลิงกลับชังน้ำหน้านางไปแล้ว
อาหลีแทบอยากจะตีอกชกหัวตนเอง นางเป็นคนเขียนนิยายเรื่องนี้เองแท้ๆ แต่กลับจับพลัดจับผลูมาติดอยู่ในร่างของนางร้ายคนนี้ เวรกรรมอะไรกันนี่ แล้วนางจะหาทางกลับไปได้อย่างไรกัน
อาหลีนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ด้านหน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่ แม้จะเศร้าใจเพียงกลับแต่กลับร้องไห้ไม่ออก หญิงสาวพยายามหลับตาและตบหน้าตนเองหลายครั้ง อีกทั้งยังหยิกตนเองอย่างแรงด้วย นางหวังว่าหากทำเช่นนี้แล้วนางจะได้กลับไปยังโลกที่ตนจากมา แต่มันกลับไม่เป็นผล จวินหลานที่เห็นว่าเจ้านายทำร้ายตนเองก็เริ่มหวาดกลัวจนตัวสั่น พลางคิดว่าเว่ยหลีคงคับแค้นใจจนเสียสติไปแล้ว
“คุณหนูเว่ย ฝ่าบาททรงรับสั่งให้ท่านไปเข้าเฝ้าที่ตำหนักมังกรเดี๋ยวนี้!”
อยู่ๆ ก็มีเสียงแหลมสูงของขันทีผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นมา ทำให้อาหลีหลุดจากภวังค์ความคิด นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ในเมื่อยามนี้ไม่อาจจะกลับไปยังโลกที่ตนเองจากมา ก็ย่อมต้องหาวิธีเอาตัวรอดไปก่อน แล้วค่อยคิดหาหนทางทีหลัง อย่างน้อยนางก็จะไม่มีทางถูกขังเอาไว้ในวังหลวงแห่งนี้ไปชั่วชีวิตหรอก
ในเมื่อนางเป็นคนสร้างตัวละครเยี่ยนจิ่งหลิงขึ้นมาเอง นางย่อมมีวิธีกำราบเขา!
เมื่อคิดได้เช่นนั้นอาหลีที่กลายเป็นเว่ยหลีเรียบร้อยแล้ว ก็ยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะเดินตามขันทีผู้นั้นไปที่ตำหนักใหญ่ทันที
ยามนี้เป็นช่วงฤดูหนาว อากาศจึงค่อนข้างเย็นเยียบอย่างมาก บนทางเท้าล้วนมีหิมะตกทับถมกันเป็นกองใหญ่ เมื่อนางเดินไปเรื่อยๆ ก็พบว่ามีเหล่าขันทีและนางกำนัลกำลังช่วยกันปัดกวาดหิมะตามทางเดิน สายลมหนาวพัดเข้ามาปะทะใบหน้าของเว่ยหลีจนนางรู้สึกแสบหน้าและหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ แต่ก็ต้องอดทนเอาไว้ ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงตำหนักใหญ่ ขันทีผู้นั้นทำท่าทางพยักเพยิดให้นางเดินเข้าไปด้านในเอง เว่ยหลีจึงรีบเดินเข้าไปทันที
ภายในตำหนักมังกรสวรรค์ยามนี้มีเสียงดนตรีบรรเลงเคล้าคลอเป็นจังหวะ อีกทั้งยังมีเหล่านางรำหน้าตางดงามกำลังร่ายรำอยู่เบื้องหน้า เว่ยหลีมองไปโดยรอบก่อนจะพบว่าด้านในถูกตกแต่งอย่างหรูหราอลังการ เหล่านางรำเมื่อเห็นว่านางเดินเข้ามาแล้วก็ลอบชายตามองนางคราหนึ่ง ก่อนจะกรูกันเข้าไปเอาอกเอาใจบุรุษหน้าตาหล่อเหลาที่นั่งเอนกายอยู่บนตั่งใหญ่เบื้องหน้า
เว่ยหลีเพ่งมองบุรุษตรงหน้าก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
หากนางเดาไม่ผิดเขาคงจะเป็นเยี่ยนจิ่งหลิง เพราะคงไม่มีผู้ใดกล้าขึ้นไปนั่งๆ นอนๆ อยู่บนตั่งของฮ่องเต้
ให้ตายเถอะ หล่อเหมือนกันนะเนี่ย!
เพราะความลืมตัวทำให้เว่ยหลีเผลอมองเยี่ยนจิ่งหลิงนานไปหน่อย ชายหนุ่มที่หันมาเห็นเข้าก็ส่งเสียงเหอะในลำคอ
“อย่ามองข้าด้วยสายตาเช่นนี้ ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก หากยังจ้องไม่เลิก ข้าจะควักลูกตาเจ้าออกมาดองสุราเสีย!”
น้ำเสียงเย็นเฉียบชวนขนลุกของเขาทำให้เว่ยหลีพลันได้สติกลับคืนมา นางไม่กล้ามองเขาอีก หญิงสาวก้มหน้าลง ก่อนจะทำความเคารพเขาอย่างเก้ๆ กังๆ
“ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ”
เว่ยหลีคุกเข่าคำนับอยู่เนิ่นนานแต่กลับไม่มีเสียงตอบรับให้นางลุกขึ้น นางได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าของนางกำนัลที่ก้าวเดินออกไปจากตำหนัก ต่อมาประตูตำหนักก็ถูกปิดลง ตามมาด้วยฝีเท้าเรียบนิ่งของบุรุษที่มาหยุดอยู่ตรงเบื้องหน้าของนาง
“หึ เป็นเช่นไรบ้างเล่า แต่ก่อนข้าต้องคำนับเจ้า ยามนี้เจ้ากลับเป็นฝ่ายมาคำนับข้า มันช่างสาแก่ใจข้ายิ่งนักเว่ยหลี!”
เยี่ยนจิ่งหลิงเอ่ยอย่างผู้ที่อยู่เหนือกว่า เขายื่นมือเข้ามาช้อนปลายคางของนางให้เงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขา ก่อนจะออกแรงบีบคางของนางเอาไว้ เว่ยหลีทั้งเจ็บทั้งโกรธแต่กลับไม่อาจทำสิ่งใดได้
เมื่อได้มองเห็นหน้าเขาในระยะประชิดเช่นนี้ ทำให้นางพบว่าเขาหล่อเหลาเอาการอยู่ไม่น้อย
แต่ถ้าสันดานแย่แบบนี้นางขอบายดีกว่า!
“ทำไม ไม่พอใจหรือ อยากตบตีข้าหรือ เว่ยหลียอดรักของข้า ไหนเจ้าลองคลานเข้ามากอดเข่าข้าสิ เผื่อว่าข้าจะใจอ่อนยอมรับเจ้ามาเป็นนางบำเรออยู่บนเตียง”
วาจาร้ายกาจที่พ่นออกมาจากปากของบุรุษตรงหน้าทำเอาเว่ยหลีกำหมัดแน่น นางจ้องเขาเขม็งความอดทนเริ่มขาดผึ่ง
“ขอประทานอภัยด้วยเพคะฝ่าบาท คราวก่อนหม่อมฉันหน้ามืดตามัว เห็นกงจักรเป็นดอกบัว จึงเอ่ยวาจาเช่นนั้นออกไป ยามนี้หม่อมฉันตาสว่างแล้ว และจะไม่ร้องขอความรักจากฝ่าบาทอีก แต่ก่อนหม่อมฉันทำร้ายฝ่าบาทเอาไว้ หม่อมฉันเป็นฝ่ายผิด แต่พวกเราก็ไม่ได้ติดค้างอันใดกันแล้ว ยามนี้พระองค์ทรงสูงส่งเป็นถึงเจ้าของแผ่นดิน แล้วยังจะมาผูกใจเจ็บกับสตรีตัวเล็กๆคนหนึ่งไปทำไมกันเพคะ ช่างไม่มีความเป็นบุรุษเอาเสียเลย”
สิ้นคำพูดของนาง ใบหน้าของเยี่ยนจิ่งหลิงก็แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาทันที เขากระชากนางให้ลุกขึ้นยืน ก่อนจะคว้ารวบเอวบางเข้ามาหาตัวและจับใบหน้าของนางให้มองเขาตรงๆ
“เหอะ ในที่สุดก็แสดงธาตุแท้แต่ออกมาแล้วสินะ เจ้ามันก็แค่นางงูพิษ จิตใจอำมหิต เจ้าทำร้ายคนมาไม่น้อย และยังทำร้ายจิตใจข้าอีก คนเช่นเจ้าน่ะหรือจะรู้สึกผิดน่ะ”
“เวลาเปลี่ยน คนย่อมเปลี่ยนเพคะ”
“ปากดีจริงนะ!”
“อย่างอื่นก็ดีนะเพคะฝ่าบาท อยากจะลองสักหน่อยหรือไม่?”
“เหอะ ฮ่าๆ”
อยู่ๆ เยี่ยนจิ่งหลิงก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้ามากระซิบบางอย่างที่ข้างหูของเว่ยหลี
“ข้าไม่มีวันแตะต้องร่างกายสกปรกของเจ้า เจ้าฝันไปเถอะ เจ้าจะได้แค่มองข้าอย่างหิวโหยแต่ไม่มีวันได้ตัวข้าหรอก หึ!”
เว่ยหลีได้ฟังก็ลอบเบ้ปากอยู่เงียบๆ ในขณะที่นางกำลังถูกเขาคว้ากอดเอาไว้อยู่นั้น หญิงสาวกลับรู้สึกได้ถึงบางอย่างที่แข็งขึงซึ่งกำลังดุนดันอยู่ที่ต้นขาของนาง เว่ยหลีขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามเยี่ยนจิ่งหลิง
“ฝ่าบาทเพคะ?”
“มีอะไร?”
“ดูเหมือนน้องชายของพระองค์จะแข็งเพคะ ให้ตายเถอะ มันโด่จนจะแทงทะลุขาหม่อมฉันอยู่แล้ว!”
เยี่ยนจิ่งหลิง: “...”
ไม่จริง ข้าไม่มีทางแข็งกับคนอย่างนาง ไม่มีทาง!"
