ตอนที่ 1 ฝนเป็นใจ
ท่ามกลางมหานครที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบและเสียงอึกทึกครึกโครม รินลดาได้เริ่มต้นบทบาทใหม่ในชีวิตการทำงานของเธอ ณ บริษัทนำเข้าและส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งแห่งหนึ่ง เธอเพิ่งจะก้าวเข้ามาในตำแหน่งเลขานุการได้เพียงเดือนเศษ แต่หน้าที่การงานกลับนำพาเธอให้ใกล้ชิดกับปกรณ์ เจ้านายหนุ่มผู้เปี่ยมด้วยเสน่ห์และอัธยาศัยไมตรีอันอบอุ่น เขามักจะปฏิบัติต่อพนักงานทุกคนด้วยความสุภาพและเป็นกันเอง จนเป็นที่รักและเคารพของทุกคนในบริษัท
ค่ำคืนนั้น เข็มนาฬิกาบนผนังห้องทำงานกำลังเคลื่อนคล้อยสู่เวลา 19:39 น. พร้อมกับเสียงสายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดสาย พนักงานคนอื่นๆ ต่างทยอยเก็บข้าวของและเดินทางกลับบ้านกันไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงรินลดาที่ยังคงจมอยู่กับกองเอกสาร เธอเร่งสะสางงานที่คั่งค้างและเตรียมแผนการประชุมสำหรับวันรุ่งขึ้นอย่างขะมักเขม้น
“ไปก่อนนะหลิน พรุ่งนี้เจอกัน อย่ากลับดึกล่ะ เราเป็นห่วง” เสียงใสของจอย เพื่อนร่วมงานที่สนิทสนมที่สุดดังขึ้น พร้อมกับโบกมือลาจากหน้าประตู รอยยิ้มอบอุ่นของจอยทำให้รินลดารู้สึกผ่อนคลายลงบ้าง
“จ้าจอย แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะ” รินลดาเอ่ยตอบเพื่อนสาวผู้ซึ่งเป็นคนแรกที่อาสาพาเธอทำความรู้จักกับทุกซอกทุกมุมของบริษัท จอยเป็นคนคุยสนุกและเข้ากับคนง่าย ทำให้รินลดารู้สึกสนิทสนมด้วยอย่างรวดเร็ว ทว่าหากจะนับกันตามจริงแล้ว คนแรกที่เธอได้รู้จักในที่ทำงานแห่งนี้ก็คือปกรณ์ เจ้านายของเธอ ผู้ซึ่งเป็นผู้สัมภาษณ์เธอด้วยตัวเองในวันนั้น
เมื่อเห็นว่าแสงไฟในห้องทำงานของเจ้านายยังคงสว่างไสว รินลดาจึงเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจือแววห่วงใย
“บอสยังไม่กลับหรือคะ”
“อ๋อ...ยังครับคุณหลิน ผมมีงานต้องเคลียร์ต่ออีกนิดหน่อย” เขาตอบโดยที่สายตายังคงจับจ้องอยู่กับแฟ้มเอกสารหนาเตอะบนโต๊ะทำงาน ราวกับว่าโลกทั้งใบของเขามีเพียงงานตรงหน้าเท่านั้น
รินลดานึกถึงคำพูดของปกรณ์ที่เคยบอกเธอตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงานว่าไม่ต้องรอเขากลับบ้านพร้อมกัน เพราะเขามักจะทำงานเพลินจนลืมเวลาอยู่เสมอ เธอจึงตัดสินใจเอ่ยลาด้วยความเกรงใจ
“งั้นหลินกลับก่อนนะคะบอส”
“ได้เลยครับ” เขาเงยหน้าขึ้นมาสบตาเธอ แววตาของเขาฉายแววอ่อนโยน เป็นเชิงอนุญาตให้เธอไปได้
ทว่าทันทีที่ก้าวเท้าออกจากอาคาร สายฝนที่เคยโปรยปรายกลับโหมกระหน่ำลงมาอย่างหนักหน่วงราวกับฟ้ารั่ว รินลดายืนรอรถเมล์ที่ป้ายประจำ ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวที่เธอใช้กลับบ้าน ท่ามกลางสายฝนที่สาดซัดจนเสื้อผ้าอาภรณ์เปียกปอนแนบเนื้อไปหมด
จากหน้าต่างห้องทำงาน ปกรณ์แอบมองร่างบอบบางของเลขาสาวที่ยืนเปียกฝนอยู่เพียงลำพัง ความรู้สึกห่วงใยแล่นปราดเข้ามาในหัวใจอย่างรวดเร็ว เขามองเห็นเธอเช่นนี้มาตั้งแต่วันแรกที่เธอเข้ามาทำงาน ความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงันภายในใจเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเห็นว่าเธอยืนรออยู่ตรงนั้นนานแล้ว และสายฝนก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตกง่ายๆ เขาจึงตัดสินใจคว้าร่มคันใหญ่สีน้ำเงินเข้ม แล้วเดินลงมาจากบริษัท ตรงไปยังที่ที่เธอยืนอยู่ด้วยก้าวเดินที่มั่นคง
เมื่อเข้าไปใกล้ ภาพของรินลดาในชุดฟอร์มเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เปียกแนบเนื้อจนเผยให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างกายได้อย่างชัดเจน รวมถึงบราเซียตัวบางที่ซ่อนอยู่ภายใน ทำให้ปกรณ์รู้สึกปั่นป่วนในใจอย่างประหลาด ความปรารถนาที่จะโอบอุ้มเธอเข้าไปหลบฝนในที่ที่ปลอดภัยผุดขึ้นมาในห้วงความคิดอย่างรุนแรง
“คุณหลินครับ ผมว่ารอให้ฝนเบาลงกว่านี้ก่อนดีไหมครับ ยืนตากฝนแบบนี้เดี๋ยวจะไม่สบายเอานะครับ ผมเป็นห่วง” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มนวล พร้อมกับกางร่มคันใหญ่เหนือศีรษะของเธอ ร่างของทั้งสองจึงเบียดชิดกันอยู่ภายใต้ร่มคันเดียวกัน ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจทำให้หัวใจของรินลดาเต้นระรัว
“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวรถเมล์ก็คงมาแล้ว” เธอตอบ แม้ในใจจะเริ่มรู้สึกหนาวสั่นจากความเย็นยะเยือกของสายฝน แต่ก็พยายามเก็บซ่อนความรู้สึกนั้นไว้
“แต่ผมเห็นคุณยืนรอนานแล้วนะครับ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกถึงความห่วงใยอย่างแท้จริง
“นั่นสิคะ ปกติเวลานี้รถยังวิ่งอยู่เลย แต่สงสัยวันนี้คงเป็นเพราะฝนตกรถเลยติด” เธอพยายามหาเหตุผลมาอธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
“ผมว่าเรากลับเข้าไปรอข้างในตึกก่อนเถอะครับ ฝนเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ แล้ว” ปกรณ์เสนอด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นกว่าเดิม แววตาของเขาเต็มไปด้วยความกังวล
“บอสยังไม่กลับเหรอคะ หรือว่า...จะรอเป็นเพื่อนหลิน” เธอแกล้งหยอกเย้าเขาด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก พยายามคลายความตึงเครียดที่ก่อตัวขึ้น
“ยังครับ ผมเป็นห่วงคุณหลิน เห็นคุณมารอรถเมล์คนเดียวมืดๆ แบบนี้ มันอันตรายนะครับ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง แววตาของเขาฉายแววปกป้องอย่างชัดเจน
รินลดาจึงยอมเดินตามเขากลับเข้าไปในบริษัทอีกครั้ง ระหว่างทาง ปกรณ์ชวนเธอคุยสัพเพเหระเพื่อทำลายความเงียบงันที่ปกคลุมอยู่ เมื่อถึงออฟฟิศ เขาก็กลับเข้าไปในห้องทำงานของตัวเอง ส่วนรินลดาก็นั่งลงที่โต๊ะทำงานของเธอซึ่งอยู่หน้าห้องของเขา หัวใจของเธอยังคงเต้นไม่เป็นจังหวะจากความใกล้ชิดเมื่อครู่
ไม่นานนัก ปกรณ์ก็เดินออกมาพร้อมกับแก้วชาอุ่นๆ ในมือ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของชาลอยมาแตะจมูกของรินลดา ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาบ้าง
“คุณหลินลองจิบชาอุ่นๆ ก่อนดีไหมครับ ร่างกายจะได้อบอุ่นขึ้น” เขายื่นแก้วชาให้เธอด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“ขอบคุณค่ะ” เธอกล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจ เธอรู้สึกประทับใจกับการดูแลเอาใจใส่ของเขาอย่างที่ไม่เคยได้รับจากเจ้านายคนไหนมาก่อน ความรู้สึกดีๆ เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเธออย่างช้าๆ
“คุณขึ้นรถเมล์แบบนี้ทุกวันเลยหรือครับ” เขาเอ่ยถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ เพราะแอบมองเธออยู่ทุกวัน แววตาของเขาฉายแววบางอย่างที่รินลดาไม่อาจเข้าใจได้
“ใช่ค่ะ สะดวกแล้วก็ประหยัดดี” เธอตอบพร้อมกับยกชาขึ้นมาจิบ พยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด
“ถ้างั้นวันนี้ให้ผมไปส่งที่บ้านดีไหมครับ งานผมเสร็จพอดี อีกอย่างตอนนี้ก็ดึกมากแล้วด้วย” เขาเสนอด้วยน้ำเสียงที่เจือแววหวัง สายตาเหลือบมองนาฬิกาสลับกับใบหน้าของเธออย่างมีความหมาย
“แต่หลินกลับแบบนี้เป็นประจำ ไม่เห็นมีอะไรเลยค่ะ” เธอปฏิเสธอย่างนุ่มนวล เพราะไม่อยากตกเป็นขี้ปากของเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ที่อาจจะมองเธอในแง่ไม่ดี
ระหว่างที่จิบชา ปกรณ์ยังคงชวนเธอคุยไปเรื่อยๆ แต่รินลดาก็สังเกตเห็นสายตาของเขาที่ลอบมองมายังหน้าอกของเธออยู่บ่อยครั้ง คงเป็นเพราะเสื้อที่เปียกแนบเนื้อทำให้ส่วนโค้งเว้าของร่างกายเธอดูเด่นชัดเป็นพิเศษ ความรู้สึกร้อนผ่าวแล่นขึ้นมาบนใบหน้าของเธอ
“คุณหลินเปลี่ยนชุดก่อนเถอะครับ เดี๋ยวจะไม่สบาย พอดีผมมีเสื้อยืดอยู่ตัวหนึ่ง เดี๋ยวผมหยิบให้” เขากล่าวขึ้นก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องทำงานแล้วหยิบเสื้อยืดตัวใหม่ออกมาส่งให้เธอ เสื้อยืดสีเข้มที่ดูใหญ่กว่าตัวเธอมากถูกยื่นมาตรงหน้า
“ไม่ต้องรังเกียจนะครับ เสื้อตัวนี้ผมซื้อมายังไม่ได้ใส่เลย กะว่าจะเอาไว้ใส่ไปฟิตเนส แต่ยังไม่ว่างไปสักที” เขากล่าวด้วยรอยยิ้มที่ทำให้รินลดารู้สึกสบายใจขึ้นบ้าง
รินลดารับเสื้อมาถือไว้ แม้จะดูรัดรูปไปหน่อยสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอ แต่เมื่อเทียบกับขนาดตัวของเจ้านายแล้ว เธอก็คิดว่าน่าจะใส่ได้พอดี ความอบอุ่นจากเนื้อผ้าที่ยังคงมีกลิ่นอายของเขาทำให้เธอรู้สึกแปลกๆ ในใจ
“ขอบคุณค่ะ” เธอกล่าวขอบคุณด้วยรอยยิ้มที่พยายามซ่อนความรู้สึกเขินอายไว้ เธอรู้สึกอบอุ่นในหัวใจกับการดูแลเอาใจใส่ของเขาอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ความรู้สึกบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้นระหว่างเธอกับเจ้านายหนุ่มผู้นี้
