หลวงปู่สบ
"จะให้ผูกดวง" หลวงปู่ถามเสียงดังฟังชัดแจ๋ว เล่นเอาคนสองคนถึงกับมองสบตากัน ส่วนย่าเพ็ญยิ้มกว้างพนมมือแต้ แล้วเอ่ยรับ
"เจ้าค่ะ ผูกแน่นๆ ไปเลยนะเจ้าคะ"
"หึๆ" หลวงปู่หัวเราะ ก่อนจะยกชาขึ้นจิบ ถามวันเดือนปีของทั้งคู่ มทินาหน้าซีดแล้วหนึ่ง ส่วนปรากฏนั้นยังเก็บอาการ แต่ปากนี่มาเต็ม ปากเบะออกอย่างไม่พอใจ
หลวงปู่ไม่ยักกะเอาสมุดมาจด มาโยงเหมือนทุกหน เพียงแค่หลับตาเพียงครู่ เอานิ้วมาแตะกันแบบนับทดเลขไปมา เงียบไปราวนาที ก็เอ่ยออกมา
"ไม่ต้องผูกหรอก"
"เอ้า ทำไมหรือเจ้าคะ" หนนี้ย่าเพ็ญหน้าเสีย ส่วนหลวงปู่นั้นหัวเราะดังลั่น
"เดี๋ยวไอ้หลานรักของโยมน่ะ มันก็หาเรื่องผูกเองนั่นแหละ ผูกปมตายด้วยนะ" พูดเอง เข้าใจเอง ขำเองเสร็จ ทิ้งให้คนทั้งสามงงงวยแล้วมองกันตาปริบๆ
"หลวงปู่คะ" ย่าเพ็ญยังคงปุจฉา ก่อนจะกลับ ขณะที่เด็กทั้งสองพากันโล่ง ที่หลวงปู่ไม่ผูกดวงให้ มทินาขอตัวไปคุยงาน ส่วนปรากฏขอตัวไปเข้าห้องน้ำ เปิดโอกาสให้ย่าเพ็ญได้ซักกับหลวงปู่ว่าทำไมไม่ทำให้
"ว่าไง"
"ทำไมไม่ผูกดวงให้ล่ะเจ้าคะ เค้าไม่ใช่เนื้อคู่กันเหรอ?"
"วันเดือนปี ตกฟากอะไรๆ มันก็สมพงษ์กันดีแล้วจะผูกทำไม รอแค่ใจมันผูกกัน" หลวงปู่สบว่าแล้วก็ยิ้มให้กับย่าเพ็ญ ที่ทำตาวาวๆ ทั้งที
"เอ...หรือเจ้าคะ"
"อืม...หลานโยมน่ะบังคับปุ๊บ มันวิ่งปั๊บ ถ้าหลวงปู่ว่าผูกให้ โยมคิดว่าป๋องแป๋งมันจะทำอย่างไรล่ะ"
ย่าเพ็ญหนนี้ขำบ้าง ให้ตายสิ...หลวงปู่ฉลาดจริงๆ
ก่อนกลับ หลวงปู่แจกพระให้คนล่ะองค์ แล้วเรียกปรากฏไปคุยด้วยเปรยๆ ว่าต่อไปนี้ได้เกิดใหม่แล้ว ละจากหนทางนั้นก็ทำให้ดี พ่อแม่คอยดูความสำเร็จตามคำสัญญาอยู่นะ ปรากฏสะดุ้ง มองหลวงปู่ตาเหลือก รู้ได้ยังไงว่าเขาสัญญากับพ่อแม่ไว้ หรือหลวงปู่เพียงยิ้มน้อยๆ ยัดพระใส่มือเขาก่อนจะโบกมือไล่ มทินาเป็นรายต่อมาที่ท่านเรียกคุย
"อย่าลืมสัญญาล่ะ โยมไข่มุก"
มทินาทำตาแป๋ว มองท่าน แอบสะดุ้งเหมือนกันว่าท่านรู้ได้อย่างไร
อากัปกิริยาพยักหน้า รับคำ แล้วก้มหน้าน้อยๆ ของมทินา บอกได้ดีว่าหลวงปู่จี้ถูกจุด
ท่านอบรมสั่งสอนเรื่องการเอาชนะใจคนหมู่มาก และศีลธรรมาอีกเล็กน้อย ย่าเพ็ญก็พาทั้งหลานจริงและหลานเลี้ยงกลับบ้าน
หลวงปู่ผู้แปดสิบกว่ายังแจ๋ว ยังความจำดี ทำกิจวัตรประจำวันได้คล่องแคล่ว มองตามรถตู้คันหรูที่เคลื่อนจากไปแล้วยิ้มที่มุมปาก
ผูกดวงจะสำคัญอะไรเท่าผูกใจ...
แล้วปรากฏกับมทินาจะเริ่มผูกใจกันเมื่อไหร่หนอ
...........
บ้าน ดรุณทอง ตีห้า...
เสียงเคาะประตูห้องของปรากฏดังขึ้น....
ตอนแรกเคาะเป็นมารยาท เพราะเคาะแล้วรอ
อีกห้านาทีต่อมากลายเป็นเคาะไปเรียกไป
และในท้ายสุดเสียงเคาะนั้นก็กลายเป็นเสียงเปิดประตูห้องเขาออกผ่าง แบบไม่เกรงใจเจ้าของห้อง ที่กำลังหลับ...สนิทตัวแนบเตียง ไม่แคร์เสียงเรียก เสียงเคาะใดๆ เลยสักนิด
“คุณป๋องแป๋งคะ” คนที่มาเรียกกอดอก แล้วมองตรงมายังคนที่ยังคงนอนทำเหมือนไม่รู้เรื่อง แต่จริงๆ เธอรู้แหละว่าเขาตื่นแล้ว
“คร่อกกก ฟี้ แจ๊บๆๆๆๆ”
นั่น กรนพร้อม ทำเสียงจ๊อบๆ แจ๊บๆ เหมือนเข้าภวังค์ลึกอีกต่างหาก แต่เธอไม่ยอมแพ้หรอก
เธอสัญญากับพ่อและแม่ไว้แล้วว่าจะเข็นให้เขาได้ดี
ไม่นับรวมข้อที่พวกท่านเคยขอร้องเอาไว้นะ ว่าให้...หมั้นกับเขา
เอาแค่ข้อให้เขากลับมาเป็นทายาทดรุนทองที่ดีตั้งอกตั้งใจทำงาน สืบทอดกิจการและสืบทอดตำแหน่งทางการเมือง แค่นี้ท่านก็คงพอใจแล้วล่ะ
มทินาตกลงกับตัวเองแบบคิดเองเออเอง
“ตื่นได้แล้วค่ะ”
“คร่อกกกก”
“ถ้ายังไม่ตื่น ฉันจะให้เจ้าต้นตาลขึ้นมาปลุกคุณ”
“เฮ้ย อย่านะ ไอ้หมาปากเหม็นนั่น ไม่...ลุกก็ได้โว้ย” เขาลุกพรวดขึ้นมาในทันที ต้นตาลที่เธอบอกว่าจะเอามาเป็นผู้ช่วยปลุกคือหมาพันธุ์ปั๊ก หน้าตาเหมือนอีที ตาไม่สามัคคีกัน แถมกลิ่นเหม็นบรรลัย เขายี้มันมาก แต่มันเสือกรักเขามาก...เห็นไม่ได้ต้องมานัวเนียคลอเคลีย ใจอยากจะเตะแต่เสือกรักหมา...เว้นไอ้หมาตัวนี้ไว้นะ แต่ก็ทำมันไม่ลงสักที
“ดีมากค่ะ ฉันให้เวลาคุณ...” เธอก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ “ยี่สิบนาทีอาบน้ำแต่งตัว แล้วก็ลงไปรับประทานอาหารเช้ากันค่ะ”
“ตอนนี้กี่โมง?” ปรากฏคิ้วขมวด เขารู้สึกเหมือนว่าจะนอนไปไม่กี่นาที เขาตีป้อมถึงตีสาม...แล้วก็ผล็อยหลับไป
“ตีห้าค่ะ ฉันอยากให้เราไปที่ออฟฟิศไม่เกินเจ็ดโมง...คุณก็ควรตื่นเวลานี้”
“ตีห้า ยัยเป็ด! นี่จะให้ไปช่วยพระบิณฑบาตหรือยังไงกัน หะ! ปลุกกันเช้าขนาดนี้อะ รู้ไหมเมื่อคืนฉันนอนกี่โมง ตีสามกว่ามะ ง่วงจะตายแล้ว ไม่ไปโว้ย” แนะ...ปรากฏคนเกเร งอแงไม่ได้ดั่งใจคนเดิมมาแล้วสินะ
แต่...มทินาคิดว่าเอาอยู่
