บทที่ 1.7
กลางยามเว่ย เสี่ยวหงได้แต่กระวนกระวายหลังคุณหนูของตนไม่กลับมาเสียที ใกล้เวลาที่หลิงหนานจะกลับมาแล้ว หากให้รู้ว่าคุณหนูของนางแอบขึ้นเขา นางจะต้องถูกลงโทษหนักอย่างแน่นอน
“พี่เสี่ยวหงข้ากลับมาแล้ว”
“คุณหนู ข้าน้อยเตรียมน้ำเอาไว้แล้วท่านรีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเร็วเข้า ข้าละไม่เข้าใจเลยเพราะเหตุใดท่านจะต้องขึ้นเขาไปอีกครั้งให้ได้”
เห็นสาวใช้ที่อายุมากกว่าตนมีท่าทีร้อนรนหวาดกลัว หลิงอวิ๋นหัวเราะ “ท่านกลัวไปทำไม ท่านพ่อไม่เคยลงโทษท่านจริงๆ เสียหน่อย อย่างมากก็ขู่ไปเช่นนั้น”
“แต่นายท่านก็คือนายท่านนะเจ้าค่ะ คุณหนูเป็นแก้วตาดวงใจของนายท่าน หากนายท่านรู้ว่าข้าน้อยปล่อยให้คุณหนูขึ้นเขา ข้าน้อยต้องแย่แน่ๆ เลย”
“เอาเถิดๆ ข้ารีบไปอาบน้ำก็ได้ แต่ข้ามีเรื่องให้ท่านช่วยหน่อย”
“เรื่องใดหรือเจ้าคะ”
“ป้ายหยกนี้ท่านนำไปด้วย ไปที่หน้าหอโอสถ มองหาผู้คุ้มกันของคุณชายแซ่สวีที่เข้ามาเรียนยังหอโอสถ เขามีนามเรียกขานว่ากุ่ยเหอ”
“กุ่ยเหอ?!” เสี่ยวหงทำหน้าเหมือนนางตอนได้ยินนามนี้ไม่ผิด
“ใช่นามนี้ละไม่ผิดแน่ ระวังด้วยอย่าให้ผู้ใดรู้และเห็นว่าท่านไปพบเขา ให้เขาดูป้ายหยกจากนั้นบอกเขาว่าปลายยามเว่ย พรุ่งนี้ให้มาพบข้าที่หอตำราอวี่หลิง”
เสี่ยวหงรับคำและไม่ได้ถามซอกแซกแม้มีท่าทีสงสัยและหวาดกลัว นางเคยเป็นสาวใช้ในจวนคหบดีมาก่อน แต่เพราะคหบดีผู้นั้นแอบติดสินบนเจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบ ทั้งตระกูลจึงถูกลงโทษอย่างหนักถึงขั้นยึดทรัพย์และเนรเทศ บ่าวไพร่ถูกขายทอดตลาด กระทั่งแม่นมของหลิงอวิ๋นซื้อตัวมาเพื่อให้มารับใช้เด็กสาว ชีวิตของเสี่ยวหงจึงนับว่าโชคดีกว่าผู้อื่นมาก
เช้าวันต่อมาหลังบิดาออกไปจากเรือน หลิงอวิ๋นยังคงแอบขึ้นไปบนเขา นางตรงไปยังใต้ชะง่อนหินพร้อมกับยาและโจ๊กปลาของคนเจ็บ เด็กสาวบอกให้เหยียนซีล่วงรู้ว่านางนัดให้กุ่ยเหอมาพบ แต่ยังไม่รู้ว่าเขาจะยอมมาหรือไม่
เหยียนซีมองนางจากนั้นกล่าวขอบคุณ “หากเขามาพบเจ้า พรุ่งนี้เจ้าไม่ต้องลำบากขึ้นเขามาแล้ว อันตรายเกินไป”
นางพยักหน้า “ข้ารู้แล้ว”
“แม่นางน้อย...ข้าหมายถึง...อวิ๋นอวิ๋น”
หลิงอวิ๋นเลิกคิ้วมองเขา “มีเรื่องอะไรหรือ”
“ป้ายหยกนั้นเจ้าเก็บเอาไว้ เผื่อในวันหน้าเจ้าอาจมีเรื่องเดือดร้อน เจ้าช่วยชีวิตข้าในวันนี้ข้าติดค้างเจ้าหนึ่งเรื่อง หากต่อไป...”
“ได้” นางพยักหน้าไม่ได้พูดอะไรต่อ “นี่เป็นเทียบยาและการดูแลรักษาบาดแผล ท่านต้องระวังให้มากช่วงนี้อย่าพยายามใช้วรยุทธ์จนกว่าแผลจะหายดี หาไม่ชีวิตนี้ก็อย่าหวังใช้วรยุทธ์ต่อไปได้อีก”
“ข้ารู้แล้ว ยังคงต้องขอบใจเจ้ามาก”
“เอาละ ข้าไปก่อน”
เขามีท่าทีคล้ายอยากกล่าวอะไรกับนาง
หลิงอวิ๋นกะพริบตามองเขา แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่ได้พูดอะไรกระทั่งนางหมุนตัวจะเดินออกมา “เอาไว้ค่อยพบกันใหม่”
นางถอนหายใจไม่ได้กล่าวอะไรออกมา ไม่ได้รับปาก และไม่คิดว่าจะได้พบ ไม่มั่นใจว่าควรพบกับเขาอีก
ไม่ใช่เพียงนางที่คิดเช่นนั้น ดูเหมือนเหยียนซีเองก็คงไม่ต่างจากนาง ดังนั้นทั้งสองจึงต่างฝ่ายต่างเงียบ แม้ในยามที่เด็กสาวเดินออกมาจากชะง่อนหิน หายไปในพงไพรอันรกทึบของหลงซาน...
เสียงเสี่ยวหงวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาด้วยท่าทางเหนื่อยหอบ ทำให้หลิงอวิ๋นเงยหน้ามองสาวใช้ด้วยความสงสัย
“พี่เสี่ยวหงเกิดอะไรขึ้น?”
“ข่าวสงครามเจ้าค่ะ ข้างนอกนั่นลือกันทุกหัวมุมถนนเลยนะเจ้าคะ”
เห็นชัดว่าเสี่ยวหงตกอกตกใจจริงๆ หาไม่คงไม่วิ่งมายังห้องหนังสือ ทั้งที่ในมือยังคงมีตะกร้าผักที่นำกลับมาจากตลาด “สงครามกับทางใต้ใช่หรือไม่”
“คุณหนูทราบแล้วหรือเจ้าคะ”
หลายปีผ่านไปแม้สองแคว้นเจรจาสงบศึก แต่ให้อย่างไรในวันหนึ่งแคว้นเซี่ยก็ต้องเกิดความโลภอยากขยายดินแดน หลังซีฉู่ยึดต้าโจวเอาไว้ได้ทั้งหมด แคว้นเซี่ยที่ไม่อาจทำได้ย่อมยังคงรู้สึกขุ่นเคือง ในวันหนึ่งข้างหน้าให้อย่างไรก็ต้องอยากแบ่งปันอาณาเขตที่ซีฉู่ได้มา
“ได้ยินมาว่าครั้งนี้ฝ่าบาทมีรับสั่งให้แม่ทัพเสิ่นกับบุตรชายคนโตนำทัพไปต้านข้าศึกเจ้าค่ะ”
“ผู้บัญชาการเสิ่น? ปีนี้เกรงว่าเขาคงอายุสัก...สี่สิบ?” เสิ่นผิงอายุไล่เลี่ยกับบิดาของนาง อายุมากแล้วแต่ยังคงนำทัพด้วยตัวเองเห็นชัดว่าศึกนี้คงหนักหนายิ่ง