บทที่ 3 จึ้นเขา หาอาหาร
หลินตงหยางคิดเอาไว้ว่าฉีกุ้ยเถียนจะต้องตามไประรานท่านแม่ กับน้องสาวของเขาเป็นแน่ ด้วยความเร่งรีบเด็กชายวัยสิบขวบที่ไส้ในเป็นชายหนุ่มวัย 27 ปี รีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเพื่อที่จะได้เข้าไปในป่าลึกให้มากกว่านี้ ถึงแม้ว่าแสงแดดจากดวงอาทิตย์จะเริ่มร้อนขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่ทำให้หลินตงหยางถอดใจแม้แต่น้อย หากว่าวันนี้เขาไม่ได้ของที่กินได้กลับไปเกรงว่าท่านแม่และน้องสาวคงจะแย่แน่ ๆ
หลินตงหยางมีความมุ่งมั่นว่าจะต้องแก้แค้นให้ได้ ในใจเขาตอนนี้ อัดแน่นไปด้วยความแค้นที่มีต่อซ่งเหอซีบิดาของร่างนี้และคนตระกูลซ่ง ที่คอยทำร้ายมารดาและน้องสาวของเจ้าของร่าง ด้วยหากว่าจัดการกับพวกผีหิวโหยที่ชั่วร้ายพวกนี้ไม่ได้เกรงว่าเจ้าหนูหลินตงหยางที่ตายไปวิญญาณคงไม่มีทางสงบแน่
“ขอให้เจอของที่กินได้ด้วยเถอะ แร้นแค้นจริง ๆ เลยให้ตายเถอะ ชาติที่แล้วก็ไม่เคยต้องลำบากขนาดนี้ ยังดีนะที่ตอนเป็นเด็กแอบหนีขึ้นไปเล่นบนภูเขาบ่อย ๆ เฮ้อ ตงหยางเอ๊ยตงหยางได้ชีวิตใหม่มันก็ดีอยู่หรอกแต่ทำไมจะต้องมาอยู่ในครอบครัวแบบนี้ด้วย แบบนี้เขาเรียกว่าสวรรค์ กลั่นแกล้งหรือเปล่าเนี่ย ไม่รู้ว่าป่านนี้ จะมีใครรู้หรือยังว่าเราตายแล้ว หรืออาจจะไม่มีใครรู้ ศพคงจะเน่าขึ้นอืดไปแล้ว ยังดีที่เกมพัฒนาเสร็จแล้ว เสียดายเงินในบัญชี คอนโด รถ ชะมัดเลย” หลินตงหยางเดินบ่นขณะเดินเข้าไปในป่าลึก
ในป่าลึกที่ไม่เคยมีชาวบ้านกล้าเข้าไปนอกจากพรานป่า เพราะอาจจะมีสัตว์ป่าดุร้ายออกมาทำร้ายเอาได้ นอกเหนือจากพรานป่าแล้วเห็นจะเป็นพวกชาวบ้านที่รวมกลุ่มกันเข้ามาล่าสัตว์ ส่วนเด็กและผู้หญิงจะหาผักป่า อยู่รอบนอกเท่านั้น หลินตงหยางไม่สนใจว่าจะมีตัวอะไรออกมา ไม่ว่าจะเป็น เสือ หมี หรืออะไรก็ตาม ขอเพียงให้ได้อาหารกลับไปให้แม่และน้องสาวได้กินเพื่อประทังชีวิตก็พอ
หลินตงหยางเดินเข้าป่าลึกมาเรื่อย ๆ ในที่สุดก็เจอเผือกสองต้น ถึงแม้ว่ามันจะต้นใหญ่มาก แต่เขามั่นใจว่ามันคือเผือก ในที่แห่งนี้ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ ขนาดเขาที่ตายแล้วยังได้มาเกิดใหม่เลย นับประสาอะไรกับเผือกที่มันจะมีขนาดใหญ่กว่าที่เคยเห็นจะเป็นไปไม่ได้ เขาลงมือขุดเผือกอย่างว่องไวไม่นานเผือกหัวใหญ่ทั้งสองหัวก็ถูกวางลงใส่ในตะกร้าสะพายหลัง
หลังจากได้เผือกแล้วหลินตงหยางก็เดินเข้าป่าลึกไปอีกครั้ง ยิ่งเดินลึกเข้าไปในป่าแสงแดดยิ่งส่องลงมาไม่ถึงทำให้ป่าดูมืดทึบอึมครึม เป็นอย่างมาก เดินไปได้ไม่นานก็พบเห็ดป่าเกิดขึ้นอยู่เต็มไปหมด ดูเหมือนว่าจะเป็นเห็ดกระเพาะแพะหรือที่เรียกกันว่าเห็ดหยางตู่ ในยุคปัจจุบันที่เขา จากมาเห็ดชนิดนี้มีราคาแพงเป็นอย่างมาก
ไม่รู้ว่าในโลกแห่งนี้เห็ดชนิดนี้จะสามารถขายได้หรือไม่หรือว่ามีคนรู้จักหรือไม่ หลินตงหยางไม่ลังเลใจที่จะเก็บเห็ดหยางตู่เลยสักนิด ในเมื่อพบของที่กินได้แล้วก็ต้องเอากลับไป เสียอย่างเดียวไม่มีไก่ ถ้ามีไก่สักตัวคงได้ต้มน้ำแกงไก่ใส่เห็ดหยางตู่บำรุงร่างกายให้ท่านแม่และน้องสาว หลังจากเก็บเห็ดจนเกือบเต็มตะกร้าแล้ว หลินตงหยางก็หันหลังออกจากป่าลึกไปทันที
เดินออกมาจนถึงป่ารอบนอก เด็กชายมองซ้ายมองขวาหากิ่งไม้แห้งเพื่อนำกลับไปทำฟืน หลินตงหยางเก็บฟืนจนพอใช้ในวันนี้แล้วจากนั้นก็เดินออกจากป่ามุ่งหน้ากลับบ้านทันที เด็กชายกึ่งวิ่งกึ่งเดินออกจากป่าด้วยกลัวว่านางฉีกุ้ยเถียนยายแก่มหาภัยจะไปอาละวาดรังแกท่านแม่และน้องสาว
จึงไม่ได้มองว่าในพุ่มไม้มีไก่ป่ากำลังกกไข่อยู่ ด้วยความเร่งรีบหลินตงหยางสาวเท้าไปด้วยความเร็วไก่ป่าที่กำลังกกไข่อยู่ในรังตกใจ จึงได้บินขึ้นมา จังหวะเดียวกับที่หลินตงหยางเดินไปถึงพอดี ด้วยความตกใจที่อยู่ ๆ ก็มีไก่บินมาตรงหน้า เขาจึงยกมือขึ้นฟาดไปยังตัวไก่ ทำให้ไก่ตกลงมาตายทันที
“เพ้ย ตกใจหมด อ้าวตายแล้วหรือ แต่ว่าข้าแค่ฟาดเบา ๆ เองนะ ทำไมตายล่ะ”
หลินตงหยางไม่เข้าใจ และยิ่งไม่เข้าใจมากขึ้น ความเป็นจริงร่างกายนี้อ่อนแอเป็นอย่างมาก แต่ไม่น่าจะตบไก่ตายด้วยฝ่ามือเดียวได้ หรือว่าไก่อ่อนแอเกินไป เมื่อหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เขาก็ไม่คิดหาคำตอบอีก ดีเสียอีกมีไก่แล้ว หลินตงหยางเห็นว่าเป็นไก่ตัวเมียไม่รู้ว่าจะมีไข่ไก่หรือไม่ เขาจึงได้แหวกพุ่มไม้ดู ก็พบรังไก่ป่าที่มีไข่มากกว่า 10 ฟองอยู่ นับว่าวันนี้โชคดี เป็นอย่างยิ่ง ที่สามารถหาอาหารได้ ในที่สุดก็รอดตายไปได้หนึ่งวัน
หลังจากเก็บไข่ป่าใส่ตะกร้ารวมถึงไก่ป่าด้วย หลินตงหยางก็ยกฟืนขึ้นปิดตะกร้าเอาไว้จากนั้นก็แบกตะกร้าวิ่งกลับบ้านไปด้วยความดีใจ อย่างน้อยวันนี้ก็มีอาหารแล้ว ตราบใดที่ขยันชีวิตย่อมมีหนทางพบแสงสว่าง หลินตงหยางสัญญากับเจ้าของร่างเดิมว่าจะดูแลท่านแม่และน้องสาวของเขาให้ดี ที่สำคัญจะหาสามีใหม่ให้ท่านแม่ที่ดีกว่าไอ้เจ้าซ่งเหอซีนั่นเป็นสิบเท่าร้อยเท่าเลย
หลินตงหยางรีบเร่งที่จะกลับถึงบ้านให้เร็วที่สุดเพราะกลัวว่า นางฉีกุ้ยเถียนจะมาอาละวาดในตอนที่เขาไม่อยู่ และก็เป็นไปตามคาด หลังจากหลินตงหยางกลับมาถึงบ้านยังไม่ทันที่จะได้เข้าบ้าน ก็ได้ยินเสียงน้องสาวร้องไห้ และเสียงท่านแม่อ้อนวอนนางฉีกุ้ยเถียนให้ปล่อย หลินเหมยหลิงและหยุดทุบตีนาง เสียงร้องไห้บวกกับเสียงอ้อนวอนอัน อ่อนแรงทำให้คนฟังรู้สึกปวดใจเป็นที่สุด
“ปล่อยข้านะ อย่าตีข้าเลย ข้าเจ็บ ฮือ ท่านแม่ ช่วยข้าด้วย”
“ข้าจะตีเจ้าให้ตาย เจ้ามันแค่ตัวขาดทุน ของแถมไร้ราคา วันนี้ข้าจะตีพวกเจ้าให้ตาย เศษสวะเช่นพวกเจ้าไม่สมควรมีชีวิตอยู่ กล้าดียังไงมารังแกหลานของข้า สารเลวตงหยางมันอยู่ที่ไหน เรียกมันออกมาเดี๋ยวนี้”
“ปล่อยลูกข้านะ” หลินเหมยเจียงเอาตัวเข้าไปบังท่อนไม้ที่กำลังจะตกลงมาบนตัวของลูกสาว
ฉีกุ้ยเถียนเห็นว่าอดีตลูกสะใภ้เอาตัวเข้ามาบังก็ยิ่งฟาดแรงยิ่งกว่าเดิม หลินตงหยางที่เอาตะกร้าไปซ่อนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว วิ่งเข้ามาด้วยความเร็ว เขากระโดดถีบนางฉีกุ้ยเถียนจนนางล้มลงไป จากนั้นเด็กชายก็ลาก นางฉีกุ้ยเถียนออกจากแม่และน้องสาว
“ไอ้เด็กสมควรตาย แกกล้าทำร้ายข้าที่เป็นผู้อาวุโสหรือ แกกล้า ทำร้ายย่าของแกหรือ”
“หยุด ใครเป็นหลานของแก ข้าไม่มีย่าที่น่ารังเกียจแบบเจ้า เจ้าด่าน้องสาวของข้าว่าเป็นของแถม เป็นตัวขาดทุน แล้วเจ้าล่ะยายแก่ไม่ใช่ของแถมไม่ใช่ตัวขาดทุนเช่นกันรึ แกมันเป็นหญิงแก่ที่น่ารังเกียจ กล้าดียังไงมาทุบตีน้องสาวกับท่านแม่ของข้า อย่าลืมว่าที่นี่บ้านสกุลหลิน และข้าแซ่หลินไม่ได้แซ่ซ่ง”
“เจ้า ไอ้เด็ก...” ยังไม่ทันที่ฉีกุ้ยเถียนจะได้เอ่ยปากด่า หลินตงหยางก็พูดขึ้นมาก่อน
“หยุด เจ้าไม่ต้องมาด่าข้าว่าข้ามันไอ้เด็กเดรัจฉาน ข้าว่าพวกเจ้า นั่นแหละ เดรัจฉาน สินเดิมของแม่ข้า เจ้าก็ยึดเอาไป ไหนจะต้องขายไปส่งเสียให้ลูกเดรัจฉานของเจ้าได้ร่ำเรียนอีก หากจะมีใครเดรัจฉาน มันก็คือพวกเจ้าตระกูลซ่ง หาใช่มารดาของข้าไม่ ออกไปจากบ้านของข้า และอย่าได้มาที่นี่อีก หากใครมันกล้ามาข้าจะตีขาของมันให้หัก หากใครมันกล้ารังแกท่านแม่กับน้องสาวของข้า ข้าจะเอาคืนให้สาสม ข้าหลินตงหยางสาบานเอาไว้ตรงนี้เลย”
นางฉีกุ้ยเถียนรู้สึกตกใจไม่น้อยในอดีตหลินตงหยางเป็นเด็กที่ขี้ขลาด ขี้กลัวและไม่มีปากเสียงแล้ววันนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือว่าจะถูกนางทุบตีจนสมองกลับไปแล้ว
“ยังไม่ไปอีก รอให้ข้าไปส่งเรอะ ออกไปได้แล้ว”
“โครม” หลินตงหยางโยนท่อนไม้ในมือใส่ฉีกุ้ยเถียน
“ว้าย ฆ่าคนแล้ว” นางฉีกุ้ยเถียนรู้สึกตกใจมาก หรือว่าหลินตงหยางจะถูกวิญญาณร้ายเข้าสิง
หลินเหมยเจียงนั่งมองอดีตแม่สามีวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนออกจากบ้านไป นางได้แต่ถอนหายใจและอดจะโทษตัวเองไม่ได้ หากนางเข้มแข็งมากกว่านี้ ลูก ๆ คงไม่ต้องลำบากขนาดนี้ นางมองดูลูกชายที่เดินเข้ามาช่วยพยุงนาง ให้ลุกขึ้น รู้สึกว่าลูกชายของนางในวันนี้ค่อนข้างต่างไปจากเดิมมาก
“ท่านแม่ น้องสาว ลุกไหวหรือไม่ น้องสาวยายแก่นั่นตีเจ้ากี่ไม้ วันหลังพี่ใหญ่จะเอาคืนให้เจ้า”
“ตงหยางแม่ขอโทษนะ แม่ไม่ดีเอง แม่อ่อนแอ แม่ไม่สามารถปกป้องเจ้ากับน้องได้ แม่ขอโทษพวกเจ้า”
“ท่านแม่อย่าได้กล่าวเช่นนั้น ท่านทำดีที่สุดแล้ว ท่านไม่ผิด แต่ผิดที่คนพวกนั้นไม่ใช่คน อย่าคิดมากเลยขอรับ น้องสาวเจ็บมากหรือไม่”
“เจ็บมากเจ้าค่ะ พี่ใหญ่”
“เช่นนั้น ท่านแม่ข้าจะพาท่านกับน้องสาวเข้าบ้านก่อน ต่อไปไม่ต้องเปิดประตูออกมา คนพาลสันดานหยาบพวกนี้ ควรอยู่ให้ห่างขอรับ”
“ขอบใจมากนะ ตงหยาง”
“เป็นเรื่องที่ข้าสมควรทำขอรับ ต่อไปนี้ข้าจะไม่ทำตัวอ่อนแอและ ขี้ขลาดเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว หลินตงหยางคนนั้นได้ตายไปแล้ว ต่อจากนี้ข้าจะเป็นคนใหม่ ท่านแม่วางใจได้ ข้าจะดูแลท่านแม่และน้องสาวเอง”
“ข้าเชื่อพี่ใหญ่ แต่ข้าหิวจังเลย”
“เดี๋ยวพี่ใหญ่จะทำของอร่อยให้เจ้ากินนะ ท่านแม่ ท่านไหวหรือไม่ขอรับ ช่วยทำแผลให้น้องสาวที ข้าจะไปเอาตะกร้าที่ซ่อนเอาไว้ ประเดี๋ยวข้ามา”
“ได้ ไปเถอะ แม่ยังพอไหว ลำบากเจ้าแล้ว”
หลังจากเอาตะกร้ากลับมาและเอาฟืนไปเก็บในห้องเก็บฟืน หลินตงหยางก็รีบทำความสะอาดไก่ นำเห็ดหยางตู่ส่วนหนึ่งไปล้าง พร้อมทั้งเผือกอีกหนึ่งหัว เพราะที่บ้านไม่มีข้าวสารเหลือแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแป้ง หรือธัญพืชไม่มีอะไรเหลือทั้งนั้น ห้องครัวว่างเปล่า มีเหลืออยู่แค่หยิบมือเดียวเท่านั้น หลินตงหยางได้แต่ถอนหายใจ ความยากจนสามารถฆ่าคนตายได้จริง ๆ
“ตงหยางมีอันใดให้แม่ช่วยหรือไม่”
“ท่านแม่ ท่านยังมีไข้อยู่ อีกทั้งเมื่อสักครู่ยังเอาตัวไปรับไม้แทนน้องสาวอีก ท่านพักผ่อนรอกับน้องสาวนะขอรับ เดี๋ยวข้าจะทำอาหารเอง”
“ขอบใจเจ้ามากนะ” หลินเหมยเจียงพูดออกมาทั้งน้ำตา ไม่มีใครรู้ว่านางเจ็บแค้นมากแค่ไหน ต่อไปนี้นางคงต้องเข้มแข็งและลุกขึ้นมาสู้อีกครั้งเพื่อลูกชายลูกสาวของนาง
