1
เช้าวันนี้ในเมืองหลวงต้าเซิ่งครึกครื้นกว่าปกติ เสียงกลองมงคลดังต่อเนื่องไปตลอดถนนสายใหญ่ รถม้าตกแต่งด้วยผ้าแดงเรียงยาวจนสุดสายตา หีบสินสอดจำนวนมหาศาลถูกแบกผ่านประตูเมืองทีละใบ ชาวบ้านสองข้างทางพากันยืนมุงดูจนแน่นขนัด
“นี่มันสินสอดของใครกันแน่”
“ยังต้องถามอีกหรือ บ้านซูไง!”
“ได้ยินว่ามียี่สิบล้านตำลึงทอง!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที บ้านซูคือพ่อค้าอันดับหนึ่งของแผ่นดิน ผู้ที่ควบคุมเส้นทางการค้าครึ่งประเทศ
วันนี้เป็นวันแต่งงานของบุตรสาวเพียงคนเดียวของตระกูลนางคือซูเยว่ซิน รถม้าหรูคันหนึ่งเคลื่อนผ่านอย่างช้า ๆ ม่านผ้าแดงถูกเปิดออกเล็กน้อย
หญิงสาวในชุดเจ้าสาวสีแดงเพลิงนั่งอยู่ภายใน ดวงตาคู่นั้นนิ่งและเฉียบคม นางไม่เหมือนเจ้าสาวทั่วไปไม่มีความเขินอาย ไม่มีความหวานซึ้ง สายตานั้นเหมือนคนที่กำลังประเมินสนามรบ ซูเยว่ซินมองหีบสินสอดที่เรียงยาวอยู่ด้านหน้า นางพูดเรียบ ๆ กับสาวใช้ข้างตัว
“หีบครบหรือยัง”
สาวใช้ตอบทันที
“ครบแล้วเจ้าค่ะคุณหนู ทั้งหมดหนึ่งร้อยแปดหีบ”
ซูเยว่ซินพยักหน้า
“ดี” นางเงยหน้ามองไปยังจวนขุนนางที่กำลังจะไปถึงจวนตระกูลหลี่ วันนี้นางกำลังจะแต่งงานกับคุณชายแห่งจวนนี้ เขาคือหลี่จิ่งเหวิน บุตรชายของขุนนางกรมพิธีการ การแต่งงานครั้งนี้เป็นพระราชโองการ เพราะตระกูลหลี่ขอพระราชโองการสมรส
สำหรับนาง การแต่งงานก็เหมือนการทำธุรกิจอย่างหนึ่ง ตราบใดที่ไม่เสียเปรียบ นางก็ยอมรับได้ แต่ถ้าใครคิดจะเอาเปรียบ…
หญิงสาวยิ้มเล็กน้อย ก็ต้องดูว่าอีกฝ่ายจะรับผลได้หรือไม่
นางรู้ดีว่าอีกฝ่ายแต่งงานเพราะเงิน ส่วนบิดามารดาต้องยอมรับเพราะพระราชโองการ และอยากให้บุตรสาวได้มีที่พึ่ง คิดว่าถึงอย่างไรนางก็เป็นหญิง การได้แต่งงานกับขุนนางคงเป็นเรื่องดี
เมื่อขบวนสินสอดมาถึงหน้าจวนหลี่ เสียงประทัดก็ดังขึ้นทันที ประตูใหญ่ถูกเปิดออก ขุนนาง แขก และคนรับใช้ยืนเรียงต้อนรับ หีบสินสอดถูกยกเข้าจวนทีละใบ ผู้คนในงานเริ่มกระซิบกัน
“เงินเยอะขนาดนี้…”
“บ้านซูสมกับเป็นพ่อค้าอันดับหนึ่งจริง ๆ”
ในมุมหนึ่งของลาน ชายหนุ่มในชุดขุนนางสีดำกำลังยืนดูเหตุการณ์อย่างเงียบ ๆ เขาสูง สง่า ใบหน้าคมเข้ม สายตาเย็นชาราวกับน้ำแข็ง คนรอบข้างไม่กล้าเข้าใกล้ เขาคือเซียวอวี้เฉิน ผู้สำเร็จราชการแห่งแคว้นต้าเซิ่ง เสด็จอาของฮ่องเต้น้อย ผู้ที่ควบคุมราชสำนักทั้งหมด เขามาที่นี่เพียงเพื่อดูงานแต่งตามมารยาท แต่ทันทีที่เห็นขบวนสินสอดยาวเหยียด เซียวอวี้เฉินก็ต้องเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สินสอดของนางเยอะขนาดนี้เชียวหรือ
“ยี่สิบล้าน…”
องครักษ์ข้างตัวคือเย่หาน พูดขึ้นเบา ๆ
“คุณหนูบ้านซูขึ้นชื่อเรื่องหาเงินเก่งพ่ะย่ะค่ะ และบ้านซูก็ร่ำรวยมาก ร่ำรวยที่สุดในเมืองหลวง”
เซียวอวี้เฉินไม่ได้ตอบ สายตาของเขามองไปยังรถม้าของเจ้าสาว ในชีวิตนี้เขาเคยพบผู้หญิงมามาก แต่ผู้หญิงที่สามารถนำสินสอดมหาศาลแบบนี้
มาแต่งงานได้ หาได้ยาก รถม้าหยุดลง สาวใช้เปิดม่าน ซูเยว่ซินก้าวลงจากรถม้า ชุดเจ้าสาวสีแดงงดงามยาวลากพื้น
เครื่องประดับหยกสะท้อนแสงแดด แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุด ไม่ใช่เสื้อผ้า แต่เป็นท่าทาง นางเดินอย่างมั่นใจ สง่างามน่าเกรงขาม
“นั่นหรือซูเยว่ซิน…”
“นางดูงดงามเสียจริง”
สายตาของเซียวอวี้เฉินหยุดอยู่ที่นาง
“น่าสนใจ”
หลี่จิ่งเหวินเดินออกมาต้อนรับ เขาเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี แต่งกายหรูหรา แต่ในดวงตานั้นมีความหยิ่งยโสที่ปิดไม่มิด เขามองหีบสินสอดที่ถูกยกเข้ามา ก่อนจะยิ้ม
“คุณหนูซู”
ซูเยว่ซินมองเขาเพียงแวบเดียว นางพยักหน้าเล็กน้อย
“คุณชายหลี่” คำทักทายสั้น ๆ แต่คนที่สังเกตดี ๆ จะรู้ว่าสองคนนี้ไม่ได้มีความอบอุ่นแม้แต่น้อย
เซียวอวี้เฉินยืนมองจากมุมหนึ่งของลาน สายตาของเขาหยุดอยู่ที่หญิงสาวชุดแดง เขาไม่รู้ว่าการแต่งงานครั้งนี้จะเป็นอย่างไร แต่สัญชาตญาณของเขาบอกบางอย่าง ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนที่จะยอมถูกกดหัวง่าย ๆ
เย่หานถามเบา ๆ
“ท่านอ๋องคิดอย่างไรกับคุณหนูซู”
เซียวอวี้เฉินตอบสั้น ๆ
“ถ้าตระกูลหลี่คิดจะเอาเปรียบนาง”
เขาหยุดพูดครู่หนึ่ง แล้วมองไปยังหีบสินสอดที่สูงราวภูเขา ก่อนพูดต่อ
“พวกเขาอาจกำลังหาเรื่องใส่ตัว”
ลมเย็นพัดผ่านลานจวน ไม่มีใครรู้เลยว่างานแต่งวันนี้ กำลังจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของพายุครั้งใหญ่ในเมืองหลวง และคนที่ก่อพายุนั้น คือเจ้าสาวที่ยืนอยู่กลางลานซูเยว่ซิน หญิงสาวที่ไม่เคยยอมเสียเปรียบใครในชีวิต
ลานใหญ่ของจวนตระกูลหลี่ยังเต็มไปด้วยแขก หีบสินสอดจากบ้านซูยังคงถูกยกเข้ามาไม่หยุด หนึ่งร้อยแปดหีบวางเรียงกันจนเหมือนภูเขาสีแดง
เสียงซุบซิบดังขึ้นทั่วงาน
“บ้านซูรวยขนาดนี้จริงหรือ…”
“ยี่สิบล้านตำลึงทองไม่เกินจริงแน่”
ในขณะที่ทุกคนกำลังตื่นตะลึงกับสินสอด เจ้าสาวซูเยว่ซิน ยืนสงบนิ่งอยู่กลางลาน นางไม่ได้สนใจเสียงรอบตัว สายตาของนางกำลังมองเพียงคนคนเดียว หลี่จิ่งเหวิน เจ้าบ่าวของเธอ
เจ้าบ่าวของนางเป็นบุตรชายของเจ้ากรมพิธีการ หลี่เหวินจงและฮูหยินใหญ่ของจวน ฮูหยินหลี่
หลี่จิ่งเหวินมองหีบสินสอดด้วยสายตาพึงพอใจ แต่เมื่อหันกลับมามองซูเยว่ซิน สีหน้าของเขากลับเย็นชาลงทันที เขาพูดเสียงดังพอให้แขกทั้งงานได้ยิน
