ผู้อื่นมีสิทธิ์โกรธองค์ฮ่องเต้ด้วยเช่นนั้นรึ?
ชางฉีเดินตามหลังอ๋องน้อยเฉินลู่ไปด้วยใจที่เหม่อลอย ดูเอาเถอะเดินทางมาถึงวันแรกนางก็เจอคนใจร้ายใช้คำพูดทำร้ายจิตใจเข้าเสียแล้ว
'อีกทั้งเขายังบอกว่าจะเข้าเรียนที่สถานศึกษาของพี่เฉียนด้วยเช่นนั้นหรือ?' ชางฉีขบคิดขึ้นมาในใจพร้อมทั้งสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆหวังเรียกความเข้มแข็งและความเชื่อมั่นของตนกลับคืนมา
"แม่นางชางฉี แม่นางชางฉี" อ๋องน้อยเฉินลู่พูดพลางดึงตัวของชางฉีที่ยังคงเดินหน้าต่อไปด้วยอาการเหม่อลอยให้หยุดเดินเสียที
"ถึงเรือนจวี๋ฮวาแล้วนะ ส่วนเรือนอิงฮวาอยู่ถัดไปทางฝั่งโน้นราวหนึ่งลี้"
อ๋องน้อยเฉินลู่พูดพลางผายมือไปยังทิศตะวันตกที่มีต้นไม้ขึ้นเขียวชะอุ่มและมีดอกไม้นาๆพรรณปลูกอยู่
"ขอบคุณมากขอรับที่ช่วยนำทาง" ติงเกอและเหอจิ้งกล่าวคำขอบคุณพร้อมทั้งค้อมกายลงคำนับขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกัน ก่อนจะเดินมุ่งหน้าแยกไปทางเรือนอิงฮวาที่อ๋องน้อยเฉินลู่ชี้บอก
"เอ่อ คือ" ชางฉีขยับกายไปมาด้วยความอึดอัดที่อ๋องน้อยเฉินลู่ยังคงยืนโอบอยู่ทางด้านหลังและจับต้นแขนเล็กของนางเอาไว้มั่นเช่นนี้
"ข้าต้องขออภัยแม่นางชางฉีด้วยนะ" อ๋องน้อยเฉินลู่กล่าวขึ้นด้วยความเสียดายพร้อมทั้งรีบปล่อยมือของตนออกและถอยห่างออกจากข้างกายของชางฉีได้ราวสองศอก
"ข้าชางฉีขอขอบใจท่านมาก ทั่วทั้งแคว้นซ่งนอกจากพี่เฉียนแล้วก็ยังมีท่านอีกคนที่ให้ความช่วยเหลือข้า" ชางฉีพูดพลางค้อมกายลงคำนับ
อ๋องน้อยเฉินลู่อีกครั้ง
"แม่นางชางฉีกล่าวหนักเกินไปแล้ว ตัวข้าเองก็เดินทางมาจากต่างถิ่น นับได้ว่าเป็นเพียงผู้อาศัยคนหนึ่งในจวนของอาเฉียนเช่นเดียวกัน
แม้เพียงสักน้อยนิดที่แม่นางชางฉีมองว่าข้ามีความเป็นมิตร ข้าก็รู้สึกดีใจอย่างหาที่สุดมิได้แล้ว"
คำพูดอ้อนอ้อนที่แสดงถึงความจริงใจอันขัดกับรูปลักษณ์ใหญ่โตประดุจดั่งยักษ์ปักหลั่นและหน้าตาคมเข้มคมคายนั่นแล้ว ทำเอาชางฉีถึงกับหลุดกิริยาหัวเราะคิกคักขึ้นมาเล็กน้อยด้วยความตื้นตันใจและพูดต่อไปว่า
"ยินดีที่ได้รู้จักนะเจ้าคะท่านเฉินลู่แห่งหนานจิง"
"หากไม่รังเกียจจะเรียกข้าว่าพี่ลู่ก็ได้นะ" หลังกล่าวจบคนร่างใหญ่โตตรงหน้าก็พลันมีใบหน้าซับสีขึ้นมาเล็กน้อยด้วยความเขินอาย
ชางฉีได้ยินดังนั้นจึงเม้มริมฝีปากตนเองเป็นเส้นตรงกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้อย่างเต็มความสามารถพยักหน้าขึ้นลงเร็วๆ และเอ่ยขึ้นมาน้ำเสียงหนักแน่นว่า "ข้าต้องขอขอบคุณพี่ลู่ด้วยนะเจ้าคะ"
ทางด้านของชางฉีและเฉินลู่สถานการณ์นั้นดูผ่อนคลายเป็นอย่างมาก ด้วยความที่ทั้งสองคนเป็นคนต่างถิ่นเช่นเดียวกันจึงรู้สึกว่าพูดคุยกันได้ถูกคอมากเป็นพิเศษ
เสี่ยวจูเองก็รู้งานของสาวใช้ข้างกายเป็นอย่างยิ่งถึงกับนำขนมหวานขึ้นชื่อของเมืองลั่วหลางที่ชางฉีทำขึ้นเองและนำติดตัวมาด้วยจัดใส่จางวางเรียงให้สวยงามนำมามอบให้กับเฉินลู่และชางฉีที่เปลี่ยนจากการยืนคุยกันมาเป็นนั่งคุยกันยังโต๊ะไม้หน้าเรือนจวี๋ฮวาแล้วในตอนนี้
แต่ในทางกลับกันทางด้านขององค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงเองกลับมีความตึงเครียดเกิดขึ้นเป็นอย่างมาก พระองค์ทรงตรัสถามถึงประวัติความเป็นมาของชางฉีโดยละเอียดจากเหวินเฉียน ก่อนจะสะบัดชายชุดคลุมจากไปด้วยความหงุดหงิดเต็มหัวใจ
ณ ตำหนักสุขภิรมย์ ตำหนักที่ประทับส่วนตนขององค์ฮ่องเต้
ผิงกงกงถูกตามตัวให้มาเข้าเฝ้าโดยเร่งด่วน เมื่อมาหยุดยืนนิ่งหลังกล่าวคำถวายพระพรเสร็จแล้ว ผิงกงกงก็แทบจะเป็นลมล้มจับลงไปกับพื้นเมื่อพบเจอเข้ากับคำถามแรกที่ว่า
"อาการมีหยดน้ำตาซึมอยู่ปรายหางตาของผู้หญิงหลังข้าพูดจบคืออะไร?"
ผิงกงกงอยากจะถามออกไปใจแทบขาดว่า แล้วองค์ฮ่องเต้ทรงตรัสคำใดออกไปบ้างเช่นนั้นหรือ แต่ด้วยสังเกตพบสีพระพักตร์อันบึ้งตึงและบูดจัดนั่นแล้วจึงได้แต่กลืนคำถามนั้นลงคอไปเสีย และตอบอ้อมแอ้มขึ้นมาเสียงเบาว่า
"โกรธพ่ะย่ะค่ะ น้อยใจพ่ะย่ะค่ะ"
"บังอาจ!!"
เสียงบริภาษอันดังก้องและเสียงฝ่าพระหัตถ์ที่กระแทกลงบนโต๊ะทรงพระอักษรเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ทำเอาผิงกงกงถึงกับขาอ่อนแรงลงไปทั้งสองข้าง ทรุดนั่งก้มศีรษะลงต่ำจนหน้าผากกระแทกลงกับพื้นพระตำหนักด้วยความหวาดกลัวจับใจ
"ขอพระราชทานอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมสมควรตาย
กระหม่อมสมควรตาย ฝ่าบาททรงมีพระเมตตาด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
ผิงกงกงเอ่ยขอความเมตตาปากคอสั่น
‘โอ้ สวรรค์!! ฝ่าบาททรงไปเสวยรังแตนจาก ณ ที่ใดมา เหตุใดถึงได้มีอารมณ์ขุ่นมัวได้มากขนาดนี้’
ผิงกงกงร้องไห้คร่ำครวญขึ้นมาในใจ
"ผู้อื่นมีสิทธิ์ที่จะโกรธองค์ฮ่องเต้ โอรสสวรรค์ด้วยเช่นนั้นรึ?"
ฮ่องเต้จูอี้เหลียงเอ่ยถามขึ้นน้ำเสียงเยือกเย็นจับขั้วหัวใจคนฟัง
ยิ่งนัก
"ไม่มีสิทธิ์พ่ะย่ะค่ะ ไม่มี" ผิงกงกงเอ่ยขึ้นเป็นปี่เป็นขลุ่ย
"หากแม้นว่ามีเล่า?" องค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงถามกลับ
"ผู้นั้นมีโทษต้องประหารพ่ะย่ะค่ะ จำต้องสั่งลงโทษประหารบุคคล
ผู้ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงนั่นโดยทันทีพ่ะย่ะค่ะ"
หลังกล่าวจบผิงกงกงก็เงยหน้าขึ้นมานั่งตัวตรงทอดสายตาลงมองพื้นต่อ
"ประหารไม่ได้ ข้าชอบนาง!" คำพูดที่กลั่นออกมาจากใจโดยมิได้อาศัยความยั้งคิดมาเป็นตัวหยุดยั้งเอาไว้ ทำให้ผิงกงกงขันทีอาวุโสที่ถวายงานรับใช้ใกล้ชิดองค์ฮ่องเจ้จูอี้เหลียงตั้งแต่พระองค์ยังทรงพระเยาว์เป็นลมล้มพับไปในทันที
"เด็กๆ มีใครอยู่ข้างนอกบ้าง มานำตัวขันทีแก่ผู้ไร้ประโยชน์คนนี้ออกไปจากตำหนักของข้าบั่ดเดี๋ยวนี้"
หลังฮ่องเต้จูอี้เหลียงกล่าวจบประโยค เหล่าองครักษ์ก็ได้พากันกรูเข้ามานำตัวผิงกงกงไปพักผ่อนต่อยังที่พักของตน
"น้อยใจข้าเช่นนั้นรึ โกรธเคืองข้าเช่นนั้นรึ?" ฮ่องเต้จูอี้เหลียงกล่าววนเวียนซ้ำไปซ้ำมากับตนเองอยู่นับสิบรอบ จึงตัดสินใจมุ่งหน้าออกไปพบกับแม่นมอี้หลันที่ตนให้ความไว้วางใจในระดับหนึ่งเพื่อสอบถามในสิ่งที่ตนสงสัยในทันที
ตำหนักไม้หลังเล็กในเขตพระราชฐานชั้นในที่ประดับไปด้วย
ดอกกล้วยไม้เต็มตำหนัก แม่นมอี้หลันผู้ที่องค์ฮ่องเต้ทรงเสด็จมาหากำลังป้อนผลไม้ให้กับนกแก้วสีสวยสดอยู่ด้วยความรื่นเริงเบิกบานใจ
ครั้นพอได้ยินนางกำนัลเข้ามารายงานว่าองค์ฮ่องเต้ทรงเสด็จมาพบกับตน และขณะนี้ทรงประทับรออยู่ที่ศาลาไม้กลางสวนแล้ว จึงรีบเดินเข้าไปหาพระองค์โดยเร็ว และคุกเข่ากล่าวคำถวายพระพรตามธรรมเนียมของวังหลวงว่า
"ถวายพระพรฝ่าบาทขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆปีเพคะ"
"ลุกขึ้นได้ ไม่ต้องมากพิธี"
องค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงตรัสพลางผายมือขึ้น
"ขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ"
แม่นมอี้หลันพูดพลางค่อยๆลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ
"เชิญนั่ง" องค์ฮ่องเต้ตรัสด้วยสุรเสียงเรียบง่าย
หลังนั่งลงบนเก้าอี้เรียบร้อยแล้ว องค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงก็เปิดปากเจรจาเอ่ยถามขึ้นอย่างตรงไปตรงมาว่า
"หากผู้หญิงโกรธและน้อยใจในคำพูดของเรา หลังจากนั้นเราจะทำเช่นไรต่อไปดี?"
"หากเขางอน เขาโกรธ เขาน้อยใจ เราก็ต้องเป็นฝ่ายไปง้อสิ
เพคะฝ่าบาท" แม่นมอี้หลันเอ่ยขึ้นยิ้มๆดวงตาทอประกายความอบอุ่นอ่อนโยนออกมาราวกับคนที่ผ่านโลกมามาก จึงมองเหตุการณ์ตรงหน้าได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
"แล้วการกระทำเช่นไรถึงจะเรียกได้ว่าเป็นการง้อเล่า?"
น้ำเสียงอ้อมแอ้มที่เบาราวกับเสียงกระซิบนั่นทำเอาแม่นมอี้หลัน
ที่กำลังยกถ้วยชาขึ้นมาจิบหยุดชะงักไปในทันที
"กล่าวคำขอโทษด้วยความจริงใจ มอบสิ่งของแทนใจให้แทนความสำนึกผิดเพคะ"
หลังแม่นมอี้หลันกล่าวจบ ฮ่องเต้จูอี้เหลียงจึงลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเอ่ยคำขอบใจออกมาคำหนึ่ง พร้อมทั้งใช้วิชาตัวเบาเร้นกายจากไปด้วยความว่องไวประดุจสายฟ้าฟาด
