บทที่ 3 เลขาหรือลูกรักนายใหญ่
พร้อมภัทร์เผลอยกมือขึ้นกุมเป้าตัวเองอย่างลืมตัว รู้สึกเสียววาบขึ้นมาดื้อๆ นึกภาพตามแล้วสยดสยองแทนไอ้เจ้านายเก่าคนนั้น
“ทำไมเธอถึงทำรุนแรงขนาดนั้น แค่สะบัดตัวเดินหนีออกมาก็พอมั้ง บอกฉันมาซิ?” คุณพรรณษาแสร้งทำเสียงดุเพื่อดูปฏิกิริยา
“เพราะว่าดิฉันมาทำงานในตำแหน่งเลขาค่ะคุณผู้หญิง ดิฉันขายความสามารถและหยาดเหงื่อแรงงาน ไม่ได้มาขายตัวหรือมาหาผู้ชายรวยๆ ไว้เกาะกิน ถ้าดิฉันอยากได้แบบนั้น จะมาตื่นแต่เช้ามืด โหนรถเมล์ร้อนๆ มาทำงานให้เหนื่อยทำไมล่ะคะ สู้แต่งตัวสวยๆ ไปนั่งอ่อยตามคลับบาร์หรูๆ ไม่ดีกว่าหรือคะ”
“ฮ่าๆๆๆๆ!!!”
จู่ๆ คุณพรรณษาก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่นห้อง ทำเอานิลรัตน์และพร้อมภัทร์สะดุ้ง ท่านประธานใหญ่ตบโต๊ะฉาดอย่างถูกอกถูกใจ
“ดี! ดีมาก! ตอบได้สะใจฉันจริงๆ เธอผ่านการสัมภาษณ์งาน... ฉันรับเธอเข้าทำงานเป็นเลขาของตาพร้อมตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป!”
“คุณแม่!!” พร้อมภัทร์ร้องลั่น “รับยัยผู้หญิงป่าเถื่อนนี่มาเป็นเลขาผมเนี่ยนะ เกิดวันไหนผมขัดใจเธอ เธอไม่เอาแฟ้มฟาดหัวผมแตกเลยเหรอครับ”
“ถ้าแกลวนลามเขาก็สมควรโดนฟาด หุบปากไปเลยตาพร้อม แม่ตัดสินใจแล้ว”
คุณพรรณษาหันมามองนิลรัตน์ด้วยสายตาเอ็นดู
“แต่ว่า... เรื่องการแต่งตัว เธอคงต้องปรับปรุงใหม่นะ เป็นเลขาผู้บริหารระดับสูง เสื้อผ้าหน้าผมมันต้องส่งเสริมบารมีเจ้านายด้วย แต่จะให้เธอควักเงินซื้อเอง เพิ่งเริ่มทำงานยังไม่ทันได้เงินเดือนก็คงจะลำบาก...” ท่านประธานลุกขึ้นยืน
“ตามฉันมา ถือซะว่าฉันให้สวัสดิการล่วงหน้าก็แล้วกัน” ท่านกดอินเตอร์คอมเรียกเลขาหน้าห้อง
“นงลักษณ์ เตรียมรถ ขับพาฉันไปห้างสรรพสินค้า ฉันจะพาเลขาคนใหม่ของท่านรองไปซื้อเสื้อผ้าสักหน่อย”
ไม่นานนัก ประตูก็เปิดออก หญิงสาวร่างสูงโปร่งตัดผมซอยสั้นกุดในชุดสูทกางเกงทะมัดทะแมงก็เดินเข้ามา ‘พี่นงลักษณ์’ คือเลขาของประธานใหญ่ บุคลิกห้าวหาญออกไปทางทอมบอย นิลรัตน์เพิ่งมารู้ตอนหลังว่าพี่แกไม่ได้เป็นแค่เลขา แต่เป็นทั้งบอดี้การ์ดฝีมือพระกาฬที่คอยดูแลความปลอดภัยให้ท่านประธานแบบเงาตามตัว
การชอปปิงเริ่มต้นขึ้นราวกับพายุ คุณพรรณษาพานิลรัตน์เดินเข้าออกร้านแบรนด์เนม ชื่อดังไม่ต่ำกว่าสิบร้าน ท่านชี้นิ้วสั่งพนักงานให้นำชุดนั้นชุดนี้มาให้เธอลอง พอใส่
ออกมาให้ดู ท่านก็บอกว่า
“เอาชุดนี้... แล้วก็ชุดนั้นที่แขวนอยู่ เอาไซส์เธอมาให้หมด”
นงลักษณ์เดินหอบถุงเสื้อผ้าพะรุงพะรังไปเก็บที่รถรอบแล้วรอบเล่า ส่วนคุณพรรณษาก็ยังพาไปเหมารองเท้า กระเป๋า และเครื่องสำอางแบรนด์เนมอีกเป็นกอง
“คุณท่านขา...” นิลรัตน์รีบจับแขนคุณพรรณษาไว้แน่น เสียงสั่นด้วยความเกรงใจ ขั้นสุดเมื่อเห็นบิลค่าใช้จ่ายที่รูดบัตรเครดิตไป
“มันแพงมากเลยนะคะ แล้วคุณท่านก็หมดเงินไปเป็นแสนๆ แล้ว ดิฉันรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ ถ้าการที่ดิฉันเข้ามาทำงานที่นี่แล้วต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองถึงขนาดเบียดเบียนเงินส่วนตัวของคุณท่าน ดิฉันว่าดิฉันคงไม่เหมาะกับงานนี้แล้วล่ะค่ะ ให้ดิฉันสละสิทธิ์เถอะค่ะ”
“ใครบอกเธอว่าเป็นเงินฉัน?” คุณพรรณษายิ้มกริ่ม
“นี่มันเงินบริษัททั้งนั้น ฉันตั้งงบสวัสดิการผู้บริหารไว้ เธอคือภาพลักษณ์ของลูกชายฉัน ฉันลงทุนให้ก็ถูกแล้ว”
“แต่ว่า... ถึงจะเป็นเงินบริษัท ดิฉันก็ไม่ควรจะมีอภิสิทธิ์เหนือพนักงานคนอื่นนะคะ งานก็ยังไม่ได้เริ่มทำเลยด้วยซ้ำ”
“เอาน่า ยัยหนู อย่าคิดมากให้ปวดหัว” ท่านประธานตบหลังมือเธอเบาๆ
“ฉันรับเธอเข้าทำงาน เท่ากับว่าเธอคือคนในความดูแลของฉัน และฉันก็คือท่านประธานของบริษัทนี้ เพราะฉะนั้น ฉันพูดคำไหนต้องเป็นคำนั้น ส่วนเจ้าพร้อม เจ้านายสายตรงของเธอมันเป็นลูกฉัน เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปกลัวมัน ถ้ามันรังแก หรือทำตัวเจ้าชู้ใส่ ก็บอกฉัน ฉันจัดการเอง... ไป! ไปดูเครื่องสำอางทางโซนโน้นต่อ งานเลขาต้องสวยเฉียบ จะมาหน้าซีดๆ ปากแห้งๆ ไม่ทาลิปสติกได้ที่ไหนกัน”
เมื่อเจอความเด็ดขาดระดับซูเปอร์บอสเข้าไป นิลรัตน์ก็ทำได้แค่อ้าปากพะงาบๆ ไม่กล้าขัดใจอีก
“ถ้าเกรงใจฉัน เธอก็ต้องตั้งใจทำงาน ตอบแทนฉันด้วยความซื่อสัตย์ ฉันถูกชะตากับเธอ และจะส่งเสริมเธอให้ดีที่สุดถ้าเธอไม่ดื้อและเชื่อฟังฉัน”
คุณพรรณษากล่าวสรุป ก่อนจะหันไปสั่งนงลักษณ์
“นงลักษณ์ เอาของลอตนี้ไปเก็บที่รถ แล้วเจอกันที่ร้านอาหารญี่ปุ่นเจ้าประจำนะ ฉันหิวแล้ว” มื้ออาหารญี่ปุ่นสุดหรูผ่านไปอย่างเชื่องช้าในความรู้สึกของนิลรัตน์ เธอเกร็งจนแทบจะกลืนข้าวไม่ลง แต่คุณพรรณษากลับพยายามชวนคุยอย่างเป็นกันเอง สั่งเนื้อวากิวและแซลมอนเกรดพรีเมียมมาบำรุงเธอชุดใหญ่ ท่านบอกว่าอีกหน่อยเธอก็จะชินไปเอง เพราะท่านไม่ใช่คนเจ้ายศเจ้าอย่างอะไรช่วงบ่ายคล้อย เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น คุณพรรณษาก็ให้รถมาส่งนิลรัตน์ที่พัก
“ให้หนูลงตรงปากซอยนี้แหละค่ะ” นิลรัตน์รีบบอกเมื่อรถยุโรปคันหรูแล่นเข้ามาใกล้ชุมชนแออัด
“อ้าว จะหยุดปากซอยทำไมล่ะ ของเยอะแยะขนาดนี้ ให้นงลักษณ์ขับเข้าไปส่งถึงหน้าตึกสิ”
