บทที่4 รองเสนาบดีกรมพิธีการอวี้จิ้ง
ห้องทั้งห้องเงียบงัน เย็นยะเยือกราวกับอากาศรอบตัวกลายเป็นน้ำแข็ง
อวี้หลันระบายยิ้มบางที่มุมปาก แต่ดวงตาของนางกลับเย็นเยียบ
"เช่นนั้นก็เท่ากับว่า...มีคนไม่อยากให้ข้ามีชีวิตอยู่สินะ"
หมอตู้ได้ยินเช่นนั้นจึงรีบเอ่ยบอกอีกฝ่ายด้วยท่าทีมั่นใจ
"คุณหนูอย่าได้กังวล ข้าสามารถรักษาท่านได้"
อวี้หลันหันไปสบตากับหมอชราตรงหน้า ราวกับกำลังค้นหาถึงเจตนาแอบแฝงของอีกฝ่าย แต่กลับพบว่าภายในดวงตาฝ้าฟางคู่นั้นมีร่องรอยของความเวทนาสงสาร ความสัตย์ซื่อและคุณธรรมของคนเป็นหมอที่มากล้นเท่านั้น นับว่าคนเช่นนี้หาได้ยากยิ่ง นางจึงพยักหน้ารับเอ่ยกับอีกฝ่ายด้วยความจริงใจ
"ขอบคุณท่านมาก บุญคุณครั้งนี้ ข้าต้องตอบแทนท่านแน่"
ยังไม่ทันที่ท่านหมอตู้จะได้เอ่ยสิ่งใดออกมา เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นหน้าประตู บานประตูไม้ถูกเลื่อนออกพร้อมกับร่างของผู้มาใหม่ก้าวเข้ามาภายในห้อง
"หลันเอ๋อร์ เจ้าฟื้นแล้ว"
อวี้หลันที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง เหลือบสายตาขึ้นมองผู้ที่พึ่งจะก้าวเข้ามา แววตาของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความยินดีจนปิดไม่มิด ความทรงจำสายหนึ่งและเรื่องราวของคนผู้นี้พลันแล่นวูบเข้ามาในหัว
ผู้ที่มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้านางคือบุรุษในชุดขุนนางเต็มยศ ผิวขาวซีดเล็กน้อยแต่ยังคงแฝงความทรงอำนาจไว้เต็มเปี่ยม หน้าตาคมเข้ม ดวงตาเรียวยาวนั้นเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม เขาคือรองเสนาบดีกรมพิธีการ อวี้จิ้ง
บิดาของเจ้าของร่างนี้
อวี้หลันนิ่งเงียบ ดวงตาของนางแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย มีประกายบางอย่างวาบผ่าน ไม่ใช่ความอบอุ่นแบบที่เด็กสาวคนหนึ่งควรมีเมื่อเห็นบิดา หากแต่เป็นแววตานิ่งสงบของใครคนหนึ่งที่เพิ่งฟื้นจากความตาย และเริ่มมองทุกอย่างด้วยดวงตาคู่ใหม่
คนผู้นี้ในฐานะบิดาใช่ว่าจะไม่ดี สิ่งใดที่ควรมอบให้ในฐานะบุตรสาวภรรยาเอกเขาไม่เคยละเลย แต่จะว่าดีก็พูดได้ไม่เต็มปาก
แต่หากมองในฐานะคนผู้หนึ่ง จะบอกว่าเขาเลวร้าย นั่นก็ไม่ถึงกับใช่ แต่จะบอกว่าเป็นคนดีก็ดูจะพูดไม่ได้อีกเช่นกัน
อวี้หลันอยากจะยกมือขึ้นกุมขมับ เหตุใดผู้คนที่นี่ถึงได้มีจิตใจที่ซับซ้อนนัก จะเลวก็ไม่เลวให้มันสุดๆ ไปเลย
หญิงสาวระบายลมหายใจออกมาช้าๆ คิดไม่ตก ก่อนที่เรื่องราวมากมายของอีกฝ่ายและเส้นทางชีวิตจะปรากฏขึ้นมาในหัวอย่างน่าอัศจรรย์ ราวกับกำลังอ่านชีวประวัติ
อวี้จิ้งผู้นี้ เดิมทีเป็นบุตรชายคนโตของตระกูลพ่อค้าเล็กๆ แต่เพราะเป็นคนมีความทะเยอทะยานและมีความสามารถ จึงพยายามร่ำเรียน ดิ้นรนจนสามารถสอบได้เป็น "จิ้นสือ" ลำดับที่ 5 ของแผ่นดินแคว้นเป่ย และได้รับพระราชโองการแต่งตั้งเป็น จู่ซื่อ เจ้าหน้าที่ฝ่ายพิธี ซึ่งเป็นตำแหน่งเริ่มต้นสำหรับจิ้นสือทั่วไป
แต่โลกแห่งความจริง และเป็นสัจธรรมของชีวิต ความสามารถเพียงอย่างเดียวไม่พอจะเปิดประตูแห่งอำนาจ
บางครั้ง ผู้มีฝีมือก็ถูกเหยียบย่ำอย่างไร้ค่า เพียงเพราะไม่มี "อำนาจ" คอยหนุนหลัง
เขาย่ำอยู่กับที่ ในขณะที่ผู้อื่นที่มีอำนาจตระกูลหนุนหลัง ต่างพากันเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง แม้ว่าจะพยายามมากแค่ไหน ยอมถูกโขกสับ เอารัดเอาเปรียบ อดทนกับคำพูดดูถูกเหยียดหยามอย่างไร ก็ยังคงเป็นได้แค่จู่ซื่ออยู่ดี
อวี้จิ้งอาจเคยเป็นคนดี ในวันที่ยังเชื่อว่าโลกนี้ยุติธรรม แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป เขาก็เรียนรู้ว่า "คนดี" ไม่อาจมีที่ยืนในสนามแห่งอำนาจ หากไร้เขี้ยวเล็บไว้ต่อกร
และเมื่อเขามีวาสนาได้พบกับ ไป๋ซูเหยา บุตรีของตระกูลไป๋ หนึ่งในตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่มีอิทธิพลในเมืองหลวง
อวี้จิ้งจึงไม่ลังเลที่จะแลกบางอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ แม้จะต้องใช้เล่ห์กล หลอกลวง บีบบังคับ หรือแม้แต่เหยียบย่ำใครบางคนให้จมหายไปกับความเงียบ เขาก็ทำได้โดยไม่สะทกสะท้าน เขาสามารถทำได้ทุกอย่าง หากมันนำไปสู่การขยับตำแหน่งแห่งอำนาจ แม้จะต้องแลกมาด้วยเกียรติยศ ศักดิ์ศรี หรือแม้แต่เลือดเนื้อของใครก็ตาม
ในโลกของเขาเริ่มไม่มีคำว่าผิดหรือถูก มีเพียงสิ่งที่เรียกว่า "อำนาจ" กับ "ผลประโยชน์" เท่านั้น คุณธรรม ความเมตตา หรือความถูกต้องเป็นเพียงเครื่องมือที่หยิบมาใช้เมื่อต้องการสร้างภาพ มิใช่สิ่งที่เขายึดถือโดยแท้จริง
แผนการวีรบุรุษช่วยสาวงามจึงเกิดขึ้น
และเขาก็ทำได้สำเร็จ สามารถโน้มกิ่งดอกฟ้าลงมาเคียงกาย
เดิมทีไป๋ซูเหยาเป็นสตรีที่เลื่องลือทั้งรูปโฉม ปัญญา และกิริยา เป็นไข่มุกเม็ดงามในวงศ์ตระกูล ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับการขนานนามว่า "บุปผาแห่งเมืองหลวง" แต่กลับผูกสัมพันธ์กับอวี้จิ้งที่ตอนนั้นยังเป็นเพียงจู่ซื่อ เจ้าหน้าที่เล็กๆ ในกรมพิธีการ แม้ทางตระกูลจะไม่เห็นด้วยแต่นางกลับดึงดันที่จะแต่งให้เขา
ต่อมาเมื่อได้แต่งงานกับไป๋ซูเหยา ภายใต้การผลักดันของตระกูลภรรยา และด้วยความรู้ความสามารถ ความขยันและชาญฉลาดในงานเอกสารราชพิธี ไม่นานหลังจากนั้น อวี้จิ้งก็ไต่เต้าจากจู่ซื่อขึ้นมาเป็น หยวนไว่หลาง ผู้ช่วยหัวหน้า และในปีเดียวกันก็ขึ้นเป็นหลางจง ดูแลฝ่ายจัดพิธีถวายพระพร และในปีต่อมาก็ได้รับโปรดเกล้าขึ้นเป็น ซื่อหลาง รองเสนาบดีกรมพิธีการ
แต่เหมือนชะตาเล่นตลก แต่งงานกันมาเป็นเวลากว่าสามปี ไป๋ซูเหยาผู้เป็นภรรยากลับไร้วี่แววว่าจะตั้งครรภ์ และดูเหมือนตำแหน่งของเขาก็จะหยุดนิ่งอยู่เพียงแค่ตำแหน่งรองเสนาบดี ภายในราชสำนักคล้ายจะมีคลื่นลมบางอย่างก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ เหล่าตระกูลมีอำนาจในเมืองหลวงราวกับจะจำศีล เก็บงำเขี้ยวเล็บไร้การเคลื่อนไหว
แต่คนทะเยอทะยานแบบอวี้จิ้งไหนเลยจะยอมหยุดอยู่แค่ตำแหน่งรองเสนาบดี เขามีความปรารถนาที่ไกลกว่านั้น อีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้น ตำแหน่งอัครเสนาบดี อยู่ใกล้แค่เอื้อม
ด้วยสติปัญญา สายตาอันเฉียบแหลม และมองการณ์ไกล นั่นจึงเป็นสาเหตุให้เขาแต่ง ฮูหยินรอง เข้าจวน
