บทที่ 4 อาหารมื้อแรก
หลินตงหยาง จัดการกับไก่ป่าที่บังเอิญตกตายมาด้วยความตกใจ เขาตั้งใจตุ๋นน้ำแกงไก่ป่ากับเห็ดหยางตู่ รวมถึงทำไข่ตุ๋นให้น้องสาวด้วย เพราะที่บ้านไม่มีข้าวสารเหลือแล้ว เด็กชายทำได้เพียงเอาเผือกมานึ่งให้สุกเท่านั้น กลิ่นหอมของอาหารโชยออกมาจากห้องครัว ทำให้บ้านที่แสนซอมซ่อจะพังแหล่มิพังแหล่ อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของอาหาร เพราะไม่มีอาหาร ตกถึงท้องมาสามวันแล้ว พอได้กลิ่นของอาหารทำให้ท้องสองแม่ลูกที่รออยู่ในห้องโถง แข่งกันส่งเสียงดัง
ใช้เวลาครึ่งชั่วยามอาหารทุกอย่างก็พร้อมกิน หลินตงหยางเดินออกไปเรียกท่านแม่และน้องสาวให้เข้ามากินข้าวในห้องครัว หลินเหมยหลิง ที่ได้ยินเสียงพี่ชายเรียกให้กินข้าว ก็กระโดดลงจากเก้าอี้ วิ่งตัวปลิวจนลืมความเจ็บปวดจากการถูกนางฉีกุ้ยเถียนทุบตี หลินเหมยเจียงเองก็รีบเดินไป ที่ห้องครัวด้วยความรวดเร็วเช่นเดียวกัน
“พี่ใหญ่ หอมมากเลย ท่านทำอันใดกินหรือเจ้าคะ”
“พี่ทำไข่ตุ๋นให้เจ้า มีน้ำแกงไก่ตุ๋นเห็ดหยางตู่ ยังมีเผือกนึ่งอีกอย่าง รีบมากินได้แล้ว ท่านแม่เร็วเข้าเถอะขอรับ น้องสาวน้ำลายยืดจนจะลงชามแกงแล้ว”
“พี่ใหญ่ พูดเกินไปแล้วนะเจ้าคะ ข้าไม่ได้น้ำลายไหลเสียหน่อย”
“ตงหยางนี่ลูกไปในป่าลึกมาหรือ มันอันตรายมากนะ” หลินเหมยเจียงพูดออกมาด้วยความกังวล
“ท่านแม่ ไม่มีอะไรขอรับ ไม่ใช่ว่าตอนนี้ข้าสบายดีหรอกหรือท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะบ้านเราไม่มีอาหารแล้วทำให้ข้าเดินเข้าไปในป่าลึกมากกว่าทุกวัน โชคดีที่พบรังไก่ป่าเข้า อย่างน้อย ๆ ยังมีอาหารให้พวกเราได้กินลงท้อง ท่านแม่เองก็ต้องกินให้มาก จะได้หายป่วยเร็ว ๆ น้องสาวเอง ก็เช่นกัน มากินข้าวเถอะขอรับ วันนี้ข้าโชคดีได้เผือกมาหัวใหญ่มาก ท่านแม่ลองชิมดู ว่าอร่อยหรือไม่ ตอนนี้พวกเราเพียงแค่ต้องกินให้อิ่มท้องก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลังนะขอรับท่านแม่”
“แม่รู้ ขอบใจเจ้ามากนะลูก”
อาหารมื้อแรกผ่านไปอย่างรวดเร็วหลังจากที่เก็บล้างทำความสะอาดถ้วยชามแล้ว หลินตงหยางก็ต้มน้ำให้ท่านแม่และน้องสาวได้อาบ ระหว่างนั้นตัวเขาเองก็ออกไปทำความสะอาดเห็ดหยางตู่ที่เหลือ และตากผึ่งลมเอาไว้ พรุ่งนี้ถึงจะนำออกตากแดด
ทางด้านนางฉีกุ้ยเถียนที่วิ่งกลับบ้านไปด้วยความขุ่นเคืองใจเพราะไม่สามารถทำร้ายหลินตงหยางได้อย่างที่เคยเป็น นางไม่เข้าใจว่าเจ้าเด็กเหลือขอนี่โดนวิญญาณร้ายสิงสู่หรือว่าเป็นเพราะเกิดฮึดสู้กันแน่ ที่สำคัญนางมองว่าหลินตงหยางเหมือนจะแปลกไปจากเดิม
“ท่านย่า ท่านย่าจัดการกับหลินตงหยางและแม่ของมันแล้วใช่ไหมเจ้าคะ” ซ่งซิ่วซิ่ว
“พอได้แล้ว มีอะไรไปทำก็ไปทำ ต่อไปนี้พวกเจ้าก็ระวังตัวเอาไว้ ไม่รู้ว่าเจ้าหลินตงหยางนั่นโดนผีร้ายเข้าสิงหรือเยี่ยงไร รออาสี่ของพวกเจ้ามา ค่อยให้ไปจัดการ”
“ท่านย่าขอรับ เหตุใดไม่ต่างคนต่างอยู่ ท่านเองก็ขับไล่พวกเขา สามแม่ลูกออกจากตระกูลแล้ว อาสี่ก็หย่ากับแม่ของตงหยางแล้ว ที่สำคัญท่านย่ายังได้ลบพวกเขาออกจากผังตระกูลอีกด้วย ท่านจะไม่เหลือทางรอดให้พวกเขาสามแม่ลูกเลยหรือขอรับ ดีร้ายยังไง ตงหยางกับน้องสาวก็มีเลือดของอาสี่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายครึ่งหนึ่ง เลิกแล้วต่อกันเถอะขอรับ” ซ่งลี่ฉุน
“ซ่งลี่ฉุน เจ้าหลานนอกคอก ใครให้เจ้ามายุ่งเรื่องนี้กัน กลับมาแล้วก็ไปช่วยคนอื่นทำงานอย่าคิดว่าการที่ข้ายอมให้เจ้าไปเรียนที่โรงเรียนส่วนตัวในหมู่บ้านข้าง ๆ แล้ว เจ้าจะไม่ต้องทำงานนะ ตระกูลซ่งของข้าไม่เคยเลี้ยงตัวขี้เกียจสันหลังยาวเอาไว้ให้เปลืองข้าวเปลืองน้ำ” ฉีกุ้ยเถียนมองหลานชายจากบ้านของลูกชายคนที่สามด้วยความไม่พอใจ
เดิมทีนางไม่ค่อยจะพอใจสะใภ้บ้านสามอยู่แล้ว นางทั้งยากจนกว่าสะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รอง ส่วนลูกสามของนางก็เป็นพวกทึ่มทื่อไม่เฉลียวฉลาด แต่เขาก็เป็นแรงงานหลักทำงานในไร่นาด้วย จะบอกว่านางลำเอียงก็ว่าได้ เดิมทีลูกชายคนที่สามไม่เข้าตานางอยู่แล้ว จะถือว่าเป็นลูกชังก็พูดได้ไม่เต็มปากสักเท่าไหร่ ดังนั้นเวลานางเห็นลูก ๆ จากบ้านสามก็มักจะทำให้นางหงุดหงิดไม่น้อย เดิมทีนางตั้งใจไม่ส่งเสียให้ซ่งลี่ฉุนเข้าเรียน แต่สามี ผู้ล่วงลับของนางได้สั่งเสียเอาไว้ก่อนตายว่าให้ส่งหลานชายเรียนบ้านละคน นางจะไม่ทำตามก็ไม่ได้ จึงทำได้แค่กัดฟันให้ซ่งลี่ฉุนไปเรียนที่โรงเรียนส่วนตัวในหมู่บ้านข้าง ๆ นี้แทนไม่ได้ให้เข้าไปเรียนในสถานศึกษาเหมือนลูกบ้านใหญ่และบ้านรอง
ทางด้านหลินตงหยางไม่ได้สนใจว่าบ้านซ่งจะเกิดคลื่นลมอะไร หรือว่านางฉีกุ้ยเถียนกำลังวางแผนร้ายอันใดอยู่ เขาเพียงแค่กำลังคิดหาทางทำเงินและหาอาหารเติมท้องที่หิวโหยเพื่ออยู่รอดแค่นี้ก็เหนื่อยแล้ว พรุ่งนี้เช้าเขาตั้งใจว่าจะขึ้นเขาไปแต่เช้าเผื่อว่าจะได้อาหารกลับมามากกว่าวันนี้ อีกทั้งเขาตั้งใจว่าจะไปเก็บเห็ดหยางตู่เอามาตากแห้งให้ได้มาก ๆ หลังจากนั้นจะลองเอาไปขายในเมืองดู หากขายได้ก็จะสามารถหาเงินเข้าบ้านได้
เช้าวันต่อมาหลินตงหยาง ทำไข่ตุ๋น เผือกนึ่ง และอุ่นน้ำแกงไก่ ที่เหลือของเมื่อวานเอาไว้ให้ท่านแม่และน้องสาว ส่วนตัวเองก็กินเพียงไข่ต้มหนึ่งฟองกับเผือกนึ่ง จากนั้นก็เตรียมของสำหรับขึ้นเขา เพื่อไปหาของป่า ที่ไม่แน่ใจว่าจะได้อะไรกลับมาบ้าง หลังจากเอากระบอกไม้ไผ่ที่ใส่น้ำดื่ม วางลงในตะกร้าสะพายหลัง ตามด้วยมีดตัดฟืน เสียมด้ามเล็ก สุดท้ายก็เป็นเชือกสำหรับมัดฟืน เมื่อเตรียมของครบแล้วก็เดินเข้าไปบอกกล่าวกับท่านแม่ที่ยังหลับไม่ตื่น
ตอนนี้อาการป่วยของนางทุเลาลงบ้างแล้ว อาจจะเป็นเพราะได้กินอาหารจนอิ่มท้อง และได้นอนหลับพักผ่อนเต็มที่โดยที่ไม่ต้องทำงานหนักตลอดวัน หลินตงหยางคิดว่าอีกไม่เกินสองถึงสามวันท่านแม่คงจะหายดี ส่วนตัวเขาเองคงต้องรับหน้าที่หาเลี้ยงครอบครัว ภาระอันหนักอึ้งตกลงบนบ่าของเด็กชายวัยสิบขวบปี โชคดีที่ชาติก่อนเขาไม่ได้เกิดในเมือง การที่เป็นเด็กชนบท ย่อมคุ้นเคยกับท้องไร่ท้องนาและภูเขาเป็นอย่างดี
“ท่านแม่ ท่านแม่ขอรับ”
“ตงหยาง ฟ้ายังมืดอยู่เลย ลูกจะไปไหนกัน”
“ข้าจะขึ้นเขาขอรับ เผื่อจะได้อะไรกลับมาบ้างตอนนี้ที่บ้านของเราไม่มีอาหารเหลือแล้ว ท่านแม่ดีขึ้นบ้างหรือยังขอรับ”
“แม่ดีขึ้นมากแล้วละ ลำบากเจ้าแล้ว”
“ข้าเต็มใจ ข้าสัญญาว่าจะทำให้ครอบครัวของเราได้อยู่ดีกินดี ข้าทำอาหารเอาไว้ในครัว ท่านแม่กับน้องสาวกินได้เลยนะขอรับ อ้อ รบกวนท่านแม่เอาเห็ดหยางตู่ที่ข้าผึ่งเอาไว้ ออกตาก ให้ด้วยนะขอรับ”
“ได้สิ เจ้าวางใจแม่จะจัดการให้ เห็ดหยางตู่นั้นไม่ได้พบเห็นกัน ง่าย ๆ เลย นับว่าลูกโชคดีมาก”
“ท่านแม่ ถ้าเช่นนั้น ท่านแม่ตากเอาไว้ในที่ลับตาคนจะดีที่สุดข้ากลัวว่ายายแก่ฉีซื่อจะมารังแกพวกท่านในตอนที่ข้าไม่อยู่”
“แม่รู้ ถ้าหากนางมาอีก แม่ก็จะสู้ ที่ผ่านมาแม่ไม่ดีเอง เป็นเพราะแม่ทำให้พวกเจ้าลำบาก แต่ต่อไปนี้ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน แม่จะไม่ยอมอีกแล้ว”
“เป็นเช่นนั้นก็ดีขอรับ ท่านแม่ยังสาว ยังสวย เอาไว้ข้าจะหาสามีใหม่ให้ท่านแม่ ดีหรือไม่”
“เจ้าลูกคนนี้นี่ พูดจาอันใดเลอะเทอะ มันเป็นไปไม่ได้ที่สตรีที่ถูกสามีหย่าเช่นแม่ จะแต่งงานใหม่ ไม่มีบุรุษคนใดยินดีหรอกนะ อีกอย่าง แม่กลัวว่าเจ้าพี่น้องจะถูกรังแกและถูกทำร้ายอีก ที่ผ่านมาแม่ผิดต่อพวกเจ้า ต่อไปนี้แม่จะไม่ยอมให้เป็นเช่นครั้งก่อนอีกแล้ว”
“ข้าดีใจที่ท่านแม่ปลงได้ ปล่อยวางได้ บุรุษเช่นซ่งเหอซี ไม่มีค่าให้ท่านอาวรณ์หรอกขอรับ เขาไม่เคยคิดว่าข้าและน้องสาวเป็นลูก ต่อจากนี้ไปเขาก็ไม่ใช่บิดาของข้าเช่นกัน”
“แต่มันก็หลีกหนีความจริงที่ว่า เจ้าเป็นลูกของชายชั่วผู้นั้นไม่ได้ ถึงแม้ว่าเขาจะตัดขาดจากพวกเราไปแล้ว”
“ท่านแม่ มันไม่ยากเลยขอรับ เราแค่คิดว่าเขาตายไปแล้วก็พอ เช่นนี้ท่านแม่จะได้ไม่ต้องรู้สึกผิดต่อพวกเราพี่น้องอีก ไม่ว่าเราจะคิดเยี่ยงไร แต่บุรุษเช่นซ่งเหอซี ก็ไม่นับข้ากับน้องสาวเป็นลูกอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นภรรยาใหม่ของเขาเป็นถึงลูกสาวนายอำเภอ นางไม่ส่งคนมากำจัดพวกเรา แม่ลูกก็ถือว่าดีมากแล้วขอรับ ในวันข้างหน้า ข้าจะหาเงินให้ได้เยอะ ๆ แล้วจะพาท่านแม่กับน้องสาวไปอยู่ที่อื่น”
“ขอบใจเจ้ามากนะลูก แม่ดีใจที่มีพวกเจ้าพี่น้อง ถึงแม้ว่าแม่จะไม่เอาไหน แต่ต่อไปนี้แม่สัญญา แม่จะพยายามให้มากกว่านี้ เอาไว้แม่หายดีเมื่อไหร่ แม่จะลองไปรับงานปักที่ร้านผ้ามาทำ อย่างน้อย ๆ ยังพอหาเงินได้เล็กน้อย”
“ขอรับท่านแม่ เช่นนั้นข้าขึ้นเขาก่อนนะขอรับ”
“ระวังตัวด้วยนะลูก อย่าได้เข้าไปในป่าลึกมาก”
“ขอรับท่านแม่”
หลินตงหยางเดินออกจากบ้านมุ่งหน้าขึ้นเขาไปทันที วันนี้เขามี ความตั้งใจที่จะเก็บเห็ดหยางตู่ให้ได้มากที่สุด และไม่รู้ว่าเห็ดหยางตู่ที่เกิดอยู่ในป่านั้นมีมากน้อยแค่ไหน อย่างน้อย ๆ ท่านแม่ก็บอกแล้วว่าเห็ดหยางตู่ เป็นเห็ดที่หายากพอสมควร นั่นย่อมหมายความว่ามันเป็นเห็ดราคาแพง เช่นนั้นก็เก็บให้ได้มากหน่อยจะได้ลองเอาไปขายในเมืองดู เผื่อจะได้เงินซื้อข้าวสารกับแป้ง รวมถึงเรื่องปรุงเครื่องเทศต่าง ๆ เข้าบ้านด้วย
หลังจากที่ตัดสินใจว่าจะเอาเห็ดสดไปขายก่อน หลินตงหยางก็เปลี่ยนจากเดินเป็นวิ่งเข้าป่าลึกไปทันที เพราะต้องการที่จะไปให้ถึงบริเวณที่เขาเก็บเห็ดหยางตู่เมื่อวาน ถ้าหากว่าสามารถเก็บเห็ดได้มาก ๆ จะได้รีบลงเขาและนำเห็ดไปขายในเมืองเสียในวันนี้ ยิ่งคิดว่ากำลังจะมีเงินเพื่อซื้อข้าวสาร ก็ทำให้หลินตงหยาง ฮึกเหิมขึ้นอีก เด็กชายวิ่งด้วยความเร็วแต่กลับไม่รู้สึกเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย
