บท
ตั้งค่า

ตอนที่7 ฮ่องเต้อยากกินบะหมี่

ณห้องทรงอักษร หลังจากพาองค์ชายมาถึงวังหลวงเรียบร้อยแล้ว หวังกงกงก็เข้ามารายงานความเป็นไปต่อองค์เหนือหัว ฮ่องเต้ฉินหมิงเจ๋อนั่งอ่านฎีกาอย่างผ่อนคลาย ก่อนจะยกสายตามองหวังกงกงที่เดินเข้ามา แล้วกลับไปสนใจกับฎีกาตรงหน้าต่อ หวังกงกงพอมาถึงก็รีบรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นทันที

“ทูลฝ่าบาท องค์ชายทั้งห้าเดินทางถึงวังหลวงเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“ทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือไม่?”

“เรียบร้อยดีพ่ะย่ะค่ะ แต่ว่าก่อนจะมาถึงวังหลวง เหล่าองค์ชายอยากแวะเสวยอาหารด้านนอกวัง กระหม่อมเสนอให้ไปที่โรงเตี้ยมชุ่นฮง แต่ว่าองค์ชายไม่อยากไปสถานที่พลุกพล่าน จึงเลือกที่จะไปที่โรงเตี๊ยมฟู่จินแทนพ่ะย่ะค่ะ”

“แล้วอย่างไรอาหารถูกปากพวกเขาหรือไม่?”

“ทูลฝ่าบาท สภาพโรงเตี๊ยมฟู่จินทรุดโทรมมาก แถมอาหารที่ทำขึ้นโต๊ะ ยังแย่ยิ่งกว่าอาหารในเล้าหมูพ่ะย่ะค่ะ” หวังกงกงแต่งเติมเพิ่มอรรถรสในเรื่องราวให้ดูเกินจริงอย่างคล่องแคล่ว และได้ผลฮ่องเต้ถึงกับวางฏีกาลง เพราะเริ่มสนใจในเนื้อหา โรงเตี๊ยมของตระกูลฟู่ จะปล่อยกิจการให้เป็นเช่นนั้นได้อย่างไร

“ขนาดนั้นเลยหรือ แล้วเหล่าองค์ชายว่าอย่างไร?”

“องค์ชายไม่พอใจมากพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเลยไปต่อว่าผู้จัดการร้านและพนักงาน เลยขู่ไปว่าจะให้ราชสำนักสั่งปิดโรงเตี๊ยม แต่แล้วคุณหนูฟู่ก็โผล่เข้ามา” หวังกงกงเล่าไปอย่างออกรส แต่ฮ่องเต้กลับขัดใจที่เขาเล่า ๆ หยุด ๆ เพราะฟังไม่ต่อเนื่อง

“เจ้าเล่าไปเลยไม่ต้องหยุดข้ารำคาญ”

“คุณหนูฟู่ขอโอกาสแก้ไข ด้วยการทำอาหารขึ้นมาใหม่”

“ดะ…เดี๋ยวนะ! นางนะหรือจะทำอาหารขึ้นมาใหม่ แล้วก่อนหน้าใครเป็นคนทำ?” หวังกงกงเริ่มหงุดหงิดที่พอเขาจะเล่า ฝ่าบาทกลับถามขัดขึ้นมา

“เป็นพ่อครัวที่ทำงานอยู่ที่โรงเตี๊ยมพ่ะย่ะค่ะ”

“แล้วนางทำอาหารเป็นหรือ? เพราะเท่าที่ข้าได้ยินข่าวนางมา ชื่อเสียงนางไม่ค่อยดีนัก”

“เป็นที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่งพ่ะย่ะค่ะ นางกลับทำอาหารออกมาดีอย่างน่าเหลือเชื่อ อีกทั้งรสชาติเลิศล้ำหาที่ใดเทียบ แม้แต่อาหารในวังหลวงก็เทียบอาหารนางไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ที่ได้ฟังก็ตบหัวเข่าดังฉาด เพราะตัวเขานั้นเป็นคนที่ชอบเสวยของอร่อยอยู่แล้ว เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ลองของอร่อย

“ขนาดอาหารในวังยังเทียบอาหารนางไม่ได้ จะเป็นไปได้อย่างไร”

“เป็นไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมยังได้ชิมแค่คำเดียวเอง ก็ยังรับรู้ได้ถึงความอร่อย” หวังกงกงกล่าวอย่างผิดหวังและเสียดาย

“เหตุใดเจ้าถึงได้ชิมแค่คำเดียว นางตระหนี่ขนาดนั้นเลยหรือ?” ฮ่องเต้เอ่ยถามด้วยความสงสัย

“นางมิได้ตระหนี่พ่ะย่ะค่ะ แต่เป็นเพราะว่าอาหารของนางอร่อยเกินไป องค์ชายจึงขออาหารเพิ่ม กระหม่อมเลยได้ชิมเพียงคำเดียวพ่ะย่ะค่ะ”

“เจ้าพูดเช่นนี้ทำให้ข้า อยากชิมอาหารที่นางทำขึ้นมาแล้วสิ ว่าแต่หากนางมีฝีมือการทำอาหารขนาดนี้ เหตุใดหลายปีมานี้ถึงเก็บงำความสามารถเอาไว้ อีกทั้งปล่อยให้กิจการโรงเตี๊ยมทรุดโทรม และขาดคนดูแลอย่างจริงจัง” ฮ่องเต้จู่ ๆ ก็เกิดความสงสัยขึ้นมา

“นั่นอาจเป็นเพราะเสนาบดีฟู่ และคุณชายฟู่พี่ชายของนาง ไม่อยากให้นางทำก็อาจเป็นได้พ่ะย่ะค่ะ เพราะเขาสองคนเลี้ยงดูนางมาอย่างกับไข่ในหิน ทั้งรักและตามใจ ไม่เคยให้หยิบจับอะไร ครั้งนี้ที่นางไปดูแลกิจการโรงเตี๊ยม คงเป็นความคิดของนาง ที่อยากทำอะไรด้วยตนเองบ้าง” หวังกงกงคิดหาคำมาแก้ต่างให้ฟู่จินเย่ว์ เพราะยามนี้เขาเริ่มถูกชะตากับนางขึ้นมาบ้างแล้ว ที่สำคัญนางบอกจะทำอาหารให้เขากินโดยไม่คิดเงิน พอคิดมาถึงตรงนี้เขาก็ยกยิ้มอย่างไม่รู้ตัว ฮ่องเต้ที่สังเกตเห็นก็เอ่ยถามขึ้นมาทันที

“หวังกงกงมีอะไรที่ยังไม่บอกเราอีกหรือไม่?” หวังกงกงแอบถอนใจออกมา ไม่เคยมีสิ่งใดปิดบังเขาได้เลยจริง ๆ

“คุณหนูฟู่ให้คนปิดป้ายประกาศว่า ปิดปรับปรุงชั่วคราว แต่วันใดที่นางเปิดโรงเตี๊ยมอีกครั้ง นางบอกจะทำอาหารให้กระหม่อมทานโดยไม่คิดเงินพ่ะย่ะคะ”

“ได้อย่างไร! เราเป็นถึงผู้ปกครองแคว้น เหตุใดถึงไม่มีสิทธิ์ได้เสวยก่อนผู้ใด ไม่ได้! หวังกงกงพรุ่งนี้ไปเชิญคุณหนูฟู่มา ข้าจะให้นางทำอาหารที่นี่ เราจะต้องได้ชิมอาหารเลิศรสก่อนใคร”

“พ่ะย่ะค่ะ”

ทางด้านฮองเฮา หลังจากเหล่าองค์ชายจากไปแล้ว ก็ได้มีองครักษ์ ที่ประจำตำหนักของฮองเฮา รีบเข้ามารายงาน หลังจากไปคอยสังเกตเกตุการณ์ ความเป็นไปตั้งแต่เหล่าองค์ชายมาถึงเมืองหลวง

“ถวายพระพรฮองเฮา พระสนมกุ้ยเฟย พระสนมเสียนเฟยพ่ะย่ะค่ะ”

“ตามสบายเถิด พูดมาว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง?” ฮองเฮายกชามาเป่า พร้อมรอฟังรายงานอย่างผ่อนคลาย

“ทูลฮองเฮา พอมาถึงเมืองหลวง เหล่าองค์ชายก็อยากเสวยอาหารขึ้นมา จึงได้แวะโรงเตี๊ยมฟู่จินพ่ะย่ะค่ะ แต่ว่าทางโรงเตี๊ยมทำอาหารไม่ถูกใจองค์ชาย หวังกงกงจึงไปต่อว่าทางโรงเตี๊ยม และขู่ว่าจะให้ราชสำนักปิดกิจการ แต่แล้วคุณหนูฟู่ก็เข้ามา ขอโอกาสทำอาหารให้ใหม่ ซึ่งนางทำออกมาได้ดีทีเดียวพ่ะย่ะค่ะ เหล่าองค์ชายพอใจมาก ก็เลยจะมอบรางวัลให้นางพ่ะย่ะค่ะ”

“ว่าไงนะ! คุณหนูฟู่บุตรสาวของเสนาบดีฟู่ใช่หรือไม่?” สามสตรีผู้สูงศักดิ์เบิกตากว้าง ตกใจเมื่อได้ยินชื่อคุณหนูฟู่ เหล่าองค์ชายจะไปยุ่งกับนางไม่ได้เด็ดขาด นางเป็นสตรีที่บุรุษไม่ควรเข้าใกล้

“ไม่ได้! สตรีคนไหนข้าไม่คิดจะขัดขวาง แต่บุตรสาวของเสนาฟู่ อย่างไรข้าจะต้องห้าม ไม่ให้โอรสของข้าเข้าใกล้ แล้วพวกเจ้ามีความคิดเห็นเช่นไร?”

“หม่อมฉันก็เห็นด้วยกับพระองค์เพคะ หม่อมฉันต้องเรียกองค์ชายรองกับองค์ชายห้า มาตักเตือนเรื่องนี้เพคะ” พระสนมกุ้ยเฟยเอ่ยด้วยสีหน้าเริ่มเป็นกังวล

“หม่อมฉันก็ต้องเอ่ยเตือนองค์ชายสี่ ว่าให้ห่างจากสตรีนางนี้ แต่เอะ! หรือว่าเราควรรีบหาคู่ให้พวกเขาเร็วขึ้นดีมั้ยเพคะ” พระสนมเสียนเฟยคิดว่า หากพวกเขามีคู่หมายก็จะไม่ไปยุ่งกับสตรีอื่น

“ความคิดเจ้าดี เราต้องรีบตัดไฟเสียแต่ต้นลม แล้วเจ้ามีบุตรสาวผู้ใดอยู่ในใจ?” ฮองเฮาเห็นด้วยที่จะหาคู่ครองให้พวกเขา เพราะยามนี้ใจนางกังวล กลัวว่าบุตรชายจะไปต้องใจสตรีดาวพิฆาต ในใจของนางมีคุณหนูกู้เหลียนฮวา แต่นางคิดว่าทั้งสนมกุ้ยเฟยและสนมเสียนเฟย คงอยากได้นางเช่นเดียวกัน

“หม่อมฉันชอบบุตรสาวของเสนากู้ แต่ว่าหากฮองเฮาอยากได้นาง หม่อมฉันจะลองมองหาบุตรสาวท่านอื่นเพคะ” พระสนมเสียนเฟยเอ่ยตอบ

“ยามนี้บุตรสาวใครก็ดีและเหมาะสมทั้งนั้น คราแรกข้าไม่คิดจะบังคับ แต่คิดไปคิดมาเพื่อความปลอดภัยของโอรสของข้า งานเลี้ยงต้อนรับองค์ชาย ถือว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่จะให้เราได้มองหาสตรีที่เหมาะสมและคู่ควร ให้กับโอรสของเรา” พระสนมกุ้ยเฟยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

ทางด้านฟู่จินเย่ว์ยามนี้วุ่นวายกับการออกแบบวาดรูปโรงเตี๊ยม ที่นางตั้งใจอยากทำให้ออกมาเหมือนในยุคปัจจุบัน ในความทันสมัยผสมผสานกับยุคจีนโบราณ ด้านล่างชั้นหน้านางอยากให้เดินเข้ามาเเล้วมีเตาผิงขนาดใหญ่ไว้ยามหน้าหนาว คนเดินเข้ามาจะได้รู้สึกอุ่นสบาย และนางยังแบ่งชั้นล่างเป็นสองส่วนซ้ายขวา คือฝั่งคนมาจองห้องพัก และฝั่งคนมาจองโต๊ะกินอาหาร ห้องพักนางก็ปรับเปลี่ยนทั้งหมด โดยปรับยุคเก่าและใหม่ให้ผสมผสานกันอย่างลงตัว

นางขอให้ฟู่จินหยวนพี่ชาย ติดต่อหาช่างก่อสร้าง เพราะเรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเขา น่าจะสะดวกกว่า ส่วนการดูแลทั้งหมดนางจะเข้ามาดูแลในส่วนนี้เอง เสนาฟู่เสนอเป็นคนจ่ายเองทั้งหมด แต่ฟู่จินเย่ว์ก็ขอปฎิเสธ เพราะนางอยากใช้เงินที่นางมีมาลงทุน เพราะจะได้รู้สึกว่าเงินที่ลงทุนไปนั้น นางจะต้องทุ่มสุดความสามารถ เพื่อหามันกลับมาคืนมา และนางก็คิดว่าจะต้องทำให้ได้

ฟู่จินเย่ว์ให้พนักงานจัดห้องหนึ่งห้อง เพื่อใช้เป็นที่ทำงานของนาง ซึ่งอยู่ในส่วนของด้านหน้าของโรงเตี๊ยม ส่วนโรงครัวนางคิดว่าจะเตาอบขึ้นมาเพิ่ม และทำเตาให้เพียงพอต่อการใช้งาน เพราะในวันข้างหน้านางจะต้องยุ่งมากแน่ และต่อไปก็การหาพนักงานและฝึกฝน ให้พวกเขาพร้อมให้บริการ และชำนาญในหน้าที่ของตน

ฟู่จินเย่ว์เขียนป้ายรับสมัครงาน แล้วให้ลุงตงหานพาคนไปติดตามที่ต่าง ๆ ในช่วงระหว่างปรับปรุง นางก็คิดว่าจะฝึกฝนทำอาหาร ที่จะนำเสนอในโรงเตี๊ยม ซึ่งนางคิดว่า จะทำอาหารสองสามอย่าง ที่เป็นจุดเด่นเรียกลูกค้า ส่วนอาหารอื่น ๆ จะมีไว้สำรอง แต่อาหารทุกอย่างสดสะอาดและอร่อย และการตลาดของนางก็คือ ทำอาหารแล้วให้ช่างที่มาก่อสร้างได้ลิ้มรส และพนักที่มาฝึกงานได้ชิม นางจะเริ่มสร้างกระแสตั้งแต่วันนี้

“เรียนคุณหนูฟู่ หวังกงกงมาขอพบขอรับ” พนักงานในร้านคนหนึ่งเข้ามารายงานต่อนาง ฟู่จินเย่ว์คิ้วขมวดเข้าหากัน หวังกงกงหรือ เขามาหานางทำไมกัน ก่อนนางจะพยักหน้าว่า ให้เขาเข้ามาพบได้ หวังกงกงพอมาถึงก็รีบส่งยิ้มประจบประแจงทันที เพราะวันนี้เขาจะต้องได้กินของอร่อยอย่างแน่นอน

“คุณหนูฟู่ ฝ่าบาทให้มาเชิญท่านเข้าวัง”

“หาเข้าวัง!” ฟู่จินเย่ว์ลุกพรวดด้วยความตกใจ อย่าบอกนะว่านางทำความผิด แต่ว่านางก็ไม่ได้ทำอะไรนี่

“คุณหนูฟู่อย่าเพิ่งตกใจ ฝ่าบาทเพียงแค่อยากให้ท่านไปทำอาหารในวัง พระองค์เพียงอยากเสวยอาหารที่คุณหนูฟู่เป็นคนทำเท่านั้นเอง” พอได้ฟังนางก็ถอนใจอย่างโล่งอก ก่อนนางจะนึกได้ว่า แบบนี้ก็เป็นการตลาดแบบหนึ่ง หากฮ่องเต้ถูกใจอาหารของนาง ก็จะทำให้การค้าของนางประสบผลสำเร็จเร็วขึ้น

“ได้เดี๋ยวข้าให้คนไปแจ้งที่จวน เราไปกันเถอะเจ้าค่ะ” ฟู่จินเย่ว์ตอบออกไปอย่างร่าเริง เพราะในสมองของนางยามนี้ มองเห็นเงินเต็มไปหมด

พอถึงวังหลวง หวังกงกงก็พานางไปที่ห้องทรงอักษร เพื่อไปทำความเคารพจ้าวเหนือหัว ฮ่องเต้ฉินหมิงเจ๋อมองสตรีงดงามตรงหน้าอย่างพิจารณา นางงดงามโดดเด่นถึงเพียงนี้ เสียดายชื่อเสียงนางไม่คอยดีนัก แต่ว่าข่าวลือหรือจะสู้สัมผัสด้วยตาตัวเอง

“ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ”

“ลุกขึ้นเถิด วันนี้เราอยากรบกวนให้เจ้า ทำอาหารให้เราได้ลิ้มลองหน่อยจะได้หรือไม่?” ฟู่จินเย่ว์ยกยิ้ม

“ได้แน่นอนเพคะ”

“เราจะไปดูเจ้าทำด้วยตนเอง” พอนางได้ยินเช่นนั้นก็นึกไปถึงห้าองค์ชาย ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริง บิดาเป็นอย่างไร บุตรชายก็เป็นเช่นนั้น หวังกงกงรีบพานางเดินไปที่ห้องครัววังหลวงพร้อมกับฮ่องเต้ พอมาถึงเหล่าราชบริพาร ที่ทำงานอยู่ในห้องครัวก็ถึงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นบุรุษในชุดมังกร มาเยือนถึงห้องครัววังหลวง ทุกคนรีบเข้ามายืนเรียงกันเพื่อทำความเคารพ

“วันนี้เราพานางมาทำอาหาร” เหล่าพ่อครัววังหลวงพอได้ยินก็ถึงกับหน้าซีด หมายความว่าอย่างไร พวกเขาทำอาหารไม่ถูกพระทัยฝ่าบาทอย่างนั้นหรือ

“ไม่ต้องตกใจและกังวลไป นางแค่มาทำแค่วันนี้ พวกเจ้าก็ยังคงทำหน้าที่เหมือนเดิม เอาละปล่อยให้นางทำอาหาร พวกเจ้าก็เรียนรู้วิธีการทำไปด้วย” ฮ่องเต้กล่าวอธิบาย เมื่อเห็นสีหน้าของพวกเขา ก็พอจะอ่านความคิดของพวกเขาออก

“ฝ่าบาทอยากเสวยสิ่งใดเพคะ หม่อมฉันจะได้ทำถูก” ฟู่จินเย่ว์หันมาถามฮ่องเต้ ที่ยืนเอาแขนไพล่หลัง มองสำรวจห้องครัวอย่างสนใจ

“เราชอบกินบะหมี่น้ำ”

“ฝ่าบาทแพ้อาหารใดหรือไม่เพคะ?”

“อืม…เท่าที่รู้ก็ไม่มีนะ”

ฟู่จินเย่วพอรับรู้ว่าฝ่าบาทไม่ได้แพ้สิ่งใด ก็เริ่มทำอาหารโดยการให้พ่อครัวของวังหลวง ตั้งหม้อและต้มน้ำ ก่อนนางจะไปเดินเลือกผักที่มีมากมายให้เลือก ครัวของวังหลวงนี่ดีจริง ๆ มีทุกอย่างให้หยิบใช้ได้สะดวก ฟู่จินเย่ว์หยิบหัวไชเท้าขึ้นมา ก่อนจะครุ่นคิด ไหน ๆ ก็มาแล้วทำให้ทุกคนได้ลองกันหมดนี่แหละ การพูดปากต่อปาก จะช่วยให้คนรู้จักอาหารของนางมากขึ้น

เอาอีกแล้ว! พอนางจับมีดทำอาหาร เหมือนมีพลังบางอย่าง อยู่รายล้อมรอบ ๆ ตัวของนาง ฟู่จินเย่ว์ให้พ่อครัวสับกระดูกหมู นางบอกเขาว่า รอให้น้ำเดือดก่อนถึงค่อยใส่ จากนั้นนางก็ใส่รากผักชี กระเทียม พริกไทย ซีอิ๊วขาว น้ำตาล ผงปรุงรส ซึ่งบางอย่างมาปรากฏอยู่ตรงหน้านางอย่างเหลือเชื่อ แต่ฟู่จินเย่ว์ก็เลิกใส่ใจที่จะหาคำตอบ เพราะแบบนี้ก็ดี อาหารของนางจะได้อร่อยมากขึ้น หลังจากปรุงน้ำซุปเสร็จเรียบร้อย นางก็มาเตรียมผสมแป้ง เพื่อทำบะหมี่เหลือง ส่วนเนื้อหมูนางหันเป็นท่อนยาวเตรียมหมักแล้วนำไปย่าง ส่วนผสมหมักหมูแดง นางเอาหัวผักกาดแดง (บีทรูท) มาสับให้ละเอียด จากนั้นนำโป๊ยกั๊ก อบเชย มาตำให้ละเอียด แล้วนำไปผสมกับหัวผักกาดแดงที่สับละเอียด จากนั้นนำชิ้นเนื้อหมูมาหมักผสมกันก่อนจะนำไปย่าง

ฟู่จินเย่ว์ผสมแป้งเสร็จ ก็เรียกพ่อครัวมาช่วยกันนวด นางจึงแบ่งให้บางคนสับหมูเพื่อทำเกี๊ยวน้ำด้วย ฮ่องเต้ฉินหมิงเจ๋อเมื่อเห็น หวังกงกงเข้าไปช่วยฟู่จินเย่ว์ห่อเกี๊ยวก็อยากลองดูบ้าง จากนั้นไม่นานเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานและเป็นกันเองก็ดังขึ้น

ฮ่องเต้ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า การทำอาหารจะสนุกและผ่อนคลายได้เช่นนี้ ยิ่งนางพูดคุยกับเขาและทุกคนอย่างสนุกสนานและเป็นกันเอง ตัวเขาเองก็ยิ่งรู้สึกว่า บางครั้งการเป็นฮ่องเต้ก็มีไว้สำหรับนั่งบัลลังก์ ยามลงจากบัลลังก์เขาก็อยากเป็นคนธรรมดา โดยไม่ต้องคิดเรื่องใด ๆ ให้ปวดหัว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel