ตอนที่ 1
แสงสว่างที่สาดเข้ามาตามรอยแยกเล็กๆของมู่ลี่ในร้านอาหารระดับมิชลินทำให้บรรยากาศภายในดูสลัวลงเล็กน้อย ผมใช้สายตากวาดมองไปรอบๆภายในร้านด้วยความระมัดระวัง มีคนกลุ่มหนึ่งนับคร่าวๆแล้วประมาณสิบคนเห็นจะได้ ยืนล้อมคนๆหนึ่งเอาไว้ คนที่นั่งอยู่ตรงนั้นคุ้นตาผมมากที่สุด เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะผมนั่งอ่านข้อมูลของเขามาทั้งคืนน่ะสิครับ ที่ผมต้องมายืนชงกาแฟอยู่ตรงนี้มันไม่ใช่หน้าที่เลยจริงๆ แต่จะทำยังไงได้ล่ะ มันเป็นหน้าที่นี่นา เดี๋ยวๆหน้าที่ผมไม่ใช่ชงกาแฟ เอาใหม่หน้าที่ผมคือสังเกตุสิ่งที่เกิดขึ้นภายในห้องอาหารนี้ต่างหาก ผมเป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนของกรมตำรวจต่างหากล่ะครับ ผมกวาดสายตาอีกครั้งแล้วก้มลงรินกาแฟลงแก้วพร้อมกับปรุงรสตามที่ผมชอบกินนั่นแหละ พอเงยหน้าขึ้นมาก็ต้องผงะถอยหลัง ไอ้สัสนี่ยิงผม
"โอ๊ย!! เหี้ยมึงจะยิงทำไมวะสัสเอ้ย"ผมรีบเอามือกุมไหล่ของตัวเองเอาไว้แน่นเลือดไหล่ออกมาจนชุ่มเสื้อแดงเถือก มันใช่เวลามายิงกันเองมั๊ยวะเนี่ย ผมสบถออกมายาวเหยียด ตัดสินใจเดินเดุ่มๆข้าไปหามันทันที
"มึงจะยิงกูเอาโล่หรือไงวะ"ผมกระชากเสียงใส่มันที่ยิงคนแท้ๆกลับทำหน้าเหมือนกำลังชมสวนอยู่ได้
"ออกไป!"ดูมันสั่งสิครับ ไอ้บ้าอำนาจเอ้ย
"ทำไมกูต้องออกไป ในเมื่อมันเป็นหน้าที่ พวกมึงก็รู้ว่ากูคือใคร
"กูบอกให้ ออก ไป!"ไอ้ ไอ้ ไอ้หน้าด้านเอ้ย ผมเม้มปากยืนถลึงตาใส่ไอ้หน้าตายที่กำลังเอาผ้าเช็ดหน้าสีขาวจั๊วะเช็ดมือตัวเองอยู่ ส่วนลูกน้องมันที่ดูเหมือนจะเป็นมือขาวรับเอาปืนกระบอกหนึ่งจากมันมาเช็ดเบาๆ
"จะให้กูออกไปไหน มึงก็รู้ว่ากูเป็นใครแล้วเสือกยิงมาหาพ่องเหรอ"ผมตวาด มันลุกขึ้นยืนช้าๆขยับเสื้อสูทของมันให้หายยับแล้วเดินมาจ้องหน้าผมนิ่งๆ ดวงตาของมันเหมือนเหยี่ยวจ้องเขม็ง ก่อนจะยิ้มเยาะที่มุมปาก ใช้นิ้วชี้ของมันจิ้มหน้าผากผมแรงๆจนผมหน้าหงาย
"กระรอกจอมสอด ระวังเถอะจะถูกแมวจับกินไม่รู้ตัว"
"กูไม่ใช่กระจอก แล้วกูก็ไม่กลัวแมวส้นตีนอะไรนั่น มึงไม่แหกตาดูเวลาเหรอ ว่ามันเลทขนาดไหน พวกไอ้เชนยังไม่เห็นปรากฏตัวอีก"ผมหงุดหงิดครับเจ็บไหล่ก็เจ็บ เสียเวลาก็เสียเวลา มันเอามือสองข้างสอดเข้ากระเป๋ากางเกงแล้วมองหน้าผมนิ่งๆ ไม่รู้ในใจมันคิดห่าอะไรอยู่ให้ตายเหอะ
"นอกจากจะสอดรู้สอดเห็นแล้ว ยังโง่อีกด้วย นี่กรมตำรวจเค้าไม่มีคนอื่นที่ฉลาดกว่านี้แล้วหรือไงกัน"
"อะ..ไอ้เหี้ย มึงกล้าด่ากูโง่งั้นเหรอวะ"ผมตวาดใส่หน้ามันแล้่วต้องชะงัก มันทันคว้าปืนมาจ่อหน้าผากผมตอนไหน ผมมองไม่ทัน
"ถ้ามึงฉลาด มึงก็น่าจะรู้ว่าทำไมกูถึงนั่งอยู่ตรงนี้ทั้งที่นัดกันเอาไว้แล้ว สมองหมูอย่างมึงคงคิดอะไรไม่เป็นสินะ แล้วกูบอกเอาไว้ก่อน ทุกคนที่คุยกับกูไม่เคยมีใครกล้าขึ้นเสียง มีมึงเป็นคนแรก ไม่รักตัวกลัวตายหรือไง"จบประโยคมันก็ขึ้นนกเตรียมเหนี่ยวไกปืน ผมหลับตาปี๋เมื่อได้ยินเสียงดังกริ๊ก พอลืมตาขึ้นพวกมันก็หายไปแล้วครับ ผมเม้มปากแน่นเจ็บใจที่โดนมันดูถูกเอา เผลอบีบมือที่กุมแผลไว้แน่นจนต้องแหกปากร้องออกมาเอง
"สัสเอ้ยเจ็บชิบหาย"ผมเจ็บเองร้องเองนักเลงพอครับ พอนึกได้ก็รีบหยิบโทรศัพท์ด้วยมือข้างเดียวกดโทรหาหัวหน้าเพื่อรายงานเรื่องที่เกิดขึ้น ตามเดิมครับโดนด่าจนหูชา ผมไม่ได้รายงานว่าถูกมันยิงจนได้รับบาดเจ็บบอกเสร็จก็นั่งรถแทกซี่ไปที่โรงพยาบาล
"เฮ้!"เพื่อนผมลีญ่าเป็นหมออยู่ที่นี่ครับ ลืมบอกไปที่นี่เป็นโรงพยาบาลของกรมตำรวจ หากเจ้าหน้าที่บาดเจ็บก็มารักษาที่นี่แหละครับ แถมยังเปิดรับรักษาคนนอกด้วย นี่คือคำทักทายของเพื่อนซี้ผม
"ไปโดนยิงจากที่ไหนมา"เธอช่วยถอดเสื้อออกให้ผมแล้วก้มลงมองแผล
"งานน่ะ"
"ทำอะไรไม่ระวังเอาเสียเลยนะ ดูสิผิวขาวๆสวยๆของนายเสียหมดเลย เสียดายของจริงๆ"ผมได้ยินก็ถอนหายใจเฮือก ก็ดูคำชมสิครับมันต้องชมผู้ชายแบบนี้เหรอ
"เหลวไหลน่าเลส นั่นมันใช้สำหรับชมผู้ชายหรือไง"ผมเบ้ปาก เมื่อเธอใช้คีมเขี่ยเอาเนื้อไหม้ๆของผมออกเพื่อทำความสะอาดใบหน้าสวยๆนั่นเคร่งเครียดจนดูเหมือนผมอาการโคม่า พอเห็นแผลแล้วเธอก็จิ๊ปากด้วยความไม่พอใจ สายตาผมที่มองใบหน้าไม่สบายใจนั้นด้วยความรู้สึกอ่อนใจ ผมรักเธอ ใช่ครับผมรักเธอตั้งแต่ที่เราเข้าโรงเรียนนายตำรวจด้วยกันแล้ว แต่เธอเลือกที่จะเป็นแพทย์ส่วนผมเลือกมาทางสายบู้ ที่สำคัญความรู้สึกผมไม่เคยประกาศออกไปให้เธอรู้
"ไม่ต้องกังวลน่ามันเรื่องเล็กน้อย"ผมแลอบใจเธอเบาๆ
"เล็กน้อยกับผีน่ะสิ ใครยิงนาย"เธอโมโหจนน้ำเสียงห้วนไปเลย
"คู่อริน่ะ ไม่ทันระวัง"
"นายต้องดูแลตัวเอง ไม่รู้หรือไงว่าฉันเป็นห่วงนายมากน่ะ"ผมถอนหายใจ กลืนก้อนความรู้สึกเอาไว้ข้างใน เธอเป็นคู่รักของบัดดี้ผมครับ แต่ว่าบัดดี้ผมตายไปแล้วไฮ่หวินเป็นนายตำรวจที่เก่งกาจคนหนึ่ง ตอนนั้นพวกเราไปเป็นสายในแก้งมาเฟียแก้งหนึ่ง ก็พวกไอ้เชนล่ะครับไฮ่เหวินถูกจับได้แล้วถูกยิงตายผมกลับไปช่วยไม่ทัน ดังนั้นลีญ่าจึงโสดมาจนถึงเดี๋ยวนี้คิดแล้วก็อดถอนหายใจไม่ได้จริงๆ
"รู้น่า แต่ไม่ต้องกังวลไปหรอกเธอก็รู้นี่นาว่าฉันสัญญากับไฮ่หวินเอาไว้แล้ว ว่าจะปกป้องเธอตลอดไปแล้วจะตายง่ายๆได้ยังไง"ผมยิ้มจ้องไปที่ดวงตาคู่สวยของเธอ ลีญ่าน้ำตาคลออยู่ในดวงตา มือเรียวสวยนั่นสั่นน้อยๆ
"อือ รู้ก็ดี จำเอาไว้นะห้ามเจ็บห้ามตาย ชีวิตนายคือของฉัน"ลี่ญ่าจิ้มสำลีเข้าที่แผลผมแรงจนผมสะดุ้งเผลอร้องออกมา
"โอ๊ยยย!!เจ็บนะ เบามือสิคุณหมอ"ผมแหกปากลั่นห้องฉุกเฉิน
"จำเอาไว้ถ้าคราวหน้ามีแผลกลับมาอีกฉันจะทำนายเจ็บมากกว่านี้ ดีนะที่กระสุนทะลุแล้วไม่โดนกระดูกน่ะ ไม่งั้นเข้าห้องผ่าตัดแน่ ฝีมือคนยิงไม่เลวนี่นา"
"ไม่เลวจริงๆน่ะแหละ"ผมพึมพำเบาๆ แค้นนี้ต้องชำระครับ ใครจะไปลืมง่ายดาย พอทำแผลเสร็จผมก็นั่งรอจนลีญ่าเลิกงาน เราสองคนชวนกันไปหาอะไรกินที่ตลาดริมน้ำ ชมบรรยากาศของเกาะฮ่องกงยามเย็น เรือเล็กๆที่ชาวบ้านอาศัยอยู่แกว่งไปมาตามคลืน พวกเรานั่งซดเบียร์ทั้งขวดเขียวๆนั่นแหละครับ อีกมือก็ถือของกินที่เสียบไม้เอาไว้เข้าปากเป็นกับแกล้ม
"เห้ออออ สบายท้อง"ลีญ่าถอนหายใจยาว ผมอดยิ้มให้กับใบหน้าน่ารักนั้นไม่ได้
"ทำไมไม่พักงานยุ่งมากเหรอ"
"ไม่ยุ่งมาก แต่ช่วงนี้มีคดีแปลกๆนายรู้หรือเปล่า"
"แปลกยังไง"ผมเอาไม้เสียบปลาแผ่นเข้าปากแล้วตามด้วยเบียร์
"คนที่ทางกรมเราส่งมารักษา มีอาการคุ้มคลั่ง แล้วช๊อกตาย"
"หือ?"
"อืม อย่างที่นายคิดเป็นสารเสพติดน่ะ พอเอาส่งวิเคราะห์ปรากฏว่ามันมีส่วนผสมของยาพิษอยู่ด้วย ไม่ใช่สิ เป็นส่วนผสมพิเศษที่คนกินเข้าไปแล้วรู้สึกเหมือนขึ้นสวรรค์หัวใจจะเต้นเร็วจนเกินอัตตรา จากนั้นก็โบ้ม! หัวใจวายตาย"
"เลส เอาเอกสารการตรวจมาให้ฉันได้หรือเปล่า"
"ไม่รู้สิเรื่องนี้ยังเป็นความลับอยู่ นายจะเอาไปทำอะไร"
"ฉันจะเอาไปเทียบกับศพที่พึ่งได้เมื่อวาน"
"จะลองดูก็แล้วกัน เอาล่ะ เราอย่ามัวแต่คุยเรื่องงานเลย นี่เลิกงานแล้วนะนายจำได้หรือเปล่า"ผมกับเลสเลยหัวเราะออกมาจับขวดเบียร์ชนกันแล้วเทลงคอจนหมดขวดก่อนจะสั่งเพิ่มอีก ยังไม่ทันจะเมาดีรถเมอซีเดสสีดำรุ่นล่าสุดก็มาจอดเทียบที่ร้านเล็กๆที่พวกเรานั่งดื่มกันอยู่ ผมชะงักมือที่ยกขวดขึ้นดื่ม อีกมือก็เตรียมจับปืนที่อยู่ในอกเสื้อเอาไว้
"คุณเจโลครับ นายอยากพบ"
"นายนี่ใคร แล้วทำไมต้องไปพบ พ่อก็ไม่ใช่"ผมจ้องหน้าไอ้ทอมตัวดี ดูก็รู้เลยครับว่าใครที่อยากพบผม เลสหยุดดื่มเหมือนกันแล้วจ้องหน้าผมนิ่งด้วยความสงสัย ผมยิ้มปลอบใจ
"ไม่มีอะไรหรอกน่าเลส เราพวกดื่มกันเถอะ"ผมบอกแล้วยกเบียร์ขึ้นจรดริมฝีปากอีกครั้ง ยังไม่ทันจะเทมันลงคอมือของผมก็ถูกคว้าเอาไว้ ออกแรงบีบจนผมนิ่วหน้า
"อย่าขัดใจนายดีกว่าครับ"ผมจิ๊ปากขัดใจ วางขวดเบียร์ลงบนโต๊ะแรงจนกลัวมันจะแตก
"อะไรนักหนาวะ คนไม่ยุ่งกันแล้วจะเอาอะไรอีก"
"ผมไม่รู้ แต่นายอยากเจอคืออยากเจอ"ผมหมดความอดทนกับไอ้คนหน้าปลาตายจริงๆนะ มันนึกว่ามันเป็นพ่อทุกสถาบันหรือไงถึงต้องทำตามมันบอกทุกอย่างน่ะ
"บอกมัน ถ้าอยากเจอกูก็ออกมาเจอที่นี่ แต่ถ้ามันไม่มีปัญญาก็ไม่ต้องมาคุย"ผมสะบัดมือออกจากไอ้ทอมแล้วก้มลงดื่มต่อแบบไม่สนใจหน้าใครทั้งนั้น ลีญ่ามองผมแบบไม่มั่นใจผมเลยตบหลังมือเธอเบาๆให้รู้ว่าไม่มีอะไร
"คุณเจโล นายผมมีขีดจำกัดนะครับ อีกอย่างผมว่า..."ไอ้ทอมมันเลื่อนสายตาไปที่ลีญ่าเป็นเชิงเตือน ผมชะงักมือแล้วถอนหายใจวางขวดเบียร์ลงอีกครั้ง
"เออ ก็ได้ แต่ฉันจะไปส่งเพื่อนก่อนแล้วค่อยไปพบ ให้เจอที่ไหน"ผมถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
"ไม่ได้ครับ นายต้องการคุยเดี๋ยวนี้"ผมหันไปมองรถที่ติดฟิล์มจนมืดสนิทมองอะไรข้างในไม่เห็น แล้วดึงปืนขึ้นมาเล็งไปที่รถก่อนจะยิงไปที่ล้อจนมันแบนไปล้อหนึ่ง
"จะไปไม่ไป ไม่ไปกูยิงนะ"ไอ้ทอมมันจ้งอหน้าผมเหมือนผมไปฆ่าโคตรเหง้ามันตาย ก่อนจะล้วงมือเข้าไปรับโทรศัพท์มันฟังเงียบๆแล้วก็พูดว่าครับคำเดียว แม่งมันเข้าใจได้ไงวะเนี่ย
"ได้ นายผมรออยู่ที่ตึกสเตททาวน์ อย่าให้เกินชั่วโมงนะครับ ไม่งั้นอย่าหาว่าไม่เตือน"มันขู่เจ้าหน้าที่ก็ได้เหรอวะเนี่ย ผมนึกในใจพยักหน้าเหมือนรำคาญใส่ มันผละไปที่รถ ผมถึงลุกขึ้นยืน
"ไม่ต้องเป็นห่วงน่า ไม่เป็นไรหรอกแค่เรื่องงานน่ะ จำสัญญาของเราได้มั๊ยฉันจะทำตามนั้น"ผมโอบลีญ่าเข้ามากอด เธอซุกหน้าลงกับอกผมแล้วกระซิบเบาๆว่าให้ทำตามด้วยและระวังตัว ผมไปส่งเธอที่พักแล้วโอ้เอ้อยู่กับแมวที่เธอเลี้ยงเอาไว้ เจ้าแมวจอมแสบชื่อเจียนตั้น มันแปลว่าไข่เจียวครับ จู่ๆเสียงโทรศัพท์ผมก็ดังขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปได้ชั่วโมงกว่าๆ
"เบอร์แปลกด้วย ใครวะเนี่ย"ผมจ้องเบอร์โทรที่หน้าจอขึ้นว่า UnKonw แล้วตัดสินใจรับสาย
//จะออกมาได้หรือยัง หรือว่าต้องให้ไปลากตัวออกมา//แม่งเอ้ย แค่ได้ยินเสียงเย็นๆนี่ก็รู้แล้วครับว่าเป็นใคร ผมหัวเสียทันที
"รู้เบอร์ได้ไงวะ"
//รู้มากกว่าที่นายรู้ก็แล้วกัน ออกมาได้แล้ว//
"กูต้องกลัว?"
//แล้วแต่จะคิดสิ ว่าแต่เจ้าหมาบลูโน่ของนายนี่ มันน่ารักดีนะ//เสียงหมาที่คุ้นเคยลอดเข้ามาในโทรศัพท์
"เห้ย! อย่าบอกนะว่ามึงอยู่ที่อาพาร์ตเม้นกู"ผมตะโกนออกไปมันตอบกลับมาดังตรู๊ดดดดยาวๆเลยครับ
"สัสเอ้ยวางสายกู"ผมสบถด้วยความหัวเสีย
"เลสฉันต้องกลับก่อนนะ ดูแลตัวเองด้วย"ผมโน้มแก้มไปแนบกับแก้มนุ่มของเลสแล้วบอกลา ก่อนจะรีบขึ้นแทกซี่กลับไปที่ห้อง
