๑ แค่สบตาก็ถูกใจ (๒)
เขาพยายามปรับสีหน้าให้ต้อนรับแขก ด้วยรู้ดีว่าหน้าตาของตัวเองตอนนี้ไม่ค่อยอยากจะต้อนรับใครสักเท่าไหร่ ค่อยโน้มศีรษะลงมาเล็กน้อยเมี่อคุณมาลาตีถามถึงลูกสาวตัวน้อยที่ตอนนี้ไม่ค่อยโทรหาท่านบ่อยเหมือนเมื่อก่อน
“ทักไปหาน้องสาวเราบ้างหรือเปล่า แม่ติดต่อก็ไม่ค่อยอยากคุยเท่าไหร่มัวแต่เล่นสนุก ติดต่อน้องบ้างนะลูกไปอยู่ที่นั่นคนเดียวแม่กลัวน้องจะเหงา” คิดหนักพอสมควรกว่าจะส่งลูกสาวเพียงคนเดียวให้ไปอยู่ไกลหูไกลตา
แต่เมื่อลองคิดดูหลายรอบก็สงสารมารดาที่อยู่คนเดียว จึงส่งหทัยวารินไปอยู่กับท่านเพื่อไม่ให้เหงาจนเกินไป อีกทั้งลูกสาวอยู่ที่นี่ก็เป็นลิงทโมนจากการหยอกล้อกับพี่ชาย จึงต้องส่งไปดัดนิสัยสักหน่อย ตอนนี้เป็นกุลสตรีขึ้นมาบ้างแล้ว
“เหงาอะไรล่ะครับ ผมโทรไปยังไม่อยากคุยเพราะติดเล่นกับเพื่อน วิ่งไล่จับบ้าง ไปพายเรือบ้าง กิจกรรมเยอะกว่าอยู่กับเราอีก ที่สำคัญต้องเรียนการบ้านการเรือนกับคุณยายเลยไม่ค่อยมีเวลาเท่าไหร่ คุณแม่ไม่ต้องห่วงนะครับน้องมีความสุขดี” ย้ำกับท่านกลัวคุณมาลาตีจะคิดมากจนต้องไปรับลูกสาวกลับมาอยู่ในสายตา
ความจริงตนก็คิดถึงน้องสาวเหมือนกัน เธอเป็นลูกหลงอายุห่างจากเขาเยอะพอสมควร ชายหนุ่มจึงรักและหวงน้องสาวเป็นพิเศษ ถึงไปเรียนต่างประเทศก็ยังโทรคุยกับหทัยวารินไม่เคยขาด คิดจะดูแลน้องแบบนี้ไปตลอดจนกว่าจะมีคนที่ดีเข้ามาทำให้น้องสาวของตนมีความสุขได้
ซึ่งคิดว่าอีกหลายสิปปีกว่าจะถึงวันนั้น...
“ให้คุณยายสอนก็ดีเหมือนกัน เผื่อจะเรียบร้อยกับเขาขึ้นมาบ้าง”
“ครับ” สองแม่ลูกคุยกันเสร็จพอดีกับที่เห็นเจ้าของงาน ไม่รอช้าคุณมาลาตีรีบลากบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนเข้าไปทักทายรวดเร็ว ปรับสีหน้าให้แย้มยิ้มอย่างเป็นการเป็นงาน ท่านเข้าสังคมจนเป็นความเคยชินเสียแล้ว
ธนนท์ปภพเองก็เช่นเดียวกัน เข้าสังคมตั้งแต่เด็กจึงรู้ว่าตอนนี้ควรทำตัวอย่างไร ใบหน้าที่เคยเศร้าซึมกลับมาเป็นประกายอีกครั้ง รีบยกมือไหว้คนอายุมากกว่าทันทีเมื่อมารดาพาเดินเข้าไปหาลูกค้าคนสนิทที่ใช้บริการห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมจนเป็นขาประจำ
“สวัสดีค่ะคุณพราว”
“อ้าว สวัสดีค่ะคุณมาลาตี เป็นเกียรติมากเลยนะคะที่คุณพี่มาร่วมงานด้วย” หันมาจับมือภรรยาเจ้าของโรงแรม แววตาเป็นประกายขณะเดียวกันริมฝีปากก็แต้มรอยยิ้มอยู่เป็นนิจ พูดคุยกับคนรู้จักได้อย่างลื่นไหลโดยที่มือขวาก็ถือแก้วไวน์ไว้มั่น ดวงตาเริ่มหวานเยิ้มจากน้ำหมักผลไม้ที่ดื่มไป
“ต้องขอบคุณคุณพราวมากกว่าที่ไม่ลืมนครเฟื่องรัตน์ของเรา...บรรยากาศถูกใจไหมคะ ต้องการอะไรเพิ่มหรือเปล่าบอกได้เลยนะคะ” เข้ามาสอบถามความพึงพอใจได้อย่างมืออาชีพ เขายืนกุมมือไว้หน้าขาอยู่ข้างหลังมารดาพร้อมแต้มยิ้มเล็กน้อยไม่ให้ใบหน้าบูดบึ้งมากเกินไป
“ไม่เลยค่ะ ดีครบหมดทุกอย่างแล้ว...ว่าแต่ลูกชายเหรอคะ” มองไปรอบห้องก็ถูกใจกับการตกแต่งที่เน้นโทนสีเขียวเป็นหลัก แล้วยังทำต้นไม้ปลอมขนาดใหญ่ขึ้นมาให้โดยเฉพาะ เหมือนกำลังสังสรรค์ในป่าก็ไม่ปาน แล้วอีกไม่นานก็จะมีโชว์สุดพิเศษ ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของหล่อนกลับเป็นชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างหลัง
หน้าตาหล่อเหลาผิวเข้มอย่างนี้ ทั้งยังสวมสูทผู้ดีเนี้ยบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากลูกชายของคุณมาลาตี เพียงแค่ไม่แน่ใจว่าลูกชายคนไหนเพราะอีกฝ่ายมีลูกชายถึงสามคนด้วยกัน
หล่อตาก็หล่อเหลากินกันไม่ขาดทั้งนั้น...
“ค่ะ ลูกชายคนโต”
“สวัสดีครับ ผมธนนท์ปภพครับ เรียกว่าหนึ่งก็ได้” ยกมือไหว้อีกครั้งพร้อมแนะนำตัว คนฟังถึงกับชื่นชมชายหนุ่มในใจ นอกจากหน้าตาหล่อแล้วยังเสียงทุ้มมารยาทก็งามอีกต่างหาก ยังไม่ทันได้เอ่ยชมก็ได้ฟังประวัติโดยคร่าวของชายหนุ่ม
“หนึ่งจะมาดูแลงานต่อจากพ่อเขาน่ะค่ะ ตอนนี้เพิ่งเรียนจบจากลอนดอนก็ให้มาทำงานเลย เพราะเขาเรียนรู้งานตั้งแต่ยังไม่จบมอต้นด้วยซ้ำ” พยักหน้าแล้วยิ้มไปตามสิ่งที่ได้ยิน นึกชื่นชมอีกฝ่ายทั้งที่เพิ่งเห็นตัวจริงเป็นครั้งแรก
“นอกจากหล่อแล้วยังเก่งอีกต่างหาก มีแฟนหรือยังลูก” เขาถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ
เลือกตอบตามความจริงเพราะตนไม่ได้คิดเรื่องความรักเลยด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าตนไม่อยากมีความรู้สึกรักใคร่ผูกพัน เพียงแค่ยังไม่เจอคนถูกใจมีเพียงแค่ถูกกายเท่านั้น
เขาไม่ใช่ชายหนุ่มที่จะรักษาความบริสุทธิ์ทางร่างกายไปจนแต่งงานได้ เริ่มเรียนรู้เรื่องร่างกายตั้งแต่มัธยมต้นตามประสาคนอยากรู้อยากลอง เติมเต็มอารมณ์แห่งความปรารถนาแต่เขาก็รู้ดีว่ามันไม่ได้อิ่มเอมใจเลยสักนิด
จบก็แยกย้ายไม่มีความสัมพันธ์มากกว่านั้น จนตนนึกอยากเรียนรู้คำว่ารักดูสักครั้งเหมือนกัน
“ผมยังไม่คิดเรื่องนั้นครับ อยากช่วยคุณพ่อคุณแม่ดูแลธุรกิจมากกว่า” ตอบตามสเต็ปอย่างที่คิดเอาไว้ คุณพราวเห็นอย่างนั้นจึงอยากแนะนำชายหนุ่มกับหลานสาวของตนที่กำลังจะเรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยชั้นนำขออเมริการ แต่ยังไม่ทันจะพูดก็ถูกคุณมาลาตีพาเบี่ยงประเด็น เพราะเห็นว่าบุตรชายเริ่มทำหน้าไม่สบอารมณ์
“คิดไว้ก็ดีนะคะ น้าแนะนำให้ได้นะถ้าสนใจ...”
“ว่าแต่แขกเยอะนะคะวันนี้...” รีบจับจูงมือเจ้าของงานเดินไปโดยรอบ เขาจึงถอนหายใจคลายความอึดอัด ไม่ชอบการจับคู่เป็นอย่างยิ่งแล้วคิดว่าชีวิตนี้จะไม่ยอมให้ตัวเองถูกจับคู่กับผู้หญิงที่ไม่รักเป็นอันขาด
กำลังจะเดินออกจากงานแต่กลับต้องหยุดชะงักเมื่อด้านบนเวทีมีการแสดงเรียกสายตาจากชายหนุ่มได้เป็นอย่างดี เพียงแค่ดนตรีขึ้นก็ทำให้เขานึกสงสัย นึกว่าจะเป็นการรำทั่วไปอย่างที่เคยดู แต่เหมือนครั้งนี้จะเอาเพลงไทยเดิมมาใช้ในการรำ
นางรำมีทั้งหมดห้าคนแต่เหมือนหญิงตรงกลางจะเด่นสุด ด้วยชฎาที่ใหญ่กว่าเพื่อนและการแต่งกายที่มีเครื่องประดับทั้งสวมแขนและลำคอค่อนข้างเยอะทว่าไม่ได้ดูรกเลยสักนิด ส่วนบนเป็นเกาะอกสีแดงขับผิวขาวให้น่ามองยิ่งกว่าเดิม มือข้างขวาถือเชิงเทียนพร้อมท่าร่ายรำแสนอ่อนช้อย
“นางรำ...” พึมพำเสียงเบาพร้อมกับเท้าที่ถูกตรึงเอาไว้ที่เดิม
เพียงแค่เสียงเพลงเริ่มขึ้นกับท่าทีเยื้องย่างของหล่อนก็ทำเอาหัวใจเขาเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาคมจ้องเธอไม่วางตา ท่ามกลางผู้คนมากมายเขามองเห็นเพียงหญิงสาวผู้เดียว ราวกับสปอร์ตไลท์ฉายไปที่เธอทำให้โดดเด่นมากกว่าเดิม
