แม่ลูกพเนจร ตอนที่ 2
พาราไดซ์แลนด์ สวนพฤกษชาติแห่งเดียวของสมุย กินเนื้อที่กว่าหนึ่งร้อยไร่ ตั้งอยู่บริเวณบ้านแม่น้ำ มีทั้งพืชพรรณนานาชนิด ส่วนหย่อม น้ำตกจำลอง ลำธารจำลอง สวนดอกไม้ที่จำแนก ทุกตารางนิ้วได้ถูกจัดสรรอย่างลงตัวและสวยงาม นักท่องเที่ยวสามารถถ่ายรูปอวดลงโซเชียลได้ตั้งแต่ป้ายหน้าทางเข้าสวนเลยทีเดียว โดยมีการเก็บค่าบริการทั้งคนไทยและต่างชาติในราคาเดียวกันคือสามร้อยเก้าสิบเก้าบาท หากเป็นเด็กเล็กเข้าฟรี และเด็กโตก็จะคิดครึ่งราคาตามสมควร
บ้านของอาเชอร์ผู้เป็นเจ้าของและบ้านพักพนักงาน รวมถึงโกดังเก็บของต่างๆ จะอยู่ด้านหลังสุดโดยถูกจัดสรรอย่างเป็นสัดส่วน และห้ามบุคคลทั่วไปเข้า กันตาบอกว่าระหว่างรอให้อาเชอร์ว่างมามอบหมายงาน ก็ให้ฉัตรอรุณช่วยนางทำงานบ้านและเลี้ยงลูกไปก่อน ที่นี่มีคนงานมากมาย ไม่ได้ขาดแคลนถึงขนาดต้องเร่งรีบเอากับเธอ แต่หญิงสาวก็ยังกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายอยู่ดี
ต่อให้มีข้าวกินครบสามมื้อ มีที่ซุกหัวนอน...แต่นมลูกล่ะ ไหนจะของใช้ส่วนตัวจิปาถะ ซึ่งตอนนี้เงินในบัญชีก็เหลือน้อยเต็มที คงไม่พอประทังชีวิตได้ทั้งเดือน หลายวันเข้าก็ยังไม่มีทีท่าว่าผู้เป็นนายของที่นี่จะอินังขังขอบอะไร ครั้นจะเร่งรัดถามเอากับกันตาก็เกรงใจเหลือทน แค่ช่วยทำให้มีที่อยู่ที่กินก็เป็นบุญคุณใหญ่หลวงเหลือเกินแล้ว มีทางเดียว...เธอคงต้องหาทางเข้าถึงตัวเขาแล้วคุยกันแบบตรงไปตรงมา
“น้าตาลจ๊ะ ถ้าฉันจะออกไปนอกบ้านบ้างได้ไหมจ๊ะ” หญิงสาวเอ่ยถามขณะช่วยกันตาหั่นผักเพื่อทำมื้อเย็นให้กับอาเชอร์ ถึงจะอยู่บ้านเดียวกันแต่เธอก็ไม่เคยได้พบเขาหรอก ชายหนุ่มไม่เคยมาด้านหลังนี้ คนที่เอากับข้าวขึ้นไปให้และเก็บจานหรือทำความสะอาดบ้านทั้งหลังก็เป็นหน้าที่ของกันตาเพียงคนเดียว เธอก็แค่ช่วยรดน้ำต้นไม้ และทำงานบ้านในส่วนที่พักอาศัยเท่านั้น
ในความคิดของเธอ นายอาเชอร์คนนี้ดูวางมาดเหลือเกิน มีความแบ่งชนชั้นวรรณะพิลึกพิกล ถึงขนาดไม่ยอมให้ใครเข้ามาในบริเวณรั้วบ้านของเขา ยกเว้นบางครั้งที่มีคนสวนเข้ามาดูแลเรื่องต้นไม้ ซึ่งถือเป็นกรณีพิเศษมากๆ และเพียงแค่สัปดาห์ละครั้งเท่านั้น
“อยากพาลูกไปเดินในสวนเหรอ” กันตาละจากหน้าเตาที่กำลังปรุงอาหารอยู่หันไปถาม
“จ้ะ...ตอนขามาฉันหลับ ไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลย ฉันเปิดดูในกูเกิ้ลมันสวยมากๆ ไม่คิดว่าจะได้มาอยู่ในที่แบบนี้ สมแล้วที่ตั้งชื่อว่าแดนสวรรค์” เธอว่า และทุกอย่างก็เป็นความจริง...เธออยากไปข้างนอกบ้าง เพื่อจะไปคุยกับอาเชอร์ที่ออฟฟิศ ซึ่งก็ไม่รู้หรอกว่าอยู่ตรงไหน ได้ยินเพียงกันตาพูดให้ฟังว่าเขาทำงานที่ออฟฟิศ ไปเข้าเย็นกลับ ไม่ค่อยได้อยู่ติดบ้าน
“ก็ไปได้นะ คุณฌอนไม่ว่าหรอก แต่อย่าไปทุกวันก็แล้วกัน มันน่าเกลียด...”
“ค่ะน้าตาล” ฉัตรอรุณยิ้มรื่น เธอลอบถอนหายใจอย่างมีความหวัง หรืออย่างน้อยๆ ก็พอได้ออกไปชื่นชมสวนสวยๆ นี้สักครั้ง อยากรู้อยากเห็นกับตาเหมือนกันว่ามันจะสวยงามบรรยากาศดีเหมือนในรูปรีวิวจริงๆ หรือเปล่า
เย็นวันนั้นเมื่อเธอกับกันตาช่วยกันทำงานที่ตัวเองต่างก็ต้องรับผิดชอบเสร็จ หนูปานฉัตรก็หลับปุ๋ยพอดี หญิงสาวจึงขออนุญาตออกไปเดินเล่นด้านนอกกำแพงรั้ว ที่เธอไม่เคยได้ย่างกรายออกไปเลยตลอดสองสัปดาห์ที่มาอยู่ที่นี่ ทำได้แค่มองผ่านช่องประตูเท่านั้น...
แต่เมื่อได้เหยียบเยือนมองเห็นทุกอย่างเต็มตาจริงๆ มันเหมือนได้เปิดโลกอันหมองหม่นของเธอให้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เลยทีเดียว หญิงสาวถึงกับเผลอยิ้มบนเส้นทางที่ถูกปูด้วยอิฐตัวหนอนอย่างเป็นระเบียบ รอบๆ ทั้งสองข้างมีดอกดาวกระจายหลากหลายสีสันแข่งกันอวดดอกชูช่อ ถัดไปเป็นไม้เลื้อยที่ได้รับการตกแต่งดูแลอย่างดี และด้านในสุดเป็นสวนหย่อมมีน้ำพุรูปกามเทพขนาดใหญ่ยักษ์กำลังพ่นน้ำพร่างพราว
ตอนนี้หญิงสาวกำลังคิดว่า ทางเดินไกลสุดลูกหูลูกตาขนาดนี้ เธอจะทำอย่างไรจึงจะหาตัวเขาเจอ รอบๆ มีแต่สวนพรรณไม้ทั้งนั้น ไม่เห็นวี่แววว่าตรงไหนจะเป็นออฟฟิศเลย แต่อย่างน้อยๆ ก็ยังมีคนงานดูแลสวนอยู่ประปรายให้พอได้ถามไถ่
“พี่จ๊ะ...เอ่อ ออฟฟิศคุณฌอนไปทางไหนเหรอจ๊ะ” เธอตัดสินใจเดินเข้าไปพูดคุยกับผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังเก็บใบไม้อยู่ใกล้ๆ พนักงานที่นี่ใส่ชุดเหมือนกันทุกคนดูเรียบร้อยเป็นระเบียบ ที่สำคัญยังใส่ใจถึงการป้องกันทั้งแมลงมีพิษและแสงแดด เพราะมีการออกแบบเป็นชุดแขนยาวขาขาวพร้อมหมวก ซึ่งถ้าสังเกตเนื้อผ้าดีๆ จะรู้ว่าถ่ายเทอากาศได้ดี ไม่อึดอัดสำหรับการทำงานกลางแจ้ง
“อ๋อ...มันไกลนะ อยู่ใกล้ทางออกโน่น นั่งรถกอล์ฟไปดีกว่าไหม เดี๋ยวจะมีบริการวนมาเรื่อยๆ คุณรอหน่อยก็แล้วกัน บอกคนขับรถว่าไปออฟฟิศเดี๋ยวเขาจะพาไปส่ง” พนักงานหญิงมองอีกฝ่ายอย่างพิจารณาและมีสีหน้าสงสัย แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้รายละเอียด เมื่อตอบคำถามแล้วก็กลับไปทำงานของตนต่อ
ฉัตรอรุณยิ้มแล้วพยักหน้าน้อยๆ เป็นการขอบคุณ แล้วก็ยืนอยู่ตรงนั้นท่ามกลางแสงแดดสีส้มอ่อนๆ ในช่วงบ่ายคล้อย เพียงไม่นานก็มีรถกอล์ฟขับพานักท่องเที่ยวผ่านมาจริงๆ เธอจึงโบกขอโดยสารไปลงที่ออฟฟิศด้วย
