ตอนที่ 10 เดิมพันใบหย่า
ภายในห้องเก็บฟางที่ทั้งแคบและอับชื้น เสิ่นหว่านหรูรีบวางตะกร้าไม้ไผ่ลงบนพื้น ก่อนจะดึงร่างเล็กๆ ของลูกสาวเข้ามากอดไว้แน่น น้ำตาที่พึ่งเหือดแห้งไปกลับมาไหลรินอีกครั้ง
หญิงสาวลูบคลำไปตามลำคอและใบหน้าของลูกด้วยความตื่นตระหนกและหวาดเสียว รอยเลือดจางๆ ที่ซึมออกมาจากผิวหนังบริเวณลำคอทำให้หัวใจของคนเป็นแม่แทบแตกสลาย
"เฟยเยว่ ทำไมลูกถึงทำเรื่องบ้าบิ่นแบบนี้ รู้ไหมว่าถ้าพลาดพลั้งขึ้นมา มีดเล่มนั้นอาจจะปาดคอลูกจริงๆ ก็ได้นะ" หว่านหรูดุลูกสาวทั้งน้ำตา เสียงของเธอสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์
"แม่ยอมให้พ่อเขาตีดีกว่าต้องมาเห็นลูกเอาชีวิตตัวเองเข้าแลกแบบนี้"
เวยหลิงปล่อยให้แม่กอดและร้องไห้ระบายความอัดอั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ผละออก
เธอยกมือเล็กๆ ขึ้นเช็ดน้ำตาให้มารดาอย่างเบามือ ดวงตาของเธอกลับมาสงบนิ่งและอ่อนโยนอีกครั้งเมื่ออยู่กันตามลำพัง
"ถ้าหนูไม่ทำแบบนั้น พ่อก็ต้องค้นตะกร้าของเรา และเงินสามสิบหยวนที่แม่หามาด้วยหยาดเหงื่อแรงกายก็จะถูกพ่อแย่งไปประเคนให้น้าหวังจนหมดสิคะ" เวยหลิงอธิบายด้วยเหตุผลที่เฉียบขาด
"หนูคำนวณน้ำหนักมีดและแรงกดเอาไว้แล้วค่ะแม่ มันเป็นแค่รอยถลอกนิดหน่อย เลือดออกแค่ให้ดูน่ากลัวเท่านั้นเอง หนูไม่ยอมตายโง่ๆ หรอกค่ะ แม่เชื่อใจหนูสิ"
หว่านหรูนิ่งอึ้งไป เธอล้วงมือเข้าไปในเสื้อ สัมผัสกับกระเป๋าผ้าใบเล็กที่บรรจุเงินสามสิบหยวนเอาไว้ มันยังอยู่ครบทุกบาททุกสตางค์
หากเมื่อครู่ลูกสาวไม่เอาตัวเข้าแลก เงินก้อนนี้ซึ่งเป็นดั่งตั๋วสู่อิสรภาพใบเดียวของพวกเธอคงถูกริบไปหมดแล้วจริงๆ หญิงสาวถอนหายใจยาว ดึงลูกสาวเข้ามากอดอีกครั้งด้วยความรู้สึกผิดและขอบคุณ
"แต่เฟยเยว่... เราจะทำยังไงกันต่อไปดีลูก พ่อกับย่าคงไม่ยอมปล่อยให้เราอยู่อย่างสงบแน่ๆ พวกเขาเกลียดเราเข้ากระดูกดำแล้ว"
เวยหลิงยิ้มมุมปาก ดวงตาของนางมารหอคอยทองคำฉายแววเจ้าเล่ห์
"พวกเขายิ่งเกลียดเราก็ยิ่งดีสิคะแม่ เพราะนั่นหมายความว่าพวกเขาอยากจะเขี่ยเราให้พ้นทางใจจะขาด แต่ที่พวกเขายังไม่ไล่เราออกไปดีๆ เป็นเพราะพวกเขายังอยากเก็บแม่ไว้ใช้งานเยี่ยงทาส และที่สำคัญ คุณย่าเป็นคนหน้าเงิน"
"ลูกหมายความว่ายังไง?"
"ในยุคนี้ การหย่าร้างไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าผู้ชายไม่ยินยอมหรือไม่มีเหตุผลที่ร้ายแรงพอ ทางการก็ไม่ยอมออกใบหย่าให้" เวยหลิงเริ่มกางแผนธุรกิจในหัว
"ถ้าเราหนีออกไปเฉยๆ พ่อก็ยังถือสิทธิ์ความเป็นสามี สามารถตามไปรังควานหรือฮุบสมบัติของเราในอนาคตได้ทุกเมื่อ วิธีเดียวที่จะตัดขาดจากขุมนรกนี้ได้อย่างหมดจด คือต้องทำให้พ่อและคุณย่าเต็มใจเซ็นใบหย่าให้เราค่ะ"
"แล้วเราจะทำยังไงให้เขาเต็มใจล่ะลูก เจี้ยนจวินหน้าบางจะตาย เขาไม่ยอมให้ชาวบ้านเอาไปนินทาว่าเมียขอหย่าหรอก"
"เราก็ต้องใช้จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของคุณย่ามาเป็นเครื่องมือไงคะ" เวยหลิงตอบเสียงใส
"คุณย่าหน้าเงินยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ถ้าเราเอาเงินก้อนใหญ่ไปกองตรงหน้า แลกกับการให้แม่หย่าและพาหนูออกไปจากบ้าน คุณย่าจะต้องเป็นคนบีบให้พ่อเซ็นใบหย่าด้วยตัวเองแน่นอนค่ะ"
"เงินก้อนใหญ่? เท่าไหร่กันลูก" หว่านหรูเบิกตากว้าง
เวยหลิงชูนิ้วขึ้นมาห้านิ้ว "ห้าสิบหยวนค่ะ"
"ห้าสิบหยวน!" หว่านหรูอุทานเสียงหลง สำหรับชาวบ้านธรรมดา ห้าสิบหยวนคือเงินเดือนของกรรมกรในโรงงานถึงสองเดือนเต็มๆ หรืออาจจะเป็นค่ากินอยู่ของครอบครัวใหญ่ได้ทั้งปี
"แต่เรามีแค่สามสิบหยวนเองนะลูก แล้วคุณย่าจะยอมเหรอ เงินตั้งมากมายขนาดนั้น"
"เราขาดอีกแค่ยี่สิบหยวนเองนะคะแม่ วันนี้เราขายแค่วันเดียวยังได้มาตั้งสามสิบหยวน ถ้าเราขอเวลาคุณย่าหนึ่งเดือน หาเงินให้ได้ครบห้าสิบหยวนมาไถ่ตัวเราสองคน หนูรับรองว่าคุณย่าต้องตาลุกวาวและตอบตกลงแน่ๆ ค่ะ"
เวยหลิงจับมือแม่แน่น แววตาของเธอเต็มไปด้วยความมั่นใจระดับผู้บริหารที่กำลังนำเสนอโปรเจกต์ร้อยล้าน
"แม่ทำขนมเก่งขนาดนี้ เรื่องหาเงินอีกยี่สิบหยวนในเวลาหนึ่งเดือนมันง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ คืนนี้เราจะไปเจรจากับพวกเขากันค่ะแม่"
ช่วงหัวค่ำ...
ภายในห้องโถงของเรือนหลักตระกูลหลิน สมาชิกครอบครัวกำลังนั่งล้อมวงรับประทานอาหารเย็นกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
บนโต๊ะมีกับข้าวเนื้อสัตว์และไข่เจียวจานใหญ่ ซึ่งเป็นของบำรุงที่ย่าหลินสั่งให้ทำเพื่อบำรุงหวังเจียวเจียวโดยเฉพาะ ขณะที่ย่าหลินเองนั่งหน้าซีดเซียวซดได้เพียงน้ำข้าวต้มเปล่าๆ เพราะลำไส้ยังคงประท้วงจากการถ่ายท้องอย่างรุนแรงเมื่อตอนเช้า
ปู่หลินนั่งคีบเนื้อเข้าปากพลางลอบส่งสายตากรุ้มกริ่มให้หวังเจียวเจียวเป็นระยะ ขณะที่หลินเจี้ยนจวินกำลังคอยคีบกับข้าวเอาใจเมียใหม่ แวดล้อมไปด้วยบรรยากาศที่ดูเหมือนจะมีความสุข หากไม่มีเรื่องวุ่นวายเมื่อตอนกลางวัน
เอี๊ยด...
เสียงประตูห้องโถงถูกผลักเปิดออก เสิ่นหว่านหรูในชุดผ้าฝ้ายสีซีดเดินจูงมือหลินเฟยเยว่ก้าวเข้ามาภายในห้อง บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเงียบกริบลงทันที ทุกสายตาหันมาจ้องมองสองแม่ลูกราวกับเห็นตัวประหลาด
หวังเจียวเจียวรีบขยับตัวเข้าไปชิดหลินเจี้ยนจวิน แสร้งทำเป็นหวาดกลัวเด็กหญิงตัวน้อยที่พึ่งเอามีดจ่อคอตัวเองเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
"พวกแกเข้ามาทำไม ใครใช้ให้พวกแกเสนอหน้าเข้ามาตอนที่พวกฉันกำลังกินข้าว" ย่าหลินแผดเสียงด่าทันที นางวางตะเกียบลงกระแทกโต๊ะด้วยความหงุดหงิด
หว่านหรูกำมือลูกสาวแน่น เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับไม่ให้สั่น
"คุณแม่คะ... เจี้ยนจวิน... ฉันมีเรื่องสำคัญจะมาตกลงด้วยค่ะ"
"ตกลงอะไร บ้านหลินไม่มีอะไรต้องตกลงกับแก ถ้าจะมาขอข้าวกินก็ไสหัวไปรอที่ครัว นังผู้หญิงไร้ประโยชน์" หลินเจี้ยนจวินตวาดใส่
"หนูกับแม่ไม่ได้มาขอข้าวกินหรอกค่ะ" เวยหลิงก้าวออกมายืนบังหน้าแม่ของเธอ ดวงตาสีเข้มจ้องมองตรงไปยังย่าหลินด้วยความท้าทาย
"แต่พวกเรามาเจรจา... เรื่องใบหย่าของแม่กับพ่อค่ะ"
คำว่าใบหย่าหลุดออกจากปากของเด็กเจ็ดขวบ ทำให้ทั้งห้องโถงตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ ก่อนที่ย่าหลินจะระเบิดเสียงหัวเราะเยาะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
"ฮ่าๆๆ ใบหย่างั้นเหรอ นังหว่านหรู! แกเพี้ยนไปแล้วหรือไงถึงได้ให้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมมาพูดเรื่องไร้สาระแบบนี้ แกคิดว่าการหย่ามันทำกันง่ายๆ เหมือนเดินไปซื้อผักที่ตลาดหรือไง"
หลินเจี้ยนจวินหน้าตึง เขาทุบโต๊ะดังปัง
"หว่านหรู! เธอจะเอายังไงกันแน่ ตอนกลางวันยัยเด็กนี่ก็พึ่งอาละวาดแทบจะฆ่าตัวตาย ตอนนี้จะมาขอหย่าอีก เธอคิดว่าฉันเป็นตัวตลกหรือไง"
"แม่หนูไม่ได้ล้อเล่นค่ะ" เวยหลิงแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและชัดเจน
"พวกคุณเกลียดพวกเรา อยากให้ที่นี่มีแค่น้าหวังกับลูกชายที่กำลังจะเกิดมาใช่ไหมคะ? พวกคุณเห็นเราเป็นตัวซวย เป็นปลิงเกาะกินข้าวสารบ้านหลินใช่ไหม? ถ้างั้น... ทำไมเราไม่แยกทางกันให้มันจบๆ ไปล่ะคะ"
หวังเจียวเจียวแอบซ่อนยิ้มไว้ในหน้า หล่อนแสร้งพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"พี่หว่านหรูคะ อย่าประชดกันแบบนี้เลยค่ะ ถึงฉันจะเข้ามา แต่พี่ก็ยังเป็นเมียของพี่เจี้ยนจวินอยู่นะคะ ออกไปตัวเปล่าแบบนี้ พี่กับหลานจะไปเอาอะไรกินล่ะคะ"
"ไม่ต้องห่วงเรื่องปากท้องของพวกเราหรอกค่ะน้าหวัง" เวยหลิงสวนกลับรอยยิ้มเย็นชา
"แต่หนูรู้ว่าคุณย่ากับพ่อคงไม่อยากเซ็นใบหย่าให้ง่ายๆ เพราะกลัวเสียหน้า ดังนั้น... หนูมีข้อเสนอที่คุ้มค่ามาให้คุณย่าพิจารณาค่ะ"
ย่าหลินหรี่ตามองเด็กหญิงตัวน้อยด้วยความระแวงปนสงสัย "ข้อเสนออะไรของแก นังเด็กเหลือขอ"
เวยหลิงยืดอกขึ้น ริมฝีปากบางเฉียบเอื้อนเอ่ยประโยคที่เป็นดั่งเหยื่อล่อชั้นดี
"หนูกับแม่ขอเวลาหนึ่งเดือนค่ะ ภายในหนึ่งเดือนนี้แม่ของหนูจะหาเงินสดมามอบให้บ้านตระกูลหลินเป็นจำนวนห้าสิบหยวนเพื่อแลกกับใบหย่าของแม่ และเอกสารยินยอมให้หนูไปอยู่กับแม่โดยที่ตระกูลหลินจะไม่มีสิทธิ์มายุ่งเกี่ยวใดๆ กับพวกเราอีกตลอดชีวิต"
"ห้าสิบหยวน!"
เสียงอุทานประสานกันดังลั่นห้องโถง ย่าหลิน ปู่หลิน และหลินเจี้ยนจวิน เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง แม้แต่หวังเจียวเจียวยังต้องอ้าปากค้าง
ห้าสิบหยวนในยุคสมัยนี้ไม่ใช่เงินน้อยๆ มันคือเงินก้อนใหญ่ที่แม้แต่ครอบครัวตระกูลหลินเองยังต้องใช้เวลาเก็บหอมรอมริบนานหลายเดือนกว่าจะได้มา
ความเงียบปกคลุมไปทั่วห้องอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่ย่าหลินจะระเบิดเสียงหัวเราะเยาะหยันออกมาอีกครั้ง คราวนี้ดังยิ่งกว่าเดิม นางชี้หน้าสองแม่ลูกพร้อมกับหัวเราะจนตัวงอ
"โอ๊ยยยย ขำจนปวดท้องไปหมดแล้ว ห้าสิบหยวน! ผู้หญิงหัวอ่อนโง่ๆ ที่วันๆ เอาแต่หมกตัวอยู่ในครัว กับเด็กอมโรคอย่างพวกแกเนี่ยนะ จะมีปัญญาหาเงินห้าสิบหยวนมาให้ฉันภายในหนึ่งเดือน ไปขโมยเขายังไม่ได้เลยมั้ง" ย่าหลินเยาะเย้ยอย่างไม่ปิดบัง
"หว่านหรู เธอเลิกบ้าสักทีเถอะ ห้าสิบหยวนไม่ใช่ใบไม้นะที่จะไปเด็ดเอาตามข้างทางได้ เธอจะไปทำอาชีพอะไร ผู้หญิงตัวคนเดียวไม่มีความรู้อะไรเลย" หลินเจี้ยนจวินแค่นยิ้มสมเพช
หว่านหรูหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธปนอาย เธอสูดลมหายใจลึก กำมือลูกสาวแน่นขึ้น
"ฉันจะหามาได้ยังไงมันก็เรื่องของฉัน เจี้ยนจวิน... คุณแม่... ขอแค่พวกคุณรับปาก ถ้าฉันหาเงินห้าสิบหยวนมาวางตรงหน้าพวกคุณได้ภายในหนึ่งเดือน พวกคุณต้องยอมเซ็นใบหย่าและปล่อยฉันกับเฟยเยว่ไป"
ปู่หลินที่นั่งเงียบมานานลอบสบตากับหวังเจียวเจียว ชายแก่เจ้าเล่ห์คิดอย่างถี่ถ้วนในใจ
หากปล่อยให้สองแม่ลูกนี่อยู่ในบ้านต่อไป นังเด็กเฟยเยว่ที่ดูฉลาดแกมโกงผิดปกติอาจจะไปรู้อะไรเข้าแล้วเอามาแฉจนความลับเรื่องความสัมพันธ์อื้อฉาวของเขากับลูกสะใภ้รองพังไม่เป็นท่า การรับปากส่งๆ ไปก่อนก็ไม่เสียหายอะไร
"เอาสิ! ฉันตกลง" ปู่หลินโพล่งขึ้นมาทำเอาทุกคนหันไปมอง
"ในเมื่ออยากจะไปนัก ฉันก็จะให้โอกาส ถ้าหามาได้ห้าสิบหยวนจริงๆ ฉันในฐานะผู้นำครอบครัวจะให้เจี้ยนจวินเซ็นใบหย่าให้แกเอง"
"คุณพ่อ! ไปรับปากพวกเธอทำไมครับ" หลินเจี้ยนจวินแย้ง
ย่าหลินยกมือขึ้นห้ามลูกชาย ดวงตาของหญิงชราเป็นประกายวาววับด้วยความโลภ นางคิดตลบแตลงในใจ
‘เงินตั้งห้าสิบหยวน ถ้าพวกมันหามาได้จริงๆ ฉันก็จะฮุบเอาไว้ทั้งหมด พอได้เงินแล้วค่อยไล่ตะเพิดพวกมันออกจากบ้านไปตัวเปล่าๆ ก็ยังไม่สาย ส่วนไอ้ใบหย่าบ้าบออะไรนั่น ถึงเวลาฉันไม่ให้เจี้ยนจวินเซ็นซะอย่าง ใครจะทำไม พวกมันเป็นแค่ผู้หญิงกับเด็ก จะเอาปัญญาที่ไหนมาสู้รบตบมือกับฉัน’
"ได้! ฉันก็ตกลง" ย่าหลินประกาศเสียงกร้าว ยิ้มเหี้ยมเกรียม
"หนึ่งเดือน! ถ้าหามาได้ห้าสิบหยวน ฉันจะยอมปล่อยพวกแกไปตามเวรตามกรรม แต่ถ้าครบหนึ่งเดือนแล้วหามาไม่ได้ แกสองคนแม่ลูกต้องถูกขายไปเป็นทาสรับใช้เพื่อเอาเงินมาชดใช้ค่าข้าวสารที่กินของฉันไป กล้ารับคำท้าไหม"
"รับคำท้าค่ะ" เวยหลิงตอบรับทันทีโดยไม่ต้องคิด ดวงตาของเธอเป็นประกายวาบ
"แต่หนูขอให้เขียนสัญญาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และต้องมีลายเซ็นของพ่อกับคุณย่าประทับตราไว้ด้วยนะคะ ป้องกันคนหน้าไหว้หลังหลอกกลืนน้ำลายตัวเองค่ะ"
หลินเจี้ยนจวินกัดฟันกรอดด้วยความโมโหที่ถูกเด็กท้าทาย แต่ความอยากจะกำจัดภรรยาหลวงให้พ้นทางก็มีมากกว่า
เขาจึงเดินไปหยิบกระดาษและปากกามาเขียนหนังสือสัญญาตามที่เวยหลิงบอกอย่างลวกๆ ก่อนจะเซ็นชื่อและโยนให้หว่านหรูกระทับรอยนิ้วมือ
เมื่อกระดาษสัญญาแผ่นบางๆ ถูกเก็บเข้าไว้ในกระเป๋าเสื้อของหว่านหรู เวยหลิงก็เงยหน้ามองคนในครอบครัวหลินเรียงตัว รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบอีกครั้ง
ย่าหลินอาจจะคิดว่าตัวเองฉลาดที่วางแผนจะฮุบเงินแล้วเบี้ยวสัญญา แต่เวยหลิงคือบรรณาธิการผู้ควบคุมเส้นเรื่องทั้งหมด เธอรู้วิธีที่จะล็อกคอคนพวกนี้ให้ดิ้นไม่หลุดเมื่อถึงเวลาอันควร
ห้าสิบหยวนนี้ไม่ใช่แค่เงินไถ่ตัว แต่มันคือเหยื่อล่อชั้นดีที่จะลากตระกูลหลินให้เดินลงสู่หลุมพรางแห่งความพินาศที่เธอเป็นคนขุดเอาไว้
"จำคำพูดของตัวเองเอาไว้ให้ดีนะคะคุณย่า" เวยหลิงกระซิบเสียงแผ่วเบา แต่ดังก้องอยู่ในใจของทุกคน
"เตรียมรอรับเงินห้าสิบหยวน และเตรียมรับความวิบัติของตระกูลหลินเอาไว้ได้เลยค่ะ"
เด็กหญิงจูงมือมารดาหันหลังเดินออกจากห้องโถงไป ทิ้งให้คนตระกูลหลินจมอยู่กับความโลภและความฝันลมๆ แล้งๆ
โดยไม่รู้ตัวเลยว่าเดิมพันใบหย่าครั้งนี้ พวกเขาได้เอาอนาคตและชีวิตของตัวเองวางเป็นหลักประกันบนกระดานหมากของนางมารหอคอยทองคำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
