6
ซูเยว่ยิ้มบาง
“แน่นอน ข้าอยากเห็นด้วยตาตัวเอง ว่าหญิงที่กล้าเป็นพระชายาของอ๋องเย่ฉวน จะพิเศษแค่ไหน” นางพูดช้า ๆ ดวงตาของนางเย็นเฉียบ
สายลมกลางคืนพัดผ่านสวนในวัง และดูเหมือนว่า พายุลูกใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว
พระราชวังต้าหลิงสว่างไสวไปด้วยแสงโคม เสียงดนตรีและเสียงหัวเราะของขุนนางดังก้องไปทั่วตำหนักใหญ่
คืนนี้คืองานเลี้ยงรับฤดูใบไม้ผลิ และเป็นครั้งแรกที่ ซูเหยียนหลินเข้าวังในฐานะพระชายาของอ๋องเย่ฉวน นางเดินตามเย่ฉวนอย่างสงบ
เสื้อคลุมสีแดงเข้มปักลายหงส์ทำให้นางดูสง่างาม แต่สายตาของคนรอบข้าง กลับเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เสียงกระซิบดังเป็นระยะ
“นั่นคือพระชายาของอ๋องเย่หรือ”
“ได้ยินว่านางช่วยชีวิตท่านอ๋อง”
“แต่ตระกูลของนางก็ล่มสลายไปแล้วไม่ใช่เหรอ”
เหยียนหลินได้ยินทุกคำ แต่นางเพียงยิ้มบาง ๆ เย่ฉวนกระซิบเบา ๆ
“กลัวหรือไม่”
เหยียนหลินตอบทันที
“ไม่ ข้าแค่สงสัยว่าใครจะเริ่มหาเรื่องก่อน”
เย่ฉวนหรี่ตาเล็กน้อย
“เจ้าคงไม่ต้องรอนาน”
ไม่นานนัก เสียงขันทีประกาศดังขึ้น
“ฮ่องเต้เสด็จ!”
ทุกคนรีบคุกเข่า ฮ่องเต้หลงเทียนเสด็จเข้ามาพร้อมรอยยิ้มสง่างาม สายตาของเขากวาดมองทั่วห้อง ก่อนจะหยุดที่น้องชายของตน
“เย่ฉวน นี่คือพระชายาของเจ้าหรือ” ฮ่องเต้ทรงยิ้ม เขาพระราชทานสมรส แต่ไม่ได้ไปเป็นร่วมงาน รับรู้ว่าในจวนของน้องชายจัดงานกันเงียบ ๆ
เย่ฉวนคำนับ
“พ่ะย่ะค่ะ”
เหยียนหลินโค้งคำนับ
“ถวายบังคมฝ่าบาท”
ฮ่องเต้มองนางอย่างสนใจ
“ได้ยินว่าเจ้าช่วยชีวิตน้องชายข้าเอาไว้”
เหยียนหลินตอบเรียบ ๆ
“หม่อมฉันเพียงโชคดีเพคะ”
ฮ่องเต้หัวเราะ
“ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าเป็นบุญของราชวงศ์” แต่ขณะที่ทุกคนกำลังผ่อนคลาย สายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องเหยียนหลินอย่างเย็นชา องค์หญิงซูเยว่ นางยกถ้วยชาขึ้นจิบเบา ๆ ริมฝีปากยกขึ้นเล็กน้อย
งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างราบรื่น จนกระทั่ง ขันทีนำชามาถวายฮ่องเต้ ฮ่องเต้ยกถ้วยขึ้น แต่ทันทีที่ดื่มไปเพียงอึกเดียว สีหน้าของพระองค์เปลี่ยนไป
“อึก!” ถ้วยชาตกลงพื้น ทั้งห้องตกตะลึง ขันทีร้องลั่น
“ฝ่าบาท!”
ขุนนางลุกฮือ
“เรียกหมอหลวง!” ฮ่องเต้กุมอก สีหน้าซีดเผือด บรรยากาศในตำหนักใหญ่ตึงเครียดทันที ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“เดี๋ยวก่อน!” ทุกคนหันไป ขันทีคนหนึ่งชี้ไปที่โต๊ะของพระชายา
“ถ้วยชานั้น มาจากโต๊ะของพระชายา!” ทั้งห้องเงียบกริบ สายตาหลายสิบคู่หันมองซูเหยียนหลิน
เสี่ยวอวี่หน้าซีดทันที
“ไม่จริงนะเจ้าคะ!”
ขุนนางเริ่มกระซิบกัน
“พระชายาวางยาหรือ”
“เป็นไปไม่ได้…”
องค์หญิงซูเยว่ลุกขึ้นช้า ๆ นางทำท่าตกใจ
“ท่านพี่ฮ่องเต้…”
ก่อนจะหันมองเหยียนหลิน
“หรือว่าเจ้าคิดทำร้ายฝ่าบาท”
เสียงซุบซิบดังขึ้นทั่วตำหนัก ทหารเริ่มเข้ามาล้อมหลินเฟิงจับดาบแน่น แต่คนที่ยังนิ่งที่สุด คือเย่ฉวน เขามองเหยียนหลินเงียบ ๆ ก่อนจะถามเสียงต่ำ
“เจ้าทำหรือไม่”
เหยียนหลินสบตาเขา
“ไม่” คำตอบสั้น ๆ แต่มั่นคง เย่ฉวนหันไปมองทหาร เสียงเขาเย็นเฉียบ
“หยุด” ทั้งห้องเงียบทันที สายตาของแม่ทัพผู้เกรียงไกรกวาดมองรอบห้อง
“ถ้าจะกล่าวหาพระชายาของข้า ก็ต้องมีหลักฐาน” เขาพูดช้า ๆ คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศหนักอึ้งขึ้นทันที แต่ในใจของเหยียนหลิน นางรู้ดีว่าคืนนี้ ไม่ใช่แค่กับดักธรรมดา แต่เป็นเกมการเมืองในวัง ที่อาจทำให้นางตายได้ในคืนเดียวตำหนักใหญ่ของพระราชวัง บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก
ฮ่องเต้หลงเทียน ถูกพยุงไปนั่งบนบัลลังก์ชั่วคราว สีหน้าซีดเล็กน้อย หมอหลวงกำลังตรวจชีพจรอย่างเร่งรีบขุนนางหลายคนยืนล้อมอยู่รอบ ๆ เสียงกระซิบดังทั่วห้อง
“พระชายาของอ๋องเย่ลอบวางยาหรือ”
“เรื่องใหญ่แล้ว…”
ตรงกลางตำหนัก ทหารหลวงกำลังล้อม ซูเหยียนหลิน ส่วนเสี่ยวอวี่ร้องไห้แทบขาดใจ
“คุณหนูไม่ได้ทำจริง ๆ นะเจ้าคะ!” แต่ไม่มีใครฟัง ทันใดนั้น เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างเย็นเฉียบ
“ใครกล้าจับพระชายาของข้า” ทั้งห้องเงียบลงทันที อ๋องเย่ฉวนก้าวออกมาข้างหน้า ทหารหยุดชะงัก ขุนนางคนหนึ่งพูดเสียงเข้ม
“ท่านอ๋อง ถ้วยชาที่ฝ่าบาทดื่มมาจากโต๊ะของพระชายา เรื่องนี้ต้องสอบสวน”
เย่ฉวนตอบทันที
“ก็สอบสวนสิ แต่ใครให้พวกเจ้าจับนาง พระชายาของข้า มีใครกล้าแตะต้องหรือ” เสียงเขาเย็นราวน้ำแข็ง
บรรยากาศในตำหนักหนักอึ้ง ขุนนางหลายคนเริ่มไม่พอใจ แต่ไม่มีใครกล้าพูด บนบัลลังก์ ฮ่องเต้หลงเทียนยกมือขึ้นเล็กน้อย
“พอแล้ว” ทุกคนรีบคุกเข่า ฮ่องเต้มองน้องชายของตน
“เย่ฉวน เจ้าจะปกป้องนางหรือ”
เย่ฉวนตอบโดยไม่ลังเล
“พ่ะย่ะค่ะ” คำตอบนั้นทำให้ทั้งห้องตกตะลึง ฮ่องเต้ถามต่อ
“ถ้านางเป็นคนทำจริงล่ะ”
เย่ฉวนพูดช้า ๆ
“ถ้านางทำจริง ข้าจะรับโทษแทนนาง” เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที เสี่ยวอวี่ตาโต ซูเหยียนหลินเองก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองเขา ในแววตาของนางมีความประหลาดใจเล็กน้อย ทันใดนั้นซูเหยียนหลินก้าวออกมาข้างหน้า
“ฝ่าบาท หม่อมฉันขอตรวจถ้วยชานั้นได้หรือไม่เพคะ” เสียงนางสงบนิ่ง
ขุนนางหลายคนหัวเราะเยาะ
“เจ้าจะตรวจอะไร เจ้าคือผู้ต้องสงสัย!”
แต่ฮ่องเต้กลับยกมือ
