บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 3 ย้อนกลับมาก่อนเขาจะเกิดอุบัติเหตุ

กู้เถียนเถียนในตอนนี้ เมื่อเห็นซ่งอี้อันยืนอยู่ข้างเตียง เธอก็ตกอยู่ในอาการมึนงงไปชั่วขณะ ดวงตากลมโตของเธอจ้องมองเขาอย่างเหม่อลอย

นี่คือ...เธอยังมีชีวิตอยู่เหรอ?

เอ๊ะ... ไม่สิ หรือว่าเธอจะเกิดใหม่? เธอย้อนเวลากลับมาในวันก่อนที่จะหนีตามเจ้าฉี่เหิงไปงั้นเหรอ!

พูดง่ายๆ ก็คือ เธอย้อนกลับมาหนึ่งวันก่อนที่ซ่งอี้อันจะกลายเป็นคนพิการ!

เมื่อเรียบเรียงทุกอย่างแล้วกู้เถียนเถียนก็เข้าใจและดีใจ เยี่ยมจริงๆเยี่ยมไปเลย! ทุกอย่างยังแก้ไขทันขอเพียงพรุ่งนี้เธอไม่หนีไป ซ่งอี้อันก็ไม่ต้องออกไปตามหาเธอ และเขาก็จะไม่ต้องพิการไปตลอดชีวิต

เมื่อคิดได้ดังนั้น กู้เถียนเถียนก็ยกมือขึ้นตบหน้าตัวเอง

เพียะ! เพียะ!

ให้ตายเถอะ! เจ็บ! เจ็บฉิบหายเลย!

นี่คือเรื่องจริง เธอเกิดใหม่จริงๆ ด้วย ทุกอย่างที่เป็นโศกนาฏกรรมยังไม่เกิดขึ้น เธอยังกลับตัวทัน!

ทว่าซ่งอี้อันที่ยืนอยู่ข้างเตียงกลับจ้องมองเธอด้วยสายตาคมกริบดุจใบมีด

อยู่ดีๆ เธอก็ลุกขึ้นมาตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่สองทีเนี่ยนะ?

นอนจนเพี้ยนไปแล้วเหรอ? หรือว่า... ดื่มเหล้าปลอมเข้าไป?

ซ่งอี้อันจ้องเธออยู่นานโดยไม่พูดอะไร ก่อนจะลากเก้าอี้ข้างๆ มานั่งลง ท่าทางแบบนี้เห็นได้ชัดว่าเขากำลังจะเปิดใจคุยกับกู้เถียนเถียนอย่างจริงจังแล้ว

ทว่าหลังจากกู้เถียนเถียนตบหน้าตัวเองไปสองที สายตาของเธอก็เลื่อนไปหยุดอยู่ที่ใบหน้าของซ่งอี้อันอย่างรวดเร็ว เธอจนถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่แน่ใจว่านี่คือเรื่องจริงหรือไม่ เธอจึงเอาแต่จ้องซ่งอี้อันเขม็ง จ้องอย่างโง่งมอยู่อย่างนั้น

สายตาแบบนั้นจับจ้องอยู่ที่ตัวซ่งอี้อันนานประมาณเกือบสองนาทีเห็นจะได้ ซ่งอี้อันเริ่มนั่งไม่ติดที่ สายตาของเขาเริ่มหลุกหลิกไปมา

เธอเป็นอะไรไป ทำไมถึงมองเขาด้วยสายตาแบบนี้?

แถม... เธอยังแอบน้ำลายไหลใส่เขาด้วยเหรอ?

...สีหน้าแบบนี้ ยิ่งดูทำไมมันยิ่งดู... หื่นกามแปลกๆ นะ?

“แฮ่ม!” ซ่งอี้อันกระแอมไอเย็นชา “กู้เถียนเถียน ในเมื่อคุณอยากจะไปตกระกำลำบากกับรักแรกสมัยมหาวิทยาลัยของคุณ ผมก็จะไม่ห้าม...

แต่ต้องไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย คุณต้องไปที่ฝ่ายพลเรือนกับผมก่อน ไปพบ ผอ.เจ้า เพื่อตกลงรายละเอียดให้เรียบร้อย แล้วประทับตราหย่าให้มันจบๆ ไป นับแต่นี้เราต่างคนต่างไป ทางใครทางมันน้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง!”

กู้เถียนเถียนมองเขาพลางเม้มริมฝีปากบางขยับไปมา ดูแล้วให้ความรู้สึกเหมือนตัวอัลปาก้ายังไงอย่างงั้น เธอเอามือเท้าคาง จ้องมองเขาด้วยสายตาเพ้อฝัน น้ำลายแทบจะหยดแหมะลงมาจริงๆ

ผู้ชายคนนี้หล่อชะมัด! เสียงเขาก็เพราะ ท่าทางก็ดี แววตาก็ดูมีพลัง แม้แต่แขนของเขายังดูแกร่งมีพลังขนาดนี้ โธ่เอ๋ย! เมื่อก่อนเธอช่างตาบอดใจบอดจริงๆ

“สหายกู้เถียนเถียน ผมหวังว่าคุณจะพิจารณาเรื่องชีวิตคู่ของเราอย่างมีสติและจริงจัง อย่าใช้อารมณ์ชั่ววูบจนทำผิดพลาดร้ายแรง คุณเข้าใจที่ผมพูดไหม?”

“กู้เถียนเถียน...”

“สหายกู้เถียนเถียน!”

“...” ซ่งอี้อันยกมือขึ้นโบกไปมาตรงหน้าเธอ แต่ประเด็นคือเธอยังเอาแต่จ้องมองเขาพลางน้ำลายหกอยู่อีก?

เธอ... เธอ... คิดจะทำอะไรกันแน่?

มือที่โบกไปมาของซ่งอี้อันจึงเปลี่ยนมาเป็นช่วยเช็ดน้ำลายให้เธอแทน

“หืม?” ในตอนนั้นเองที่กู้เถียนเถียนรู้สึกตัวเมื่อเขาแตะที่คาง เธอหยิบหยับดวงตากลมโตราวกับผลองุ่นจ้องมองซ่งอี้อัน

“ซ่งซ่ง~” น้ำเสียงออดอ้อนอ่อนหวานลากเสียงยาวอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน

ซ่งอี้อันได้ยินดังนั้น แววตาก็สั่นไหววูบหนึ่ง แต่เขาก็รีบดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว “ที่ผมพูดไปเมื่อกี้ คุณเข้าใจหรือเปล่า?”

กู้เถียนเถียนเห็นมือที่แข็งแรงและกว้างหนาของเขาโบกไปมา เธอจึงยื่นมือไปกุมไว้อย่างรวดเร็ว มันทั้งอุ่นและมีพลัง วินาทีต่อมา ดวงตาของเธอก็เป็นประกายวาววับ เธอคว้ามือของซ่งอี้อันมาวางแนบไว้ที่หัวใจของตัวเอง จากนั้นก็ค่อยๆ หลับตาลงอย่างสงบ “ว้าว~” มือของเขาอุ่นเหมือนที่เธอจินตนาการไว้เลย

ซ่งอี้อันถึงกับอึ้งค้างไปทันที เขาอยากจะชักมือกลับเดี๋ยวนี้เลย เธอจะทำอะไร จะทำอะไร จะทำอะไรน่ะ!

“นี่ นี่มัน...”

เขากลับมาถึงบ้าน เมื่อเธอตื่นขึ้นมาก็จ้องเขา แล้วก็เอามือเขาไปวางทาบหน้าอกเลยเนี่ยนะ?! นี่มัน... นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว

กู้เถียนเถียนยิ้มให้เขา: “ซ่งอี้อัน นี่คือเรื่องจริง!”

“ซ่งซ่ง นี่คือเรื่องจริง!”

ใบหน้าของซ่งอี้อันมืดครึ้มลง เธออยากจะหนีตามรักแรกไปมากจนต้องตื้นตันใจขนาดนี้เชียวเหรอ? อย่างที่เขาว่ากันว่า: เด็ดบัวไม่ไว้ใย ฝืนใจรักไปก็ไม่รุ่ง ดังนั้น เขาจะไม่ฝืนอีกต่อไป! เขาจะปล่อยมือเธอเอง!

เขาจึงตอบกลับไปว่า “แน่นอนว่าเรื่องจริง ผมพูดคำไหนคำนั้น พรุ่งนี้ผมจะพาคุณไปกรอกข้อมูลที่ฝ่ายพลเรือน”

กู้เถียนเถียนเอียงคอถาม “กรอกข้อมูลอะไรคะ?”

อ้าว! เมื่อกี้เขาเพิ่งพูดไปเองนะว่าจะไปหา ผอ.เจ้า ที่ฝ่ายพลเรือนเพื่อประทับตราหย่าไง

กู้เถียนเถียนเพิ่งจะตระหนักได้ว่า คำว่า ‘นี่คือเรื่องจริง’ ของเธอกับคำตอบของซ่งอี้อันนั้นวิ่งกันอยู่คนละลู่วิ่งเลย! เธอรีบสวนกลับทันที: “ฉันไม่หย่า! ที่ฉันถามเมื่อกี้คือ คุณสัมผัสได้ถึงเสียงหัวใจเต้นของฉันจริงๆ ใช่ไหม? ฉันยังมีชีวิตอยู่!”

ซ่งอี้อันจ้องมองเธอด้วยสายตาที่ใช้มอง 'คนสติไม่ดี'

ผ่านไปครู่ใหญ่ มุมปากของเขาก็ขยับขยุกขยิก... เธอไม่หย่าเหรอ? หรือว่าเธออยากจะสวมหมวกเขียวให้เขา? อยากให้เขากลายเป็นตัวตลกของคนทั้งบ้านพักทหารงั้นเหรอ? เธอต้องการอะไรกันแน่?

ซ่งอี้อันจ้องกู้เถียนเถียน พลางเอ่ยเสียงแข็งว่า “ไม่หย่าก็ต้องหย่า เรื่องนี้คุณตัดสินใจเองไม่ได้!”

กู้เถียนเถียนกระพริบตาปริบๆ จ้องเขา: “...”

เธอมองเห็นซ่งอี้อันในตอนนี้ที่ดูเย็นชาราวกับน้ำแข็ง ไม่เห็นแก่หน้าใครทั้งสิ้น ราวกับว่าการหย่ากับเธอนั้นเป็นเรื่องที่ตอกตะปูปิดฝาโลงไว้แล้ว เปลี่ยนแปลงไม่ได้เด็ดขาด เธอจึงพุ่งเข้าไปกอดแขนเขาไว้แน่น แล้วเอาใบหน้าจิ้มลิ้มอ่อนนุ่มลงไป พร้อมกับใช้น้ำเสียงออดอ้อนแบบ "ยัยน้ำชาเขียว" ขั้นสุด

เธอคิดว่าไม้นี้น่าจะจัดการซ่งอี้อันได้ เพราะในหนังสือบอกว่าผู้ชายชอบแนวนี้ เธอจึงกระแอมไอเบาๆ แล้วเอ่ยว่า: “ท่านผู้พันซ่งคะ ซ่งซ่งคะ~”

“พี่ซ่งขา~ เราไม่หย่ากันนะ... นะคะ?”

“อื้อๆๆ ~ พี่ซ่ง?”

“ซ่งซ่ง~ ฉันสัญญาว่าต่อจากนี้ไปจะรักคุณแค่คนเดียว ฉันจะฝากทุกอย่างไว้ที่คุณ ฉันสัญญาว่านับจากนี้ ไม่ว่าในสายตา ในหัวใจ หรือแม้แต่ในร่างกายของฉัน... ก็จะมีแค่คุณคนเดียวเท่านั้น...”

“ซึ้ด...” วินาทีต่อมา กู้เถียนเถียนก็ถูกเขาสะบัดออกอย่างไร้เยื่อใย

เธอมองดูซ่งอี้อันที่กระชากแขนกลับไปด้วยท่าทางรังเกียจเต็มทน แถมเขายังทำท่าขนลุกซู่สลัดตัวไปมาอย่างอึดอัดสุดๆ

“หย่า ต้องหย่าให้ได้!” เสียงของเขาดังขึ้นกว่าเดิม ราวกับกำลังคำรามด้วยความโกรธระคนเหลือเชื่อ!!

กู้เถียนเถียน: “...” ไหนใครบอกว่าผู้หญิงอ้อนเก่งมักจะโชคดีไง? หนังสือเล่มไหนเนี่ยที่หลอกเธอจนเป๋ขนาดนี้?

พอกู้เถียนเถียนเห็นซ่งอี้อันที่ยังคงยืนตัวตรงแหน็วอย่างดื้อดึงอยู่ที่ข้างเตียง เธอก็เด้งตัวขึ้นมาจากเตียงทันที ตีหน้าดุจ้องตาเขาในระดับเดียวกัน

“ให้ท้ายเข้าหน่อยล่ะทำเป็นได้ใจนะ! นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วเพิ่งจะโผล่หัวกลับบ้าน? ไม่รู้หรือไงว่าฉันหิวแล้ว ไปทำกับข้าวเดี๋ยวนี้!”

ซ่งอี้อัน: “...” เขาจ้องกู้เถียนเถียนอยู่ไม่ถึงครึ่งวินาที ก่อนจะยอมศิโรราบ เดินคอตกเข้าห้องครัวไปอย่างว่าง่าย

ครู่ต่อมา ในห้องครัวก็มีกลิ่นหอมฟุ้งลอยออกมา พร้อมกับเสียงกระทบกันของถ้วยถังโถกะละมังดังเป็นระยะ

ปัง ปัง ปัง

ในตอนนั้นเอง เสียงเคาะประตูบ้านก็ดังขึ้น

กู้เถียนเถียนเดินไปเปิดประตู พอเปิดออกเธอก็พบกับ 'ดอกไม้ดวงใจ' แห่งบ้านพักข้าราชการทหารยืนอยู่ตรงหน้า

จวงเหม่ยลี่คือดอกไม้แสนงามที่คนทั้งบ้านพักทหารต่างยอมรับ มีนายทหารหลายนายถึงขั้นยอมวิ่งโร่มาที่บ้านพักเพื่อช่วยบรรดาภรรยาทหารทำงานบ้าน เพียงหวังว่าจะได้เห็นหน้าเธอสักครั้ง

ด้วยเหตุนี้ จวงเหม่ยลี่จึงมั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเองมาก เธอมักจะชอบมาพูดจาท้าทายกู้เถียนเถียนที่มาจากเมืองหลวงอยู่บ่อยครั้ง: “พี่อี้อันคะ ที่บ้านฉันห่อเกี๊ยวกันค่ะ แม่บอกว่ามีเหลือเยอะเลยให้ฉันเอามาแบ่งให้พี่ค่ะ”

กู้เถียนเถียนยื่นมือไปรับทันควัน “งั้นก็ขอบใจนะ ซ่งอี้อัน! เอาจานมาใบหนึ่งสิ!”

'ดอกไม้แสนงาม' ชะงักกึกเมื่อเห็นว่าเป็นเธอที่ยื่นมือมารับ มือที่ยื่นออกไปพยายามจะดึงจานกลับ

กู้เถียนเถียนคว้าขอบจานไว้แน่น ส่วนจวงเหม่ยลี่ก็ขืนมือดึงไว้ไม่ยอมปล่อย

กู้เถียนเถียน: “ไม่อยากให้แล้วเหรอ? งั้นก็ช่างเถอะ” เธอแกล้งปล่อยมือทันที จวงเหม่ยลี่ที่ออกแรงดึงอยู่จึงเสียหลัก เกี๊ยวหลายชิ้นกระเด็นหลุดออกจากจานตกลงบนพื้น

ยุคสมัยนี้ แป้งหมี่ขาวมันมีค่าแค่ไหนกัน! แถมแป้งนี่ไม่ใช่ของหาได้ทั่วไป แต่มันคือเสบียงที่กองทัพจัดสรรตามยศและตำแหน่ง ซึ่งมีโควตาจำกัดทั้งนั้น

อยู่ดีๆ ก็ร่วงลงพื้นไปถึงสามชิ้น

จวงเหม่ยลี่ใจเสียจนเกือบจะร้องไห้ เธอแผดเสียงตะโกนเข้าไปข้างในบ้าน: “พี่อี้อัน พี่อี้อัน!”

เธอเล็งมาดีแล้วว่าเมื่อกี้ซ่งอี้อันเพิ่งกลับเข้าบ้านมา เกี๊ยวที่เธอตักใส่จานมานี้เธอยังอุตสาหกรรรมนั่งรอจนมันหายร้อน เพื่อไม่ให้เขาทานแล้วลวกปาก อุณหภูมิกำลังพอดีเป๊ะ ไม่ร้อนไม่เย็นจนเกินไป

เธอคำนวณเวลามาอย่างดิบดีเพื่อเอามาให้เขาโดยเฉพาะ

กู้เถียนเถียนยืนกอดอกมองเธอ... อ้อจริงสิ! ชาติก่อนเธอเอาแต่หมกมุ่นเรื่องหนีตามผู้ชายเฮงซวยนั่นจนลืมยัยนี่ไปเสียสนิท

เธอนึกออกแล้วว่าตั้งแต่แต่งงานกับซ่งอี้อันมา จวงเหม่ยลี่คนนี้ก็ชอบแวะเวียนมาหาแทบจะวันเว้นวัน... หึ... ดูเหมือนจะชอบมาวนเวียนให้เห็นหน้าบ่อยจังเลยนะ

ในตอนนั้นเอง ซ่งอี้อันปิดเครื่องดูดควัน แล้วยกจานมะเขือเทศผัดไข่พร้อมกับบะหมี่น้ำหนึ่งชามออกมา

“กู้เถียนเถียน มาทานข้าวได้แล้ว” เขาในชุดสวมผ้ากันเปื้อนเดินออกมาจากประตูเลื่อนห้องครัว วางบะหมี่กับมะเขือเทศผัดไข่ลงบนโต๊ะอาหาร

เนื่องจากห้องพักนี้เป็นแบบสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น ประตูบ้านหันไปทางทิศตะวันตก ทำให้เขามองไม่เห็นสถานการณ์รอบๆ ประตูจากมุมห้องครัว

จวงเหม่ยลี่มั่นใจว่าซ่งอี้อันอยู่ในบ้านแน่ๆ เธอจึงตะโกนเรียกอีกครั้ง: “พี่อี้อัน!” ที่เมื่อกี้เขาไม่ขานรับ คงเป็นเพราะเสียงเครื่องดูดควันดังเกินไปแน่ๆ ไม่อย่างนั้นซ่งอี้อันไม่มีทางเมินเธอหรอก

เมื่อซ่งอี้อันได้ยินคนเรียกชื่อ เขาจึงเดินมาที่ประตูบ้าน แล้วก็ได้พบกับกู้เถียนเถียน จวงเหม่ยลี่ที่ยืนอยู่นอกประตู และ... เกี๊ยวสามชิ้นที่นอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้น

จวงเหม่ยลี่เห็นเขาเดินมาก็รีบส่งยิ้มหวานทันที: “พี่อี้อันคะ วันนี้ที่บ้านทำเกี๊ยวค่ะ เห็นว่ามีเยอะเลยเอามาฝาก พี่ลองชิมฝีมือฉันดูนะ ทั้งไส้ทั้งแป้งฉันเป็นคนทำเองกับมือเลยค่ะ ลองชิมดูสิคะ!”

“อืม... เค็มไปหน่อยแฮะ!”

จวงเหม่ยลี่ที่กำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้ซ่งอี้อันพลางยื่นจานเกี๊ยวให้ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงของกู้เถียนเถียนแทรกขึ้นมา

เธอถึงได้เพิ่งสังเกตว่า เกี๊ยวในมือถูกกู้เถียนเถียนใช้นิ้วคีบหยิบไปกินหน้าตาเฉย... นี่ยัยนี่ใช้มือเปล่าหยิบกินเลยเหรอ?

ท่าทางนั้นทำให้จวงเหม่ยลี่มองด้วยความรังเกียจ ไหนว่าเป็นคนเมืองไง? ไร้มารยาทสิ้นดี!

กู้เถียนเถียนไม่สน เธอใช้มือเปล่าหยิบขึ้นมาอีกชิ้น คราวนี้จ่อไปที่ปากของซ่งอี้อันโดยตรง “คุณลองชิมดูสิ เค็มไหม?”

เกี๊ยวมาจ่อถึงปากขนาดนี้ ซ่งอี้อันไม่ได้คิดอะไรมาก เขาอ้าปากรับไปเคี้ยวทันที

จวงเหม่ยลี่ตาค้าง เมื่อเห็นกู้เถียนเถียนใช้มือหยิบเกี๊ยว... แล้วยังป้อนให้ซ่งอี้อันต่อหน้าต่อตาเธอแบบนั้น! การกระทำนี้ทำให้เธอรู้สึกจุกอกอย่างบอกไม่ถูก ไหนว่าสองคนนี้เข้ากันไม่ได้ไง? คนในบ้านพักทหารต่างก็ลือกันว่าจะหย่ากันไม่ใช่เหรอ?

กู้เถียนเถียน: “เป็นไง? เค็มใช่ไหมล่ะ?”

ซ่งอี้อันพยักหน้า เห็นพ้องกับกู้เถียนเถียนอย่างเต็มที่: “อืม เค็มไปนิดจริงๆ”

เมื่อได้ยินซ่งอี้อันยืนยัน กู้เถียนเถียนก็พยักหน้าทำเป็นเข้าใจ “ในเมื่อพี่เหม่ยลี่อุตส่าห์เอามาส่งให้ เราก็เสียมารยาทที่จะปฏิเสธ คุณไปเอาจานมารับไว้เถอะ!”

ซ่งอี้อันหมุนตัวกลับเข้าห้องครัวไปหยิบจานเปล่าทันที

กู้เถียนเถียนตะโกนไล่หลังเขาไปดังๆ ว่า: “จริงด้วย คนเขาให้มาเราก็ต้องให้กลับสิ ไปหยิบพุทราจีนที่ฉันไม่ชอบกินออกมากำมือหนึ่งนะ ให้เขากลับไปลองชิมดู!”

“...”

.

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel